เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนไปในทุกๆ วัน ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของพวกเราเท่านั้น แต่มันยังส่งผลกระทบต่อการทำงาน รวมไปถึงธุรกิจต่างๆ ที่ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วด้วย

ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหาร สั่งซื้อของ ที่ในยุคนี้สามารถสามารถทำได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว

หรือในวงการอุตสาหกรรมต่างๆ มีการนำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยในการทำงาน แม้จะเป็นวงการที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับไอที ก็ยังต้องดิ้นรนใช้ตาม

การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ ยังส่งผลไปยังธุรกิจที่คุณผู้อ่านอาจจะคาดไม่ถึง อย่าง ธุรกิจประกันภัย อีกด้วย!!

 

 

เมื่อไม่นานมานี้สำนักข่าว Bloomberg ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “Self-Driving Cars Might Kill Auto Insurance as We Know It

บทความดังกล่าวได้พูดถึงปัญหาที่ธุรกิจประกันภัยรถยนต์ต้องเจอ หากรถยนต์ไร้คนขับได้รับความนิยมในอนาคต

Magcarzine จึงได้ทำการสรุป พร้อมยกตัวอย่างมาให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจง่ายๆ แล้ว

 

 

ความปลอดภัยที่มากขึ้นจนอาจทำให้การเปิดอุบัติเหตุเป็นศูนย์

มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ เกิดจากการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยี 4 อย่างซึ่งได้แก่ Computer VisionDeep LearningRobotic, และ Navigation

โดยเทคโนโลยีแต่ละอย่างก็จะทำงานผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายภาพ, Lidar Unit หรือ Radar Sensors และคอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผล

(อ่านแบบละเอียด Tesla ปล่อยคลิป “รถยนต์ขับได้เอง” คนนั่งเฉยๆ ก็ไปถึงจุดหมาย แต่สงสัยไหมมันทำงานยังไง??)

 

 

ซึ่งหนึ่งในประโยชน์ที่เราจะได้รับหากรถยนต์ไร้คนขับสามรถพัฒนาจนประสบความสำเร็จนั่นก็คือ ความปลอดภัยบนท้องถนน ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น Lidar Unit หรือ Radar Sensors ที่จะช่วยตรวจจับวัตถุในจุดอับสายตาได้ ซึ่งจุดนั้นมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างแน่นอน จึงแก้ปัญหาข้อจำกัดของทัศนวิสัยในการมองเห็นได้

หรือระบบสมองกลที่ใช้ในการประมลผลสำหรับระบบรถบนต์ไร้คนขับ ก็สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่อ่อนล้า ต่างกันกับร่างกายของเราที่ขับไปสัก 2-3 ชั่วโมงก็เหนื่อยแล้ว

 

จากผลสำรวจมีการเผยว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนกว่า 90% เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของมนุษย์เช่นกัน

ซึ่งหากในอนาคตเมื่อระบบไร้คนขับสามารถพัฒนาไปจนถึงระดับความปลอดภัย 99% หรืออาจจะแตะ 100% ก็เป็นไปได้

จึงทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า “แล้วจะทำประกันภัยรถยนต์ไปทำไม??”

 

 

ปัญหาที่บริษัทประกันต้องเจอในอนาคต

ในบทความจากสำนักข่าว Bloomberg ได้ยกตัวอย่างของบริษัทประกันรายหนึ่งที่จำเป็นจะต้องเพิ่มเบี้ยประกันสำหรับรถยนต์ที่มีระบบไร้คนขับให้สูงขึ้นกว่าประกันภัยรถยนต์ทั่วไป

ปกติแล้วสำหรับคนที่มีประวัติขับไม่ดี หรือใช้รถพฤติกรรมเสี่ยง จะต้องจ่ายเบี้ยสูงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว แต่กรณีนี้มันต่างกัน ไม่ใช่เพราะว่ารถไร้คนขับจะเสี่ยงหรอกนะ

ซึ่งสาเหตุมาจาก ข้อมูลของรถยนต์ไร้คนขับ ที่ไม่มากพอในการวิเคราะห์ความเสี่ยง

ประกอบกับการที่ผู้ผลิตไม่ได้เปิดเผยข้อมูลในการทดสอบให้บริษัทภายนอก แต่กลับนำไปใช้ในการพัฒนารถของตัวเองให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

 

 

ในปี 2017 สถาบัน Stevens Institute of Technology ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบต่อบริษัทประกัน หากรถยนต์ไร้คนขับได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

จากการศึกษาพบว่าจะมีการลดค่าเบี้ยประกันให้ถูกลงกว่าเดิมถึง 12.5% ในปี 2035 และการลดเบี้ยประกันอาจส่งผลให้รายได้ของบริษัทประกันที่ลดลงด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2035 จำนวนรถยนต์บนท้องถนนในสหรัฐอเมริกาจะลดลงอย่างมาก เหลือเพียงแค่ 10% ของจำนวนรถยนต์ที่วิ่งอยู่ในปัจจุบัน

ซึ่งจะยิ่งทำให้ลูกค้าน้อยลงไปอีก

 

Tesla เตรียมเปิดบริษัทประกันรถยนต์ของตนเอง

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2019 ที่ผ่านมา ECO ของทาง Tesla ออกมายืนยันว่าในเดือนพฤษภาคมนี้ ทางบริษัทจะปล่อยแผนประกันภัยของตัวเองออกมาอย่างแน่นอน

Elon Musk ได้ให้สัมภาษณ์ว่าบริษัทประกันภัยทั่วไป ไม่มีกรมธรรม์ที่ตอบโจทย์กับสินค้าที่บริษัทเค้าผลิตขึ้นมาเอง และทาง Tesla ก็เก็บข้อมูลจากผู้ขับขี่ขับขี่อยู่แล้ว

ประกอบกับข่าวล่าสุดที่ทาง Tesla สามารถตรวจสอบความเสียหายของอะไหล่รถ และสามารถส่งอะไหล่ให้กับลูกค้าได้ล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการ

ซึ่งข้อมูลของผู้ใช้งานและบริการดังกล่าวทำให้ทาง Tesla ได้เปรียบบริษัทคู่แข่งไปอีกก้าวหนึ่ง

(อ่านเพิ่มเติม ไม่ได้ขายแต่รถ เมื่อ Tesla เตรียมขายประกันภัยเอง หลัง Elon มองว่าไม่มีบริษัทอื่นเหมาะสม!?)

 

 

การปรับตัวของบริษัทประกันคือทางรอด

Michelle Krause กรรมการผู้จัดการจากบริษัท Accenture บริษัทด้านการให้คำปรึกษาระดับโลกได้เผยว่า

สิ่งที่บริษัทประกันต้องทำคือ การมุ่งทำความเข้าใจกับระบบรถยนต์ไร้คนขับ และพยายามหาช่องทางสำหรับสินค้าของพวกเขา

ซึ่งในอนาคตเมื่อมีการพัฒนาระบบไร้คนขับไปจนถึงระดับ 4 (ระบบไร้คนขับระดับสูง) หรือ 5 (ระบบไร้คนขับแบบสมบูรณ์แบบ) มนุษย์อาจจะไม่ต้องควบคุมรถเลย

คุณอาจจะสั่งให้รถไปซื้อของกิน แล้วก็กลับมาที่บ้าน โดยไม่ต้องนั่งรถออกไปด้วย นั่นหมายถึงความเสี่ยงต่อตัวคุณก็จะลดลงไปอีก

ช่องว่างตรงนี้บริษัทประกันอาจจะเน้นการขายผลิตภัณฑ์ที่ดูแลตัวรถมากกว่าผู้ขับขี่

และหากในอนาคตจำนวนรถยนต์ที่ลดลงแต่เทคโนโลยีที่สูงขึ้น อาจทำให้อะไหล่ของรถไร้คนขับแพงขึ้น ดังนั้นบริษัทประกันอาจจะเน้นไปที่การดูแลที่ตัวเซ็นเซอร์ หรืออะไหล่อื่นๆ ของรถแทนก็เป็นไปได้

 

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นและไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้

แต่หากจะมองให้กว้างขึ้นไปอีก การมาของรถยนต์ไร้คนขับนั้นก็อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ธุรกิจประกันภัยรถยนต์เท่านั้น

แต่มันอาจจะส่งผลไปยังอาชีพและธุรกิจอื่นๆ อีกด้วย เช่น หากมีการนำไปใช้กับระบบขนส่งมวลชน เป็นแท็กซี่ไร้คนขับ ก็อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพคนขับรถแท็กซี่ และทำให้ดำแหน่งงานดังกล่าวหายไป

แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะทำให้มีการจ้างงานในตำแหน่งอื่นเพิ่มมาทดแทนอย่างเช่น เจ้าหน้าที่ควบคุมรถไร้คนขับ แทนคนขับรถสาธารณะ เป็นต้น

 

เมื่อโลกเปลี่ยน ทุกสิ่งก็ต้องปรับตัวตาม และในทุกวิกฤติ ก็ย่อมมีโอกาสเสมอ… คุณคิดว่าอย่างไร??

 

ที่มา bloomberg, teslarati, accenture

Advertisement

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!