หากย้อนหลับไปเมื่อหลายปีก่อน รถยนต์ไร้คนขับอาจเป็นเพียงแค่เทคโนโลยีที่เราสามารถพบเห็นได้ในหนังไซไฟเท่านั้น

แต่ในปัจจุบันการพัฒนาระบบไร้คนขับกลับได้รับความสนใจอย่างมาก มีผู้ผลิตหลายรายที่นำเสนอเทคโนโลยีสุดล้ำนี้ออกมาให้เราได้เห็นกันอย่างมากมาย

เมื่อเป็นเช่นนี้คุณผู้อ่านหลายท่านก็อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า “แล้วค่ายไหนกันที่พัฒนาไปไกลกว่าเพื่อน??” 

ดังนั้นเพื่อเป็นการคลายข้อสงสัย Magcarzine.com จึงได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ของ 5 บริษัทในวงการที่คิดว่าคุณผู้อ่านน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มาอัพเดทว่าตอนนี้แต่ละค่ายนั้นพัฒนากันไปถึงไหนแล้ว

 

 

เริ่มจาก Tesla กับระบบไร้คนขับที่สามารถเพิ่มเป็นออปชั่นเสริมติดรถได้!!

 

เมื่อปี 2016 ซีอีโอของ Tesla ได้ประกาศว่ารถทุกคันที่ผลิตออกจากโรงงานของพวกเขา จะติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อระบบไร้คนขับ

ซึ่งลูกค้าสามารถเพิ่มสามารถเพิ่มระบบ Autopilot เป็นออปชั่นเสริมได้ โดยสามารถเลือกจ่ายเงินเพิ่มอีก 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 190,000 บาท) เพื่อติดตั้งออกมาจากโรงงาน

ระบบไร้คนขับของ Tesla นั้นจะเป็นแบบ Full Self-Driving Capability หรือระบบไร้คนขับแบบเต็มรูปแบบ ที่จะทำให้รถเร่งความเร็วได้ เบรคอัตโนมัติได้เมื่อมีวัตถุอยู่ด้านหน้า และเปลี่ยนเลนเองได้

และล่าสุดได้มีการปล่อยคลิปที่แสดงให้เห็นการทำงานของระบบดังกล่าว ซึ่งจะเผยให้เห็นรถที่เคลื่อนที่และหมุนพวงมาลัยเองได้ เพื่อขับไปยังจุดหมายที่ตั้งไว้

 

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีข้อมูลว่าระบบ Full Self-Driving Capability ของ Tesla สามารถใช้งานได้ในขณะที่รถวิ่งอยู่บนทางด่วน และเส้นทางที่ไม่มีไฟจราจรเท่านั้น (*ข้อมูลเมษายน 2019)

แต่จะมีการอัพเกรดให้สามารถตรวจจับสัญญาณไฟจราจร และใช้งานในเมืองได้เร็วๆ นี้

 

 

Waymo และพันธมิตร

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 Google ได้เริ่มโปรเจกต์รถยนต์ไร้คนขับของพวกเขา โดยเริ่มต้นขึ้นจากความท้าทายที่ต้องการจะทำรถยนต์ไร้คนขับที่วิ่งได้ไกลถึง 100 ไมล์ (ประมาณ 160 กิโลเมตร)

ก่อนจะกลายมาเป็นบริษัท Waymo ซึ่งดำเนินงานอยู่ภายใต้ Alphabet (บริษัทแม่ของ Google)

Waymo ประสบความสำเร็จในการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ “เต็มรูปแบบ” เป็นเจ้าแรกในปี 2015 พร้อมเชิญเจ้าหน้าที่จากศูนย์ผู้พิการทางสายตามาเป็นผู้ทดลองขับ

จากนั้นเองจึงเป็นที่มาของพันธมิตรกับค่ายรถต่างๆ และเริ่มเดินหน้าพัฒนาโปรเจกต์ของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง

 

 

-ปี 2016 พวกเขาจับมือกับ Fiat Chrysler Automobiles (FCA) ปล่อยมินิแวนไร้คนขับรุ่นแรก โดยนำรุ่น Chrysler Pacifica Hybrid มาพัฒนา

-ในปีเดียวกัน Waymo จับมือกับ Honda ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีไร้คนขับร่วมกัน

-ปี 2017 จับมือกับ Intel พัฒนาชิพสำหรับรถยนต์ไร้คนขับ

-ปี 2018 บริษัทได้รับอนุญาตจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ให้สามารถให้สามารถทดสอบรถยนต์ไร้คนขับบนท้องถนนได้ โดยไม่ต้องมีคนควบคุมหลังพวงมาลัย

-และในปีเดียวกัน รถยนต์ไร้คนทั้งหมดของ Waymo วิ่งทดสอบทำระยะทางรวมได้กว่า 8 ล้านไมล์ (ประมาณ 12.8 ล้านกิโลเมตร)

-ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2019 ที่ผ่านมา Waymo ประกาศตั้งโรงงานเพื่อผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถไร้คนขับในรัฐมิชิแกนเป็นที่เรียบร้อย

 

 

Daimler ตั้งเป้าปล่อยรถไร้คนขับเต็มรูปแบบต้นปี 2020

หากคุณไม่ใช่คนที่ติดตามข่าวในวงการยานยนต์สักเท่าไหร่ชื่อของ Daimler อาจจะไม่ค่อยเป็นที่คุ้นหูมากนัก

แต่หากบอกว่านี่คือบริษัทแม่ของรถหรูอย่าง Mercedes-Benz ล่ะก็คงจะร้องอ๋อกันแน่ๆ

บริษัทยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีรายนี้ก็มุ่งพัฒนารถยนต์ไร้คนขับด้วยเหมือนกัน โดยจุดเริ่มต้นของพวกเขามาจากการจับมือกับทาง Uber เพื่อพัฒนารถยนต์ไร้คนขับเมื่อปี 2017

ปีต่อมาก็ประกาศร่วมมือกับทาง Bosch บริษัทร่วมชาติ และทาง NVIDIA ในการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนารถยนต์ไร้คนขับระดับ 4 และ 5 ที่สามารถใช้งานได้จริง!!

 

 

นอกจากนี้ Ola Källenius หัวหน้าทีมพัฒนาคนใหม่ของทาง Daimler ยังออกมาเผยว่า ระหว่างปี 2020-2025 นี้พวกเขาคาดว่าจะสามารถเดินสายการผลิตรถเพื่อการขนส่งแบบไร้คนขับได้

ปัจจุบัน Daimler ก็มีโปรเจกต์รถไร้คนขับหลายโปรเจกต์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz S-Class S 500 รถหรูไร้คนขับ

รวมไปถึง Future Truck 2025 รถบรรทุกไร้คนขับที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Freightliner Inspiration Truck ที่เคยวิ่งทดสอบบนถนนจริงในรัฐเนวาดามาแล้ว

 

 

BMW ประกาศปล่อยรถยนต์ไร้คนขับเข้าสู่ตลาดในอีก 3 ปีข้างหน้า

ผู้พัฒนารถยนต์ไร้คนขับจากเยอรมนีไม่ได้มีแค่ Daimler รายเดียวเท่านั้น  BMW เองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน

เมื่อปี 2017 Elmar Frickenstein รองประธานฝ่ายรถยนต์ไร้คนขับจากค่ายใบพัดได้ประกาศว่า ภายในปี 2021 พวกเขาจะปล่อยรถยนต์ไร้คนขับในระดับ 3, 4 และ 5 ออกสู่ตลาด

ซึ่งนวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับตัวล่าสุดของทาง BMW ก็คือ iNext คอนเซปต์คาร์ที่มาพร้อมกับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และระบบไร้คนขับ

ซึ่งรถคันดังกล่าว เพิ่งเปิดตัวในงาน LA Auto Show เมื่อปี 2018 ทีผ่านมา

 

 

Ford ก็น่าจับตามองเหมือนกัน

นับตั้งแต่ประกาศเข้าสู่วงการรถยนต์ไร้คนขับเมื่อปี 2012 ค่ายรถจากสหรัฐรายนี้ ก็มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีของพวกเขามาอย่างต่อเนื่อง

ก่อนจะคลอดรถยนต์ไร้คนขับตัวต้นแบบออกมาในอีก 3 ปีให้หลังในปี 2015

ต่อมาในปี 2018 Ford ประกาศตั้งบริษัท Ford Autonomous Vehicle LLC ซึ่งเป็นการแยกหน่วยงานทางด้านวิจัยและฝ่ายจัดการด้านธุรกิจ สำหรับรถยนต์ไร้คนขับโดยเฉพาะ

และล่าสุดได้จับมือกับ Baidu เป็นพันธมิตรในโปรเจกต์  Baidu-Ford L4 Autonomous Vehicle Test ที่มีเป้าหมายในการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับระดับ 4

โดยโครงการดังกล่าวกินระยะเวลานาน 2 ปีด้วยกัน เราคงจะได้เห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในปี 2020-2021

 

 

อันที่จริงแล้ทั้งผู้ผลิตรถยนต์ และบริษัทต่างๆ ที่อยู่ในวงการรถยนต์ไร้คนขับไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ยังมีค่ายอื่นๆ อีกมากไม่ว่าจะเป็น Volvo, Hyundai, GM, รวมทั้ง Uber ก็ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามจากหากดูจากกระแสข่าวที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ทาง Tesla อาจจะเป็นค่ายที่มาแรงกว่าเพื่อน ขณะที่ Waymo ก็พัฒนาเทคโนโลยีพอๆ กันแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ทำตลาดขายรถเป็นหลักเท่านั้น

แต่ค่ายอื่นๆ เองก็จะมองข้ามไม่ได้ อย่างเช่น Ford ที่ก็แสดงถึงความจริงจังในการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ

รวมทั้งข่าวล่าสุดที่ทางเยอรมนี ก็มีการรวมพลังเกิดขึ้น เมื่อ Daimler ประกาศร่วมมือกับทาง BMW เพื่อพัฒนารถยนต์ไร้คนขับร่วมกัน ก็อาจทำให้เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการรถยนต์ในเร็วๆ นี้

 

ซึ่งในอนาคตที่จะถึงนี้ ค่ายไหนจะสามารถพัฒนารถยนต์ไร้คนขับของตนไปถึงระดับ 5 หรือที่เรียกว่า “ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติโดยสมบูรณ์” ได้ก่อน ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป…

 

ที่มา media.daimler, daimler, handelsblatt, hondanews, theverge, medium, ford, blognone

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!