หากคุณเป็นผู้ติดตามวงการยานยนต์อย่างสม่ำเสมอ ก็คงจะไม่เป็นปัญหา

แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตาม เพียงแค่ต้องการหาข้อมูลเพื่อจะซื้อรถคันใหม่ ก็คงจะมีงงๆ กันบ้างที่เห็นศัพท์ตามเว็บรถ บอกว่ารถคันนี้ว่าเป็นรถในกลุ่ม B-Segment บ้าง C-Segment บ้าง ครอสโอเวอร์ บ้าง …

เคยสงสัยไหมว่ารถยนต์นั้น ถูกจัดแบ่งหมวดหมู่ (Segment) อย่างไร และมีชื่อเรียกแต่ละหมวดหมู่ว่าอะไรบ้าง?

วันนี้ MagCarZine.com จึงจะพาผู้อ่านทุกท่านไปไขข้อข้องใจกันว่าการแบ่งหมวดหมู่รถยนต์ที่แท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร ติดตามกันได้เลยครับ

 

รูปแบบการแบ่งรถยนต์มีหลายแบบ แต่เราจะเน้นการแบ่งในไทยเป็นหลัก

การแบ่งหมวดหมู่รถยนต์มีหลายแบบ ทั้งแบบสากลแบบยุโรป และแบบเฉพาะเจาะจงตามแต่พื้นที่อย่างเช่นประเทศไทย ก็จะมีรถบาง Segment ที่ไม่มีวางจำหน่ายที่อื่น

วันนี้เราจะเน้นไปที่การแบ่งของประเทศไทยเป็นหลัก เพราะหากนำเสนอของต่างประเทศก็ดูจะไกลตัวหลายๆ คนมากเกินไปหน่อย

การแบ่งประเภทรถจะแบ่งยังไงบ้างไปติดตามกันเลยครับ

 

 

1. รถเก๋ง

รถยนต์นั่งทั่วไป ที่คนไทยติดปากเรียกกันว่ารถเก๋ง ส่วนมากจะเป็นรถทรงซีดาน 4 ประตู (แต่เราขอรวมรถแฮทช์แบ็ก 5 ประตูเข้าไปด้วย)

ซึ่งรถประเภทนี้จะแบ่งประเภทแยกย่อยออกมาเรียกเป็นกลุ่มตัวอักษร ที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินกันบ่อยๆ เช่น B-Segment หรือ C-Segment

รถประเภทนี้จะแบ่งแยกย่อยจากหลายๆ ปัจจัย ทั้ง ราคา, ขนาดเครื่องยนต์ หรือขนาดของตัวถัง

แต่บางครั้ง ค่ายรถยนต์บางค่ายก็ไม่ได้ใช้เกณฑ์ดังกล่าวมาเป็นตัวตัดสินใจในการผลิตรถของตัวเอง ซึ่งก็อยู่ที่ว่าพวกเขาจะวางตำแหน่งของรถตัวเองไว้อย่างไร

แต่โดยปกติแล้วรถเก๋งจะแยกหมวดหมู่ได้ดังนี้ครับ…

 

Eco Car

 

Eco Car นับว่าเป็นหมวดหมู่รถที่เรียกกันเฉพาะในประเทศไทย (เมืองนอกจะเรียกว่า A-Segment หรือ ซิตี้คาร์) เพราะเป็นชื่อของโครงการที่รัฐและสำนักการลงทุนผลักดันให้เกิดขึ้น

โครงการ Eco Car มีการตั้งเกณฑ์ อัตราการกินน้ำมันต่ำและอัตราการปล่อยไอเสียน้อยเอาไว้ หากค่ายรถสามารถผลิตออกมาตามเกณฑ์ได้ ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีพิเศษจากรัฐ

คำว่า Eco ย่อมาจาก Ecology ซึ่งหมายความว่า Eco Car คือรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่ารถยนต์พลังงานน้ำมันประเภทอื่นนั่นเอง

ตัวอย่างรถยนต์ในประเภทนี้: Nissan March, Nissan Almera, Mitsubishi Mirage, Toyota Yaris และ Suzuki Swift เป็นต้น

(ใครที่อยากทำความรู้จักโครงการ Eco Car เพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่บทความนี้เลยครับ : เหตุใดรถอย่าง City และ Jazz จะใช้เครื่อง 1.0 ลิตร!? มารู้จักโครงการ Eco Car แบบใหม่กันครับ…)

 

B-Segment

 

B-Segment เป็นเหมือนรถเก๋งรุ่นเริ่มต้นของคนไทยที่ราคาเข้าถึงได้ง่ายที่สุด ก่อนที่ Eco Car จะเกิดขึ้นในไทย

โดยรวมขนาดของตัวรถจะใหญ่ขึ้น และขนาดเครื่องยนต์จะใหญ่กว่า Eco Car ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

(แต่ในอนาคต รถยนต์หมวดหมู่นี้ในไทยอาจจะกลืนรวมไปกับ Eco Car ได้เช่นกัน จากกฎเกณฑ์ของโครงการ Eco Car เฟส 2 ที่เคยเขียนอธิบายไปนะครับ)

ตัวอย่างรถยนต์ในประเภทนี้: Honda City, Honda Jazz, Toyota Vios และ Mazda 2 เป็นต้น

 

C-Segment

 

รถเก๋ง 5 ที่นั่ง ที่จะได้รับการอัพเกรดจาก B-Segment ทุกอย่างทั้งขนาดของรถ ความกว้างภายใน เครื่องยนต์

รถประเภทนี้มีขนาดกำลังพอดีไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป เหมาะกับคนทั่วไป หรือครอบครัวขนาดเล็กถึงกลางที่ใช้งานทั่วไป หรือจะขับทางไกลประมาณนึงก็เอาอยู่

ตัวอย่างรถยนต์ในประเภทนี้: Honda Civic, Toyota Corolla Altis, Mazda 3 และ Nissan Sylphy

 

D-Segment

 

นี่คือรถเก๋งตัวท็อปที่สุดที่มีให้เลือกในตลาด ขนาดของรถจะใหญ่ขึ้น ภายในกว้างขึ้น รวมถึงสมรรถภาพของรถก็จะถูกอัพเกรดให้ดีขึ้น

ออปชั่นที่ใส่เข้ามาจะจัดเต็มที่สุดในบรรดารถเก๋ง รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มักจะถูกนำมาใส่เป็นตัวเลือกในรถหมวดหมู่นี้เป็นประเภทแรก

(เช่นระบบ Hybrid ของ Toyota ที่จะมาลงใน D-Segment ก่อนใครเพื่อนนั่นเอง)

ตัวอย่างรถยนต์ในประเภทนี้: Toyota Camry, Honda Accord และ Nissan Teana

 

นอกจากนี้ที่ต่างประเทศยังมี E-Segment และ F-Segment ที่เป็นรถเก๋งระดับหรูหราขึ้นไปอีก แต่ไม่มีการทำตลาดในไทย เพราะถึงจะเป็นรถจากค่ายญี่ปุ่น มันก็จะมีราคาสูงเกินไปอยู่ดีนั่นเองครับ ตรงจุดนี้ก็เลยขอไม่พูดถึงนะครับ

 

2. รถอเนกประสงค์

รถยนต์ประเภทนี้คือรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่ารถเก๋ง จุดเด่นคือเป็นรถที่มีความอเนกประสงค์สามารถทำได้หลายอย่าง ทั้งเดินทางไกล ขับลุยเส้นทางขรุขระ บรรทุกของ หรือบรรทุกคนจำนวนมากก็ทำได้

แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะครบเครื่องแบบนี้ทุกรุ่น เพราะรถประเภทนี้ก็ถูกแบ่งแยกย่อยออกเป็นหลายประเภทตามความต้องการของตลาด

รถอเนกประสงค์จะถูกแบ่งประเภทแยกย่อยออกไปได้ดังนี้

 

Sport Utility Vehicle (SUV)

 

รถเอสยูวีเป็นรถอเนกประสงค์ ที่ตัวรถถูกยกสูงทำให้สามารถใช้งานได้ทั้งบนถนนและสามารถลุยเส้นทางขรุขระได้ โดยที่ดีไซน์ยังคงมีความสปอร์ต

รถประเภทนี้ภายในมีความกว้างขวาง ด้านหลังสามารถบรรจุของได้เยอะประมาณหนึ่ง และบางยี่ห้อบางรุ่นสามารถปรับเบาะให้เป็นรถ 7 ที่นั่งได้ด้วย

ตัวอย่างรถยนต์ในประเภทนี้: Honda CR-V, Mazda CX-5, Nissan X-Trail และ Subaru Forester เป็นต้น

 

Crossover Utility Vehicle (CUV)

 

ส่วนมากคนเรียกรถประเภทนี้ติดปากว่ารถครอสโอเวอร์ มันคือรถที่เอาพื้นฐานของรถเก๋งมายกให้สูงขึ้น ทำให้รถมีฟีลลิ่งการขับขี่ที่นุ่มกว่ารถเอสยูวี

ทำให้สิ่งที่ต้องเสียไปคือไม่สามารถขับลุยได้เท่ารถเอสยูวี ความอเนกประสงค์ก็น้อยลงเช่นกัน เพราะตัวรถและพื้นที่เก็บของด้านท้ายจะเล็กลง

ตัวอย่างรถยนต์ในประเภทนี้: Toyota CH-R, Honda HR-V, MG ZS, Mazda CX-3 และ Subaru XV เป็นต้น

 

Multi Purpose Vehicle (MPV)

 

เป็นรถอเนกประสงค์เช่นเคย แต่ไม่ได้ถูกยกสูงจึงอาจลุยไม่ได้เท่ารถเอสยูวี และดีไซน์จะตัดความสปอร์ตจากรถเอสยูวีออกไป รถจึงเป็นรูปทรงกล่องยาวๆ คล้ายกับรถตู้ (แต่ก็ไม่กว้างเท่ารถตู้อีกนั่นแหละ อย่าเพิ่งสับสนนะครับ)

จุดเด่นของรถ MPV คือสามารถบรรทุกคนได้ถึง 7 ที่นั่ง และที่นั่งแถวสุดท้ายก็จะมีความกว้างกว่าในรถเอสยูวีบางรุ่นที่สามารถปรับให้เป็น 7 ที่นั่งได้ ทั้งนี้ก็แตกต่างกันไปแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นด้วย

ปัจจุบันในไทยนั้นมีรถ MPV ขายแค่ตัวเดียว เพราะส่วนมากที่ขายในตลาดจะเป็น MPV ที่ถูกย่อลงส่วนมาให้เล็กลงเป็นประเภท Mini MPV เสียมากกว่า

ตัวอย่างรถยนต์ MPV : Toyota Innova

ตัวอย่างรถยนต์ Mini MPV : Mitsubishi Xpander, Honda BR-V, Suzuki Ertiga, Honda Mobility, Toyota Sienta และ Toyota Avanza

 

Pick-up Passanger Vehicle (PPV)

 

จริงๆ มันก็คือรถเอสยูวี แต่ที่แตกต่างจากเอสยูวีธรรมดาคือรถ PPV จะสร้างขึ้นจากพื้นฐานของรถกระบะ ทำให้มันมีความสมบุกสมบันพร้อมลุยมากกว่าเอสยูวีปกติ และยังคงความอเนกประสงค์ไว้ครบถ้วน

ที่จริงแล้วมันก็คือรถประเภทเอสยูวีเหมือนกัน แต่มีแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่เรียกรถประเภทนี้ว่า PPV

สาเหตุที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ เคยมีราชกิจจานุเบกษาจากกระทรวงการคลังออกมาในปี 2547 ที่กำหนดคุณลักษณะให้รถประเภทนี้ พร้อมกับตั้งชื่อว่า รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก หรือ PPV นั่นเองครับ

ตัวอย่างรถยนต์ประเภทนี้ : Toyota Fortuner, Isuzu Mu-X, Mitsubishi Pajero Sport และ Ford Everest เป็นต้น

 

3. รถกระบะ

 

น่าจะเป็นประเภทนี้หลายคนรู้จักดีอยู่แล้ว เพราะเป็นรถที่มียอดขายดีมากที่สุดในบ้านเรา

รถกระบะถูกสร้างมาเพื่อบรรทุกของจำนวนมาก และสามารถนำไปลุยได้ทุกพื้นผิวเพราะมีช่วงล่างที่แข็งแกร่ง

รถกระบะนั้นก็จะแบ่งแยกออกเป็นแบบ 2 ประตู ที่เน้นการบรรทุกอย่างเดียว และ 4 ประตู ที่รองรับทั้งบรรทุกของและใช้งานทั่วไป

ตัวอย่างรถยนต์ประเภทนี้ : Toyota Hilux Revo, Isuzu D-Max, Ford Ranger, Mitsubishi Triton และ Nissan Navara เป็นต้น

 

และนี่ก็เป็นการแบ่งประเภทของรถยนต์ทั่วไปในประเทศไทย หวังว่าบทความนี้จะจะช่วยไขข้อข้องใจให้กับผู้อ่านหลายๆ คนได้

ทั้งนี้ แบรนด์ที่เรายกมาอาจจะเน้นไปทางแบรนด์ญี่ปุ่น มากกว่าแบรนด์ยุโรป เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพได้ดีกว่า และเข้าถึงกันมากกว่านะครับ

 

หากชอบบทความความรู้คู่รถแบบนี้ ก็อย่าลืมติดตามหน้าเพจของ Magcarzine ได้ทุกๆ วันครับ ถ้ายิ่งให้กำลังใจด้วย Like, Share หรือตั้งค่า See First ไม่ให้พลาดโพสต์ใหม่ๆ ก็จะเป็นพระคุณกับทีมงานมากครับ ^^

 

เรียบเรียงโดย จิตริน พฤกษางกูร

Advertisement

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...