เจาะสาเหตุ “การล้มของรถแดนผู้ดี” เหตุใดค่ายรถอังกฤษ กลับมีเจ้าของเป็นบริษัทต่างชาติทั้งหมด

“อังกฤษ” คือหนึ่งในประเทศที่มีแบรนด์รถยนต์ชื่อชั้นระดับโลกเกิดขึ้นมามากมาย

เราเชื่อว่าคุณจะต้องรู้จัก MINI, Bentley, Aston-Martin หรือกระทั่ง Rolls-Royce เพราะค่ายรถเหล่านี้ต่างก็มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลก

แบรนด์รถชั้นแนวหน้าจากเกาะอังกฤษ

 

แต่รู้หรือไม่ว่า ค่ายรถสัญชาติอังกฤษชื่อดังหลายค่าย ได้ถูกควบคุมกิจการโดยบริษัทหรือกลุ่มทุนต่างชาติแทบจะเกือบทุกแบรนด์

เราลองมาดูกันครับว่าแบรนด์ไหน เป็นเจ้าของโดยใครบ้าง..

Aston Martin เป็นเจ้าของโดย Investindustrial (อิตาลี)

Bentley เป็นเจ้าของโดย Volkswagen Group (เยอรมนี)

Jaguar และ Land Rover เป็นเจ้าของโดย Tata Motors (อินเดีย)

Lotus เป็นเจ้าของโดย Zhejiang Geely Holding Group (จีน)

MG เป็นเจ้าของโดย SAIC Motor (จีน)

MINI และ Rolls-Royce เป็นเจ้าของโดย BMW Group (เยอรมนี)

 

แน่นอนว่าการที่แบรนด์ถูกควบคุมกิจการโดยบริษัทต่างชาตินั่นหมายความว่าแบรนด์อังกฤษทั้งหลายได้เกิดภาวะ “ขาดทุนหนัก” จนทำให้ต้องขายกิจการตัวเองไป

จึงเกิดเป็นคำถามว่า… เพราะอะไรที่ทำให้แบรนด์อังกฤษทั้งหลายจึงไม่สามารถยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้??

 

MG แบรนด์อังกฤษที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่โดย SAIC Motor กลุ่มทุนจากจีน

 

คำตอบของคำถามข้างต้น ต้องย้อนกลับไปมองที่อุตสาหกรรมรถยนต์ของอังกฤษในอดีต

ย้อนกลับไปในยุค 1960 นับว่าเป็นยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมรถยนต์ในแดนผู้ดีเป็นอย่างมาก

รถยนต์ในอังกฤษขายดีมาก และบริษัทรถยนต์ก็ทำให้เกิดการจ้างงานคนในประเทศหลักล้านคน คิดเป็น 5% ของแรงงานทั้งหมดในประเทศ กันเลยทีเดียว

 

 

แต่หลังจากที่รุ่งเรืองได้ไม่นานปัญหาก็เกิดขึ้น…

พอเข้าสู่ช่วงปี 1970 ตลาดรถยนต์เริ่มเปลี่ยนไป มีค่ายรถยนต์จากทั้งอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น เริ่มเข้ามาทำตลาดในอังกฤษ

ปรากฏว่า แบรนด์อังกฤษหลายแบรนด์ไม่สามารถสู้แบรนด์จากต่างประเทศได้ ในด้านคุณภาพการผลิต และราคาความคุ้มค่าที่ได้จากตัวรถ

อีกทั้งเมื่อค่ายอังกฤษต้องการจะส่งออกรถไปที่ประเทศอื่นบ้าง รถอังกฤษหลายแบรนด์กลับ ไม่ผ่านค่ามาตรฐานการส่งออก เสียอย่างงั้น

สถานการณ์เริ่มย่ำแย่ลงสำหรับค่ายรถสัญชาติอังกฤษ…

 

ถึงแม้หลายแบรนด์จะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่หาจากค่ายอื่นไม่ได้ เช่น ความขับสนุกน่าสนใจของ MINI การใช้งานเอนกประสงค์ของ Land Rover หรือความหรูหราของ Aston Martin

แต่พวกเขาเริ่มปรับตัวเข้ากับตลาดไม่ทัน จึงทำให้ยอดขายลดลงเรื่อยๆ

ทำให้หลายบริษัทต้องทำการเลิกจ้างแรงงานของตัวเอง ส่งผลให้เกิดคดีความกับศาลแรงงานขึ้นบ่อยครั้ง

ในช่วงเวลานั้น หลายค่ายประสบปัญหาภายใน และแทบไม่มีกำไรเข้าบริษัทเลย

 

ข้ามมาถึงยุค 1980 สถานการณ์ของค่ายรถอังกฤษแย่ลงไปมากกว่าเดิม

หลังค่ายรถยนต์จากต่างประเทศหลายค่ายเริ่มเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถในดินแดนสหราชอาณาจักร แทนที่การนำเข้า

นั่นหมายความว่า ชาวอังกฤษจะสามารถเป็นเจ้าของรถนอกประเทศได้ ในราคาที่ถูกลงกว่าเดิมไปอีก!! และนั่นยิ่งเป็นฝันร้ายของค่ายรถอังกฤษแท้ๆ

สุดท้าย มันก็ทำให้ Ford ได้กลายมาเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ในประเทศอังกฤษไปในที่สุด

 

โรงงาน Ford ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเวลส์

 

เมื่อถึงจุดนี้ รัฐบาลอังกฤษได้พยายามเข้ามาอุ้มแบรนด์รถในประเทศ ด้วยการนำค่ายรถหลายแบรนด์มารวมกันเป็นเครือรถยนต์ขนาดใหญ่ในชื่อ British Leyland และเป็นเจ้าของเครือรถนี้ด้วยตัวเอง

เครือข่ายประกอบไปด้วยแบรนด์ชั้นแนวหน้าอย่าง Austin, Land Rover, Leyland, MG, Jaguar, MINI, Morris, Rover และ Triumph

แต่การรวมกันครั้งนี้ก็ไม่สามารถช่วยปัญหาด้านการเงินของหลายรถยนต์ทั้งหลายได้อยู่ดี

แบรนด์ในกลุ่ม British Leyland จึงแตกกระจายในเวลาต่อมา

 

MINI MG และ Land Rover ได้ถูก Rover อีกหนึ่งค่ายรถสัญชาติอังกฤษดึงเข้าไปร่วม ทำให้เกิดกลุ่ม Rover Group ขึ้นมา

จากนั้นในปี 1988 Rover Group ได้ถูกซื้อไปโดย British Aerospace บริษัทผลิตชิ้นส่วนอากาศยานสัญชาติอังกฤษ

แต่สุดท้ายแล้วก็ไปไม่รอด หลังผ่านไป 6 ปี Rover Group ได้ถูก BMW เข้าควบกิจการในปี 1994

นี่คือครั้งแรกที่แบรนด์ต่างชาติ ได้กลายเป็นเจ้าของแบรนด์อังกฤษ

ก่อนที่อีกหลายแบรนด์จะถูกเข้าควบกิจการด้วยกลุ่มทุนจาก จีน เยอรมนี และอินเดีย อย่างที่เรากล่าวไปข้างต้นนั่นเอง

 

Ratan Tata อดีตประธานกลุ่ม Tata Motors

 

ปัจจุบัน ถึงแม้ค่ายรถจากอังกฤษทั้งหลายจะไม่ได้มีชาวอังกฤษเป็นเจ้าของหลักอีกต่อไป

แต่หลายค่ายยังคงเอกลักษณ์ของรถแบรนด์ตัวเองเอาไว้ และยังคงชื่อเสียงของแบรนด์เอาไว้ได้อีกด้วย

นอกจากนี้หลายแบรนด์ยังได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่บริษัทแม่ใส่มาให้ ก็ได้ทำให้รถของพวกเขานั้นดียิ่งขึ้นไปอีก

วิกฤติ กลับเปลี่ยนเป็นโอกาส ให้พวกเขาได้ออกไปสู่ตลาดโลกได้มากขึ้น อย่างที่พวกเขาไม่เคยทำได้มาก่อนในยุคอดีต

และการล้มของแบรนด์อังกฤษก็เป็นกรณีศึกษาชั้นดี ที่ว่าในโลกของธุรกิจนั้น เป็นธรรมดาที่ปลาใหญ่จะเข้ากินปลาเล็กเมื่อพวกเขามีโอกาส

และคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้บริโภคอย่างเราๆ นั่นเอง.. คุณคิดว่าอย่างไรบ้าง!?

 

แหล่งอ้างอิง: cbsnews, independent, fundinguniverse, uniquecarsandparts

 

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...