ประเทศจีนยักษ์ใหญ่ของโลกในหลายด้าน ทั้งทางด้านวิศวกรรมโยธา ด้านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยังรวมถึงอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วย

ตามรายงานสื่อต่างประเทศ ขณะนี้ที่ประเทศจีนมีบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นมากถึง 486 บริษัท

มากไปกว่านั้น ยังมีการลงทุนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามากถึง 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 564,300 ล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2011

ตัวเลขดังกล่าวกำลังบอกเราว่า ที่นี่มีอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ และกำลังเติบโตเป็นอย่างมาก

แต่ถึงอย่างนั้นตาม ทางรัฐบาลจีนกลับเตรียมออกมาตรการเพื่อชะลอการเติบโตของวงการนี้…

 

 

มาตรการดังกล่าวทำให้หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?? และทำไมรัฐบาลจีนถึงสวนกระแสในขณะที่หลายประเทศให้การส่งเสริมเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า

เชิญหาคำตอบไปพร้อมๆ กันได้ในบทความพิเศษชิ้นนี้เลยครับ…

 

 

ภาพของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในจีน

เว็บไซต์ ev-volumes รายงาน ในปี 2018 ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ในประเทศจีนลดลงถึง 3%

แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่ายอดขาย New Energy Vehicles (NEVs) หรือรถพลังงานใหม่ (รถไฟฟ้า, ปลั๊กอินไฮบริด, รถไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง) กลับเพิ่มขึ้น 79%

ในงาน Shanghai Motor Show 2019 เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้มีการให้ความสำคัญกับรถยนต์ในกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก

และมีการตั้งเป้าหมายว่าจีนจะกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกได้แน่ๆ

 

 

มีรายงานว่าเมื่อปี 2018 ที่ผ่านยอดการผลิตรถยนต์ในกลุ่ม NEVs ของประเทศจีนนั้นอยู่ที่ 1.27 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 59.9%

ในขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 61.7% คิดเป็น 1.256 ล้านคัน

และมีการตั้งเป้าในการผลิตรถยนต์ในกลุ่มนี้ให้ได้ 2.25 ล้านคันภายในปี 2020

ตัวเลขเหล่านนี้ทำให้เราอดสงสัยต่อไม่ได้ว่า…

อะไรเป็นสาเหตุให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนโตได้ขนาดนี้??

 

สื่อต่างประเทศได้ตั้งข้อสังเกตุเอาไว้ 3 ประเด็นเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถไฟฟ้าในประเทศจีนดังนี้

 

1. การสนับสนุนของรัฐ

ก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนสนับสนุนเงิน 110,000 หยวน (ประมาณ 500,000 บาท) ให้กับผู้ที่จะซื้อรถไฟฟ้าคันใหม่ทุกคัน เพื่อเป็นการส่งเสริมนโยบายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์

นโยบายนี้ก็เพื่อมากระตุ้นให้คนซื้อรถ ในยุคที่รถไฟฟ้ายังมีราคาถูกมาก และไม่ค่อยได้รับความนิยมในตอนแรก

ก่อนที่จะปรับมาสนับสนุนให้เฉพาะรถที่สามารถวิ่งได้เกิน 300 กม./การชาร์จ 1 ครั้งขึ้นไป

และสำหรับรถที่วิ่งได้เกิน 400 กม./การชาร์จไฟ 1 ครั้งก็จะได้รับเงินสนับสนุนที่เพิ่มขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ที่ซื้อรถไฟฟ้าในกรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ จะได้รับป้ายทะเบียนฟรี

(ในขณะที่รถประเภทอื่นต้องผ่านการสุ่ม หรือประมูลถึงจะได้แผ่นป้ายทะเบียน)

 

 

2. จุดชาร์จไฟที่เพียงพอ

ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณูปโภคใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก ดังนั้นการตั้งเป้าที่จะมีสถานีชาร์จไฟสาธารณะสำหรับรถไฟฟ้าให้ได้ 120,000 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2020 จึงไม่ใช่เรื่องยาก

 

3. ราคา

โดยส่วนมากแล้วรถที่จำหน่ายในประเทศจีน จะเป็นรถจากผุ้ผลิตภายในประเทศซึ่งทำให้มีราคาถูก ซึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนของรัฐก่อนหน้านี้ และการผลิตในปริมาณมาก จนต้นทุนต่อหน่วยถูกลง

โดยรถไฟฟ้าที่จำหน่ายในราคา 80,000-100,000 หยวน (ประมาณ 362,000-450,000 บาท) เป็นรถที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

 

 

ความนิยมอย่างมากนี้ส่งผลให้เกิดบริษัทหน้าใหม่จำนวนมาก

และอย่างที่เราบอกไปตอนต้น ขณะนี้ในประเทศจีนมีบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นมากถึง 486 บริษัท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่า

หลายคนมองว่าเป็นตัวเลขที่เยอะมาก เติบโตอย่างรวดเร็ว…

ขณะที่หลายฝ่ายมองว่า มีเยอะจนเกินไป จนกำลังจะกลายเป็น “ฟองสบู่รถยนต์ไฟฟ้า” รึเปล่า??

แต่อย่างไรก็ตามบริษัทเหล่านี้อาจจะกำลังเจองานยาก เมื่อทางการจีนเตรียมออกกฎนโยบายใหม่ ที่จะเป็นการจำกัดปริมาณผู้ผลิตในอุตสาหกรรม

และหันไปเน้นคุณภาพการผลิตให้มากขึ้น

 

กฎหมายใหม่ของจีน กับความท้าทายของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักข่าว Bloomberg รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าววงใน โดยระบุว่ารัฐบาลจีนเตรียมจะลดเงินสนับสนุนให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

เพื่อเน้นการผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น และเป็นการลดปริมาณบริษัทสตาร์ทอัพที่กำลังเพิ่มขึ้นในขณะนี้ด้วย

รายละเอียดของกฎดังกล่าวที่คาดว่าจะประกาศออกมาในเดือนมิถุยายนนี้ ประกอบไปด้วย

 

– จะมีเฉพาะบริษัทได้รับสิทธิ์เท่านั้น ที่จะสามารถผลิตสินค้าเพื่อป้อนให้ผู้ผลิตรายอื่นได้ ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของ “บริษัทได้รับสิทธิ์” ว่าจะต้องเข้าเกณฑ์ข้อใดบ้าง

 

– หากบริษัทใดต้องการเพิ่มกำลังการผลิต จะต้องมีเงินลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในประเทศ มากกว่า 4,000 ล้านหยวน ในช่วง 3 ปีย้อนหลัง

และมียอดขายเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ไม่ต่ำกว่า 15,000 คัน ย้อนหลัง 2 ปี

 

– กฎใหม่ที่จะออกมาจะเป็นการเซ็นสัญญาให้ผลิตได้ 3 ปี และในโรงงานหนึ่งจะต้องมีกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 50,000 คัน/ปี

ขณะที่บริษัทสตาร์ทอัพสามารถเซ็นสัญญาร่วมทุนกับบริษัทอื่นได้ไม่เกิน 2 บริษัท เท่ากับว่าเป็นการจำกัดเงินทุนจากภายนอกไว้ด้วย

 

 

อย่างไรก็ไม่ได้มีเพียงกฎใหม่ที่บริษัทสตาร์อัพกำลังจะต้องเผชิญเท่านั้น…

แต่นโยบายในการลดการใช้รถยนต์เครื่องยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิล ของรัฐบาลจีนที่ประกาศออกไปก่อนหน้านี้ ก็อาจส่งผลต่อพวกเขาเช่นกัน

นโยบายดังกล่าวกำหนดเอาไว้ว่า ค่ายรถจะต้องผลิตรถให้ได้อย่างน้อย 30,000 คัน/ปี และต้องมีการสะสมเครดิตอย่างน้อย 10% ของการผลิต

(หากทำไม่ได้ตามนี้จะต้องเสียค่าปรับให้กับรัฐ)

โดยเครดิตจะคิดจากยอดขายรถ ซึ่งรถแต่ละประเภทจะได้เครดิตที่ไม่เท่ากัน ในส่วนของรถไฟฟ้าจะได้ 3-6 เครดิต/คัน ขึ้นอยู่ที่ระยะการวิ่งต่อการชาร์จในแต่ละครั้ง ว่าสูงหรือน้อยเพียงใด

เมื่อเทียบกันแล้วตามนโยบายดังกล่าว บริษัทจะต้องผลิตรถไฟฟ้าให้ได้อย่างน้อย 1,000 คัน/ปี (กรณี 3 เครดิต/คัน) หากไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาอาจจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อเครดิตจากบริษัทอื่น

 

 

มีการตั้งข้อสังเกตว่านโยบายนี้อาจไม่ดึงดูดบริษัทรถไฟฟ้ารายใหญ่จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่จะเป็นการจำกัดค่ายรถยนต์เกิดใหม่ในประเทศเอง

ส่วนหนึ่งนั้นมันอาจจะมีข้อดี ที่ต้องการควบคุมไม่ให้มีการเกิดขึ้นของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กเยอะไป

หลายค่ายอาจจะขาดประสบการณ์ เอาแต่ระดมทุน สุดท้ายไปไม่รอด สร้างฟองสบู่ในวงการรถยนต์ไฟฟ้า จนพากันล้มไปเป็นแถบๆ

ซึ่งกรณีนี้ ถ้ากันไว้ได้ก่อน ก็จะดีกว่ามาตามแก้ภายหลัง

แต่หากมองเป็นนโยบายที่ตึงเครียดจนเกินไป จนค่ายผู้ผลิตรายย่อยไม่สามารถเกิดใหม่ และมาแข่งขันกับเจ้าใหญ่ในตลาดได้

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผลเสียก็อาจจะเกิดขึ้นกับบริษัทรุ่นใหม่ที่จะเข้ามา จนกระทบไปถึงวงการรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่จะขาดความสร้างสรรค์ในอนาคตก็เป็นได้…

 

ที่มา ev-volumes, bbc, jato,

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!