สำหรับคนทั่วไป ชื่อของ คาร์ลอส กอส์น (Carlos Ghosn) อาจไม่เป็นที่คุ้นหูมากสักเท่าไหร่

แต่หากคุณเป็นคนรักรถ หรือติดตามข่าวสารทางด้านยานยนต์ล่ะก็ จะต้องรู้จักกับอตีด CEO ของ Nissan ผู้นี้เป็นอย่างดี

เปรียบเทียบให้เข้าใจแบบง่ายๆ ว่า.. กอส์น คืออัจฉริยะทางแห่งวงการยานยนต์ เขาคือคนที่ทำให้บริษัทที่กำลังจะล้มละลายอย่าง Nissan กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

ทั้งยังพาพันธมิตรอย่าง Renault–Nissan–Mitsubishi Alliance ขึ้นมาติดอันดับ Top แห่งโลกยานยนต์ และเคยทำยอดขายแซงหน้า Toyota ได้อีกด้วย

 

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2018 กลับเกิดเหตุการณ์ช็อคโลก เมื่อ CEO ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินบริษัท ทั้งยังมีคดีอื้อฉาวอีกมากมาย

จนทำให้คนดังแห่งวงการยานยนต์ ต้องกลายเป็นอาชญากรระดับโลก ที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการตัวมากที่สุด…

เรื่องราวอันพลิกผันของ CEO รายนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร!? อะไรคือสิ่งที่กอส์นทำไว้กับ Nissan คำตอบทั้งหมดอยู่ในบรรทัดต่อไปครับ…

 

 

ภารกิจแรกที่ฝรั่งเศส

คาร์ลอส กอส์น เกิดและเติบโตมาในครอบครัวชาวเลบานอน พอจบมัธยมก็ย้ายไปเรียนต่อในระดับปริญญาที่ประเทศฝรั่งเศส

ซึ่งที่นั่น เขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางด้านวิศวกรรมถึง 2 แห่ง

คือมหาวิทยาลัย École Polytechnique ในปี 1974 และมหาวิทยาลัย École des Mines de Paris ในปี 1978

 

คาร์ลอส กอส์ (ซ้าย)นขณะเรียนอยู่ที่ฝรั่งเศส ภาพจาก: asia.nikkei.com

 

ดีกรีปริญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำถึง 2 แห่ง ทำให้กอส์นได้เริ่มงานที่แรกกับผู้ผลิตยางชั้นนำจากแดนน้ำหอมอย่าง Michelin ซึ่งนี่ถือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้เขาเริ่มเข้ามาสู่วงการยานยนต์

เขาเติบโตที่ Michelin อย่างรวดเร็ว ถึงขั้นได้รับผิดชอบในการดูแลตลาดในอเมริกาเหนือ หลังจากทำงานได้เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

ผู้บริหารสัญชาติเลบานอนโดดเด่นด้วยนโยบายการบริหารที่เน้นการลดต้นทุน เพื่อผลกำไรสูงสุด และนั่นจึงทำให้เขาถูกดึงตัวมาที่ Renault ซึ่งกำลังประสบปัญหาเรื่องของผลประกอบการ

 

คาร์ลอส กอส์น เมื่ออายุ 26 ปี ขณะทำงานที่ michelin ภาพจาก: asia.nikkei.com

 

ปี 1996 คาร์ลอส กอส์น เริ่มงานใหม่ที่ Renault ในตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร เขาเข้ามาพร้อมแผนลดต้นทุนการผลิตลง 20 ล้านฟรังก์ (ราว 620 ล้านบาท)

และไม่น่าเชื่อ แผนการดังกล่าวทำให้ Renault ที่กำลังประสบปัญหาขาดทุน กลับมาทำกำไรได้มากถึง 3 เท่า หลังจาก คาร์ลอส กอส์นเข้ามาบริหารได้เพียง 2 ปีเท่านั้น

 

คาร์ลอส กอส์น ในผ่ายการผลิตของ Renault

 

จากฝรั่งเศสถึงญี่ปุ่น และการชุบชีวิต Nissan

ย้อนไปปี 1999 ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังรุกลามไปทั่วเอเชีย ประกอบกับการขาดทุนต่อเนื่องและสะสมมานานหลายปี ทำให้ Nissan ค่ายรถเก่าแก่ของญี่ปุ่นประสบปัญหาทางด้านการเงิน วิกฤติถึงขั้นที่จะล้มละลาย

Renault ได้เสนอตัวเข้าช่วยค่ายรถจากญี่ปุ่นให้รอดพ้นจากวิกฤติในครั้งนี้ ด้วยการยื่นข้อเสนอเป็นพันธะมิตร จนบรรลุข้อตกลง กลายเป็นพันธมิตร Renault-Nissan ในปีนั้น

 

ยักษ์ใหญ่จากเมืองน้ำหอมภายใต้การนำของกอส์น เข้ามาพร้อมกับแผนการฟื้นฟู Nissan โดยตั้งเป้าให้ค่ายรถจากญี่ปุ่นกลับมาทำกำไรได้อีกครั้งภายในปี 2000

ต่อมาคือการลดหนี้ที่มีอยู่ลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2002

ซึ่งแผนการดังกล่าว มีตำแหน่งของคณะผู้บริหารเป็นเดิมพัน เพราะหากทำไม่ได้ตามเป้าพวกเขาก็พร้อมที่จะลาออก!!

 

ภาพจาก: asia.nikkei.com

 

ทางด้านเงื่อนไขของพันธมิตร ข้อตกลงขั้นแรกคือ ค่ายรถจากฝรั่งเศสจะเข้ามาถือหุ้นใน Nissan 36.8% เพื่อแลกกับเงินลงทุนจำนวน 5,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 162,880 ล้านบาท)

ซึ่งในปัจจุบัน Renault ถือหุ้นใน Nissan 44.4% ส่วน Nissan มีหุ้นใน Renault 15% ด้วยกัน

 

ส่วนทางฝั่งการบริหาร คาร์ลอส กอส์นยังคงใช้สไตล์เดิมนั่นคือการลดต้นทุน เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด โดยการลดคนงานถึง 21,000 ตำแหน่ง หรือประมาณ 14% ของพนักงาน

ตามด้วยการปิดโรงงานบางแห่งในญี่ปุ่น พร้อมการปฏิรูประบบบริหารจัดการบริษัทในเครือของ Nissan เสียใหม่

 

 

และแผนการทุกอย่างเป็นไปตามคาด… ปี 2002 Nissan กลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง พร้อมเคลียร์หนี้ได้ทั้งหมด ก่อนจะฟันกำไรอย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้ชื่อของคาร์ลอส กอส์น ถูกบรรจุเข้าในหอเกียรติยศด้านยานยนต์ของญี่ปุ่น ในปี 2005

 

ต่อมาปี 2016 หลังจาก Nissan เข้าซื้อ Mitsubishi ผู้บริหารสัญชาติเลบานอนก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ของพันธมิตร Renault-Nissan-Mitsubishi ดูแลพนักงานกว่า 4000,000 คน พร้อมโรงงานอีกกว่า 122 แห่งทั่วโลก

 

เมื่อมาถึงจุดสูงสุด คาร์ลอสประกาศลงจากตำแหน่ง CEO ของ Nissan ในปี 2017 และแต่งตั้งให้ ฮิโรโตะ ไซคาวะ ขึ้นมารับตำแหน่งแทน

ส่วนตัวเขาเหลือเพียงแค่ตำแหน่งประธานบริษัทใน Nissan เท่านั้น

 

หลังจากกอส์นประกาศวางมือจาก Nissan ไม่นาน ช่วงเวลาที่ควรจะเป็นการพักผ่อนของเขากลับเปลี่ยนไป ทุกอย่างกลับตาลปัตรอย่างไม่น่าเชื่อ

จากชายที่เป็นเหมือนตำนานของค่าย และโด่งดังจนถึงขั้นที่ชีวประวัติถูกนำไปสร้างเป็นาร์ตูนมังงะ ต้องถูกตราหน้าว่า “ไอ้ขี้คนโกง”

 

 

ชีวิตพลิกผันของ คาร์ลอส กอส์น สู่การหนีตายใน “กล่องดับเบิลเบส”

19 พฤศจิกายน 2018 สำนักข่าว CNN รายงานข่าวช็อคโลก เมื่อ คาร์ลอส กอส์นถูกจับกุมตัวที่สนามบินในประเทศญี่ปุ่น หลังมีการสอบสวนภายในบริษัทพบว่า ตัวเขาและผู้บริหารระดับสูงกระทำผิดวินัยร้ายแรงหลายครั้ง

ตามรายงานระบุว่า ทาง Nissan ได้ติดตามพฤติกรรมของ กอส์นและผู้บริหารอีกคนมาเป็นเวลานานหลายเดือน

ก่อนจะมีการสืบทราบว่า เขาปกปิดรายได้ที่ต่ำกว่าความเป็นจริงที่อาจมีมูลค่าสูงถึง 1,400 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ทั้งมีการยักยอกเงินบริษัทกว่า 550 ล้านบาทเพื่อไปใช้จ่ายส่วนตัวอีกด้วย

ความผิดที่เกิดขึ้น ไม่เพียงทำให้เขาถูกเด้งจาก Nissan เท่านั้น แต่ยังต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของญี่ปุ่นด้วย

และหากมีความผิดจริง คาร์ลอส กอส์นอาจถูกจำคุกนานถึง 10 ปีด้วยกัน

 

 

อดีต CEO คนดังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา คดียืดเยื้อมาจนถึงปลายปี 2019 และยังไม่ทีท่าว่าจะไม่จบลงง่ายๆ หลังมีรายงานล่าสุดว่าการพิจารณาคดีของเขาถูกเลื่อนออกไปถึง เดือนเมษายนปี 2021

กอส์น พยายามยื่นขอประกันตัวหลายครั้ง จนล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา เขาได้รับการประกันตัวรอบที่ 2 โดยการยื่นเงินประกันตัวในวงเงิน 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 144 ล้านบาท)

พร้อมเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศญี่ปุ่น ห้ามติดต่อกับภรรยา และถูกติดตามอย่างใกล้ชิดจากตำรวจญี่ปุ่น

เรื่องราวดูเหมือนจะสร่างซาลงไป จนกระทั่ง..

คาร์ลอส กอส์น หายไปจากญี่ปุ่นอย่างไร้ร่องรอย ทั้งที่พาสปอร์ตทั้งหมดของเขาถูกยึด!!

 

คาร์ลอส กอส์น หลังการประกันตัวครั้งล่าสุด

 

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา สำนักข่าว Reuter รายงานว่า คาร์ลอส กอส์นได้หนีไปอยู่ที่ประเทศเลบานอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าบ้านพักที่เขาถูกกักตัวเอาไว้นั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมเข้มตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในวันนั้นไม่มีใครสังเกตเห็น กอส์นออกมาจากบ้านเลย

 

ไ่ม่นานหลังการหายตัวไปของคาร์ลอส สำนักข่าว MTV จากประเทศเลบานอนได้รายงานถึงแผนการหลบหนีของเขาในครั้งนี้ ซึ่งดูคลาสกับฉากในหนังฮอลลีวูดเลยก็ว่าได้

สื่อจากเลบานอนระบุว่า คาร์ลอส กอส์นได้รับความช่วยเหลือจากภรรยาของเขา โดยเธอได้จัดงานเลี้ยงที่บ้าน พร้อมกับเชิญวงออร์เคสตรามา

จากนั้นเธอได้ให้สามีเข้าไปซ่อนตัวในกล่องดับเบิลเบส และหลบหนีออกจากบ้านพักพร้อมกับเหล่านักดนตรี ซึ่งเป็นทหารรับจ้างปลอมตัวมา

 

แต่ท้ายที่สุดแล้ว แผนการหลบหนีที่สร้างความฮือฮาไปทั้งโลกก็กลายเป็นแค่ข่าวลือ เมื่อแคโรล กอส์น ภรรยาของคาร์ลอส กอส์นได้ออกมายืนยันกับตัวเองว่า

เธอไม่ได้จ้างทหารรับจ้างมา และสามีของเธอก็ไม่ได้ซ่อนตัวในกล่องเครื่องดนตรี ส่วนแผนการที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรนั้นเธอขอไม่พูดถึง

 

คาร์ลอส และ แคโรล กอส์น

 

กอส์นออกแถลงการณ์หลังการหลบหนีว่า เขาเดินทางเข้าประเทศเลบานอนอย่างถูกกฎหมาย ส่วนสาเหตุที่เขาหนีออกจาญี่ปุ่น เพราะเขาจะไม่ยอมตกเป็นตัวประกันของระบบยุติธรรมที่ไม่โปร่งใส รวมถึงมีการเลือกปฏิบัติอีกด้วย

“ผมไม่ได้หนีความยุติธรรม ผมหนีความอยุติธรรมและการกดขี่ทางการเมือง ในที่สุดผมก็มีอิสระในการสื่อสาร และคิดว่าจะเริ่มในสัปดาห์หน้า” 

 

บริเวณหน้าบ้านพักของ คาร์ลอส กอส์นในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน

 

คาร์ลอส กอส์น แฉถูกคนในรัฐบาลญี่ปุ่นกลั่นแกล้ง

เป็นไปตามคาด หลังการหลบหนีอดีตหัวเรือใหญ่ของ Nissan ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติว่า เขามีหลักฐานที่แน่นหนาเกี่ยวกับยึดอำนาจภายในบริษัท เพื่อโค่นล้มตัวเขา

พร้อมกันนี้ยังบอกอีกว่า ทั้งหมดเป็นแผนที่ถูกวางเอาไว้เนื่องจากมีกลุ่มคนที่ไม่พอใจแผนการควบรวมกิจการกับ Renault และยังมีคนในรัฐบาลญี่ปุ่นที่วางแผนให้เขาถูกดำเนินคดีด้วย

 

คาร์ลอส กอส์น แถลงข่าวที่เลบานอน

 

คาร์ลอสอ้างว่า ระบบยุติธรรมของญี่ปุ่นมีอัตราตัดสินว่ากระทำความผิดสูงถึง 99% เมื่อมีการสั่งฟ้อง ซึ่งเขาคิดว่ามันไม่ยุติธรรม และยิ่งตัวเขาเองเป็นชาวต่างชาติด้วยแล้ว ยิ่งมีโอกาสสูงเข้าไปอีก

นางมาซาโกะ โมริ รัฐมนตรียุติธรรมของญี่ปุ่นได้ออกมาตอบโต้การแถลงของคาร์ลอสว่า ที่ตัวเลขสูงแบบนั้น เพราะอัยการจะสั่งฟ้องเฉพาะผู้ต้องสงสัยที่มีหลักฐานเพียงพอในการให้ศาลพิจารณาความผิดเท่านั้น

ซึ่งการที่อดีต CEO ของ Nissan ออกมาบอกว่า อัตราการพิพากษาว่าผิดสูงเป็นเหตุให้ต้องหลบนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

 

นางมาซาโกะ โมริ รัฐมนตรียุติธรรมของญี่ปุ่น

 

การหลบหนีของอดีต CEO ได้สร้างความกดดันให้หลายฝ่าย โดนเฉพาะรัฐบาลญี่ปุ่น เนื่องจากพวกเขาไม่มีสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับเลบานอน

ซึ่งทำให้หน่วยงานด้านความยุติกรรมของญี่ปุ่นต้องคิดต่อว่า จะดำเนินการกับคดีความของเขาอย่างไรต่อไป หลังจากที่ประเทศได้กับความเสียหายจากการเลี่ยงภาษี

ส่วนทาง Nissan เองก็มีความหวาดหวั่น ว่ากอส์นอาจเข้าไปยุ่งเกียวกับหลักฐานและทำให้เสียรูปคดีความได้

 

หลังจากตั้งหลักได้ที่เลบานอน มหากาพย์ของ CEO รายนี้ดูเหมือนว่าจะยังไม่จบลงง่ายๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเขาจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างที่อ้างไว้ได้ไหม

หรือจริงๆ แล้วเขาจะกลายเป็นเพียงคนที่ถูกตราหน้าว่าคนโกงจากญี่ปุ่นไปโดยตลอด

เราคงต้องติดตามกันต่อไปครับ….

 

ที่มา reuters (1) (2), cnn, dailymail, apnews, asia.nikkei

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!