กรณีศึกษา เมื่อจีนทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก “ติดลบครั้งแรกในรอบปี” เกิดอะไรขึ้น??

ความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโล

ค่ายรถยนต์ชั้นนำเริ่มหันมาทำตลาด ทำให้ยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกเดือน ตั้งแต่ช่วงปี 2018 มาจนถึงกลางปี 2019

กระทั่งในเดือนกรกฏาคม 2019 ตัวเลขยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้าได้ตกลงมาเป็นครั้งแรกในรอบปีกว่าๆ

สาเหตุที่ทำให้ตัวเลขลดลงจนติดลบนั้นเกิดขึ้นเพราะ “รัฐบาลจีน” ได้ทำการปรับนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าครั้งสำคัญ

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!? แล้วทำไมรัฐบาลจีนถึงตัดสินใจทำแบบนั้น?

วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกันครับ..

 

ยอดขาย EV ในเดือนกรกฏาคม 2019 ตกลงไป 14% Source: Sanford C. Bernstein/Bloomberg

 

เมื่อจีนปรับลด “เงินสนับสนุน” ทำให้ยอดขาย EV ติดลบ

ปัจจุบันจีนคือประเทศที่มีตลาดรถยนต์ไฟฟ้าใหญ่ และยังเติบโตเร็วที่สุดในโลก

เพราะนอกจากประชากรที่เยอะแล้ว รัฐบาลจีนได้ออกนโยบายสนับสนุนรถยนต์พลังงานทางเลือกที่พวกเขาเรียกว่า New Nergy Vehicles (NEVs) ซึ่งร่วมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าล้วน, ปลั๊กอินไฮบริด และรถพลังงานไฮโดรเจน

นโยบายเด่นๆ ที่ทำให้ยอดขาย EV ในจีนเติบโตประกอบไปด้วยปัจจัยหลักๆ 3 ข้อดังนี้

 

1. จัดตั้งจุดชาร์จไฟทั่วประเทศ

มีการสำรวจเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 ที่ผ่านมาพบว่าจีนมีสถานีชาร์จไฟ ถึง 401,000 แห่งทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มี “ปั๊มรถยนต์ไฟฟ้า” มากที่สุดในโลกอีกด้วย

 

2. ผลักดันให้ค่ายรถผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

รัฐบาลจีนได้ทำระบบเครดิตมาใช้กับบริษัทรถยนต์ ซึ่งเครดิตที่ว่าคือการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาขาย

เมื่อขายได้ถึงเป้าค่ายก็จะได้เครดิตมาสะสม และถ้าหากไม่ทำตามก็จะต้องเสียค่าปรับให้กับรัฐ

ยกตัวอย่างเช่น…

หากค่ายรถที่ว่าผลิตรถออกมา 30,000 คัน/ปี กฎระบุว่าพวกเขาจะต้องสะสมเครดิตให้ได้อย่างน้อย 10% ของการผลิต ซึ่งก็คือ 3,000 เครดิต

ซึ่งการขายรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคันจะได้ 3-6 เครดิต (ขึ้นอยู่กับว่ารถคันนั้นมีประสิทธิภาพในแง่การใช้งานเพียงใด)

ถ้าตีไปว่ารถยนต์ที่พวกเขาผลิตออกมาได้ 3 เครดิต บริษัทดังกล่าวก็จำเป็นจะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาขายให้ได้ปีละ 1,000 คันนั่นเอง

ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องเสียค่าปรับให้กับรัฐ แทนการรับเงินสนับสนุน

 

 

3. เงินสนับสนุนจากรัฐ

รัฐบาลรู้ดีว่าการจะให้คนเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้านั้น ราคาของรถคือปัจจัยที่สำคัญที่สุด

ทางการจึงมีการออกนโยบายเงินช่วยสนับสนุนขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้ NEVs เติบโต ด้วยการออกเงินสนับสนุนให้ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่

โดยมีจำนวนเงินสูงสุดที่ 50,000 หยวน (ประมาณ 215,000 บาท) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพรถเช่นกัน

หมายความว่า หากราคารถที่โรงงานตั้งมามีราคาขายอยู่ที่ 800,000 บาท คนที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก็จะเตรียมเงินเพียงแค่ 585,000 บาทเท่านั้น ในการถอยรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้

นโยบายสนับสนุนทำให้ยอดขาย NEVs ในจีนเติบโตขึ้นเร็วมาก

เพราะเมื่อรถยนต์ไฟฟ้าที่มีค่าซ่อมบำรุงและค่าเติมพลังงานที่ถูกกว่ารถยนต์น้ำมัน แถมยังมีราคาเท่ารถยนต์น้ำมัน

หลายคนจึงเลือกที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทน

 

 

ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา…

รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจปรับนโยบายเงินสนับสนุน NEVs ครั้งใหญ่ โดยมีรายละเอียดคร่าวๆ ดังนี้

– รถจะต้องทำระยะทางไม่น้อยกว่า 250 กม. จึงจะได้เงินสนับสนุนขั้นต่ำ (จากเดิม 150 กม.)

– ลดเงินสนับสนุนลง 50% จากเดิมรถที่ทำระยะได้เกิน 400 กม. จะได้เินสนับสนุน 25,000 หยวน หรือราวๆ 107,000 บาท (จากเดิม 50,000 หยวน)

– ส่วนรถที่ทำระยะได้ระหว่าง 250 – 399 กม. ปรับลดเหลือ 18,000 หยวน หรือราวๆ 77,000 บาท

หมายความว่า ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าในจีนจะไม่ได้ใกล้เคียงกับรถยนต์น้ำมันอีกต่อไป

 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ

Honda Civic ที่จีนมาราคาเริ่มต้นที่ราว 537,000 บาท

ขณะที่ MG ZS EV ก่อนหน้านี้มีราคาอยู่ที่ 599,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่หักเงินสนับสนุนไปแล้ว หมายความว่าราคาเต็มของรถนั้นต้องอยู่ที่ราวๆ 700,000 – 800,000 แสน

แต่เมื่อเงินสนับสนุนถูกลดลงไปครึ่งนึง หมายความว่าค่าตัวของรถจะเพิ่มไปอยู่ที่ราวๆ 650,000 – 700,000 บาท

ทำให้หลายคนคิดว่าการซื้อรถยนต์น้ำมัน และนำส่วนต่างไปเป็นค่าน้ำมันน่าจะเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ามากกว่า

การปรับนโยบายครั้งนี้ได้ทำให้ยอดขายของ BYD ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของจีนตกลงมาติดลบในเดือนกรกฏาคม จากเดิมที่ทำได้ยอดเติบโตขึ้นมาตลอด

และเมื่อยอดขายในจีนตกลง จึงกระทบไปถึงยอดขายทั่วโลก เพราะอย่างที่บอกว่าปัจจุบันจีนคือตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอันดับ 1

 

ยอดขายของ BYD ลงมาติดลบในเดือนกรกฏาคม 2019 Source: qz.com/BYD

 

แล้วทำไมจีนถึงตัดสินใจลดเงินสนับสนุน?

ก่อนหน้านี้ หลังจากที่รัฐบาลออกนโยบายเงินสนับสนุน ทำให้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายหันมาทำตลาดจริงจังกับรถยนต์ไฟฟ้า

แต่ไม่ได้มีเพียงบริษัทใหญ่เท่านั้นที่หันมาจับตลาดนี้ ได้เกิดบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเล็กๆ ในรูปแบบ “สตาร์ทอัพ” เกิดขึ้นมามากมายด้วยเช่นกัน

เยอะถึงขนาดที่ว่าในปี 2019 พบว่ามีสตาร์ทอัพทั้งหมด 486 บริษัท

เพิ่มขึ้นมา 3 เท่านับจากปี 2017 ที่มีเพียงแค่ไม่ถึง 200 บริษัท

เมื่อบริษัทมีมากจนเกินไป สุดท้ายแล้วถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ จะยิ่งเสียสมดุล ทำให้รัฐบาลมีความกังวลเกิดขึ้นมาว่าจะเกิด “ภาวะฟองสบู่” ขึ้นมาได้

คาดการณ์กันว่าที่รัฐปรับจำนวนเงินสนับสนุน เพราะต้องการลดจำนวนของสตาร์ทอัพให้น้อยลงนั่นเอง

ถึงแม้ยอดขายของรถยนต์จะลดลง แต่พวกเขามองว่าจะเกิดความยั่งยืนในระยะยาวมากกว่าเดิมที่ยอดขายเติบโตมากแต่เสี่ยงที่ฟองสบู่จะแตก

ซึ่งกรณีนี้ เป็นเหมือนการกันไว้ดีกว่าแก้

 

แต่มองอีกมุมหนึ่งนโยบายที่ว่า ก็ดูจะตึงเครียดเกินไป จนค่ายผู้ผลิตรายย่อยไม่สามารถเกิดใหม่ และมาแข่งขันกับเจ้าใหญ่ในตลาดได้

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผลเสียก็อาจจะเกิดขึ้นกับบริษัทรุ่นใหม่ที่จะเข้ามา จนกระทบไปถึงวงการรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่จะขาดความสร้างสรรค์ในอนาคต

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เหมือนเป็นการคัดกรองว่าสตาร์ทอัพที่อยู่รอดมาได้นั้น ต้อง “เจ๋ง” จริงๆ นั่นเอง

แล้วผู้อ่านคิดอย่างไรกันบ้างครับ…?

 

 

แหล่งอ้างอิง

https://qz.com/1683042/beijings-subsidy-cut-is-starting-to-its-largest-ev-maker-byd/

https://www.bloomberg.com/news/articles/2019-09-03/electric-car-sales-fall-for-first-time-after-china-cuts-subsidy

http://www.chinadaily.com.cn/a/201907/01/WS5d197398a3103dbf1432b308.html

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...