เมื่อเดือนที่แล้ว Elon Musk ได้ทำการเปิดตัวระบบรถยนต์ไร้คนขับเต็มรูปแบบ และประกาศว่าจะเปิดให้บริการ Robotaxi หรือ แท็กซี่ไร้คนขับ

อ่านเพิ่มเติม: สรุปข้อมูลแท็กซี่อัจฉริยะจาก Elon Musk ที่ตั้งใจจะทำให้ได้ 1,000,000 คันในภายในปีหน้า

แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไม Elon ถึงได้จริงจังกับการสร้างระบบรถแท็กซี่ไร้คนขับขนาดนี้ จนถึงขั้นที่คิดว่ามันจะ “ครองโลก” แทนมนุษย์จริงๆ ในอนาคต

เราไปศึกษาประเด็นดังกล่าวไปพร้อมๆ กันครับ…

 

 

รถยนต์ไร้คนขับ จะเข้ามาเปลี่ยนวงการแท็กซี่

ย้อนกลับในปี 2014 Travis Kalanick ชื่อนี้คุณอาจจะไม่คุ้นหู แต่ถ้าเอ่ยถึง Uber หลายคนคงรู้ว่ามันคือแอปที่เปลี่ยนวงการรถแท็กซี่และการรับผู้โดยสารของโลกนี้ไปเลย

เขาเคยคาดการณ์เอาไว้ว่า ธุรกิจการเรียกรถผ่านมือถือ สุดท้ายแล้วมันจะพัฒนาขึ้นไปถึงจุดที่คนขับไม่จำเป็นอีกต่อไป เหลือเพียงแค่รถยนต์ไร้คนขับเท่านั้น

“รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองคือหนทางใหม่ที่โลกกำลังก้าวไปหา หาก Uber ไม่ไปในทิศทางนั้น เราก็จะไปไม่รอด”

เขาปิดท้ายว่าโลกของเรามันไม่ได้สวยงามเสมอไป เพราะเขารู้ว่าผลที่ตามมาหลังการเปลี่ยนแปลงนั่นคือ เหล่าคนขับ Uber จะตกงาน…

 

 

และไม่ใช่แค่อดีต CEO ของ Uber ที่คิดแบบนี้

Amnon Shashua ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสคนปัจจุบันของ Intel แลซีอีโอของบริษัท Mobileye ที่เคยเป็นอดีตพาร์ทเนอร์ในการจัดสรรอุปกรณ์ในการสร้าง Autopilot (ระบบขับอัตโนมัติ) ให้กับ Tesla ก็คิดเช่นเดียวกัน

เขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ถึงประเด็นว่าทำไม Tesla และ Uber ถึงพยายามผลักดันแท็กซี่ไร้คนขับอย่างสุดตัว

Shashua ชี้ว่าเป็นเพราะ “กำไร” ที่มากขึ้นคือปัจจัยสำคัญอันดับ 1

“ทุกวันนี้ค่าจ้างคนขับคือ 80% ของระบบเศรษฐกิจแห่งคนขับรถรับจ้าง แต่ถ้าคุณเอาคนขับออกไป ค่าโดยสารที่ได้มาก็จะหักไปแค่ต้นทุนรถ ต้นทุนเทคโนโลยี ที่เหลือรับเต็มๆ”

“แท็กซี่ไร้คนขับจะเข้ามาเปลี่ยนเกมในด้านที่ว่า คุณสามารถลดราคาลงได้ 40-50% แต่บริษัทมีกำไรที่มากขึ้น”

ซึ่งนั่นหมายความว่าทั้งผู้ให้บริการ และผู้บริโภค จะมีแต่ได้กับได้ทั้งสองฝั่ง

 

Tesla นำหน้าไปก่อน

 

ในปีที่แล้ว Uber ได้ทำการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับที่พวกเขาพัฒนาขึ้นมา แต่ปรากฏว่า มันได้พุ่งชนใส่คนเดินเท้าจนเสียชีวิตและกลายเป็นข่าวใหญ่โต

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Uber งานเข้าอย่างหนัก และต้องพับโปรเจ็กต์ของพวกเขาทันทีจากคำสั่งศาล นำไปสู่การโละทีมพัฒนาออกจากบริษัทไปกว่า 100 คน

 

ทางด้าน Lyft บริษัทเรียกรถรับจ้างอีกหนึ่งคู่แข่งของ Uber ก็ได้ทำการประกาศก่อตั้งทีมพัฒนารถยนต์ไร้คนขับเมื่อ 2 ปีก่อน

จนกระทั่งปีที่แล้วก็มีข่าวออกมาว่าพวกเขาได้จ้างอดีตผู้จัดการของทีมสร้างระบบ Autopilot จาก Tesla ไป

แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอัพเดทเพิ่มเติมออกมาถึงโปรเจ็กต์รถยนต์ไร้คนขับของ Lyft ว่าไปถึงขั้นไหนแล้ว

 

นั่นทำให้ ปัจจุบัน Tesla คือบริษัทเดียวที่ยืนหนึ่งในแนวคิดนี้…

James Wang นักวิเคราะห์ของ ARK Invest (บริษัทที่ให้เงินลงทุนในนวัตกรรมใหม่ๆ) ได้ออกมาเผยว่า ระบบ Autopilot ของ Tesla นั้นมีประสิทธิภาพนำหน้าคู่แข่งเจ้าอื่นๆ

อย่างน้อยก็นำหน้าไปอยู่ถึง 4 ปีเลยทีเดียว ถ้าคู่แข่งอยากจะพัฒนาให้ทัน ก็ต้องทำงานหนักเอาการ…

 

 

แล้วภาพ Robotaxi ในหัวของ Elon เป็นอย่างไร?

ต้องเกริ่นก่อนว่า ก่อนจะซื้อรถของ Tesla ผู้ซื้อจะสามารถเลือกออปชั่นได้ว่าจะเลือกแบบธรรมดา หรือเสริมประสิทธิภาพมันขึ้นไปให้ดีกว่าเดิม

ยกตัวอย่างเช่น Tesla Model 3 ตัวธรรมดาจะวิ่งได้ประมาณ 386 กม.

แต่ผู้ซื้อสามารถเพิ่มเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ  (ราว 300,000 บาท) เพื่ออัพเกรดเป็นมอเตอร์คู่ที่รถจะแรงกว่าเดิม และวิ่งได้ไกลกว่าเดิมที่ 498 กม.

 

นั่นรวมถึงระบบ Autopilot ที่ผู้ซื้อสามารถเลือกได้ว่าจะติดตั้งหรือไม่ โดยค่าติดตั้งจะอยู่ที่ราคา 6,000 ดอลลาร์ (ราว 190,000 บาท)

ผู้อ่านอาจจะเกิดคำถามว่า แล้วมันคุ้มหรือในการแลกเงินจำนวนมากไปกับแค่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ??

 

อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็มาพูดถึงเรื่องระบบ Robotaxi ที่ Elon ได้วาดภาพเอาไว้…

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า Tesla จะผลิต “รถ Taxiไร้คนขับ” ขึ้นมา

แต่จริงๆ แล้วเขาตั้งใจจะให้ผู้ที่มีรถ Tesla ในครอบครองและยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อติดตั้งระบบ Autopilot นำรถของพวกเขา “ไปเป็นแท็กซี่ไร้คนขับ” เองต่างหาก

 

หากคุณนึกภาพไม่ออก ลองจินตนาการว่าเราได้ขับรถออกจากบ้านมาทำงานตอนเช้า

และระหว่างที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศ แทนที่จะจอดรถเอาไว้เฉยๆ ก็สามารถหารายได้เพิ่มจากการให้รถไปทำหน้าที่เป็นแท็กซี่เสียเลย

โดย Tesla นั้นจะเป็นคนกลางที่พัฒนาแอปขึ้นมาให้ลูกค้าเรียกรถ

ลูกค้าเรียกรถ รถก็ไปรับลูกค้า ส่งลูกค้าถึงที่หมาย แล้วก็กลับมาจุดจอดเดิมของมัน

ทางฝั่งที่เจ้าของรถ ก็ใช้ชีวิตตามปกติไป ทำงานเหมือนเดิม แต่มีเงินเข้ากระเป๋าจากรถที่ออกไปวิ่งรับส่งคน

 

 

Musk กล่าวว่าเจ้าของรถอาจจะได้กำไรเฉลี่ยปีละ 30,000 ดอลลาร์ หรือเฉลี่ยเดือนละ 2,500 ดอลลาร์

นั่นหมายถึงแค่นำรถไปให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับแค่ 3 เดือนก็คืนทุนค่าติดตั้ง Autopilot ไปได้แล้ว

นอกจากนี้ ค่าต้นทุนของแท็กซี่ไร้คนขับนั้นถูกกว่าแท็กซี่ธรรมดา ทำให้ค่าบริการแท็กซี่ไร้คนขับจะออกมาถูกแน่นอน

ถึงแม้ Musk ยังไม่ได้ระบุว่าจะคิดราคาต่อกิโลเมตรอย่างไร

แต่เขาบอกถึงความมั่นใจได้เลยว่าผู้บริโภคก็จะได้ใช้บริการแท็กซี่ในราคาที่ถูกลงกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน

และนี่ก็เป็นภาพในหัวของระบบแท็กซี่ไร้คนขับของที่ Elon ฝันเอาไว้ และเขาประกาศว่าแท็กซี่ไร้คนขับจะออกมาวิ่งบนถนนภายใน 1 ปี 3 เดือน

เรียกได้ว่าเป็นแผนที่เร็วมากกับการคิดจะปฏิวัติวงการรถยนต์ไร้คนขับนี้ เพราะมันใกล้เข้ามาถึงในปีหน้านี้แล้ว…

 

 

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารถยนต์ไร้คนขับนั้นคืออนาคตที่ผู้ให้บริการนั้นฝันถึง การันตีด้วยความเห็นจาก 3 บุคคลที่มีอิทธิพลในวงการยานยนต์และเทคโนโลยี

แต่มันจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี 3 เดือนอย่างที่ Elon สัญญาเอาไว้หรือไม่??

และ Tesla จะมาเป็นผู้พลิกโฉมหน้าของการขนส่งสาธารณะ ด้วยระบบ Autopilot ของพวกเขาได้หรือไม่??

เป็นเรื่องน่าสนใจที่ต้องติดตามดูกันต่อไปครับ…

 

ที่มา: teslarati, cnbc, vox, engadget

Advertisement

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...