บทวิเคราะห์ เพราะเหตุใด Mercedes-Benz จึงเลิกพัฒนาเครื่องสันดาปฯ มาเอาจริงด้านรถไฟฟ้า!?

หากคุณเป็นผู้ติดตามเพจ MagCarZine เชื่อว่าน่าจะได้เห็นข่าวที่เรียกเสียงฮือฮาอย่างมากในวงการยานยนต์

ข่าวที่ว่านั่นก็คือ.. Daimler ผู้ผลิต Mercedes-Benz ประกาศหยุดพัฒนาและวิจัยด้านเครื่องยนต์สันดาปภายใน เดินหน้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มสูบ

 

 

หลายคนอาจจะตกใจว่า Mercedes-Benz จะเลิกผลิตรถเครื่องสันดาปฯ แล้วเหรอ?

แต่ไม่ใช่อย่างนั้น พวกเขาแค่จะไม่ทำการพัฒนาให้เครื่องยนต์สันดาปฯ ดีขึ้นไปมากกว่านี้แล้ว

การพัฒนาอย่างเช่น หาแนวทางใหม่ๆ ในการทำให้เครื่องแรงขึ้น โดยที่รถประหยัดน้ำมันและปล่อยไอเสียน้อยลงกว่ารถในปัจจุบัน เป็นต้น

แต่จะทุ่มเงินวิจัยทั้งหมดไปกับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า เช่น พัฒนาแบตเตอรี่เพื่อมาใส่ในรถยนต์ไฟฟ้าให้ดีขึ้นแทน

ในขณะที่รถเครื่องสันดาปฯ ก็ยังคงผลิตมาขายตามเดิม แต่นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ!!

 

 

Markus Schaefer ผู้ออกมาใช้สัมภาษณ์ว่า Daimler จะเลิกพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปฯ

 

การตัดสินใจดังกล่าวของ Daimler AG บริษัทแม่ของ Mercedes-Benz ได้ทำตัวพ่อของวงการรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Elon Musk ถึงกับออกมาซูฮก

 

Elon “(ยานยนต์)ไฟฟ้า คืออนาคต! ยินดีด้วยนะ Daimler!”

ทาง Mercedes-Benz ก็มาตอบกลับว่า “เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน”

 

ไม่เพียงแค่ Elon เท่านั้น สื่อยานยนต์หลายสื่อยังยกให้ก้าวสำคัญครั้งนี้ของ Daimler เป็น “วันแห่งประวัติศาสตร์” ในวงการยานยนต์กันเลยทีเดียว

หลายคนอาจจะคิดว่ามันขนาดนั้นเลยหรือเวอร์เกินไปรึเปล่า??

ผมอาจจะบอกได้เลยว่าไม่เวอร์เกินไปแน่นอน หากคุณได้รู้ว่า..

Daimler และ Benz คือผู้สร้างรถคันแรกของโลกขึ้นมา!!

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 134 ปีก่อน เมื่อโลกยังไม่มีคำศัพท์คำว่า “รถยนต์” เกิดขึ้นมา

คนในยุคนั้นยังต้องเดินทางด้วยเท้า ม้า รถม้า และจักรยานเป็นหลัก

แต่ชายที่ชื่อว่า Gottlieb Daimler ได้คิดค้นเครื่องยนต์สันดาปความเร็วสูง ที่ใช้คาบูเรเตอร์จ่ายน้ำมันมาเป็นพลังงานให้เครื่องยนต์ขึ้นมาได้เป็นครั้งแรกของโลก

หลังจากนั้นเครื่องยนต์ดังกล่าวก็ถูกเอามาติดตั้งบนจักรยาน และกลายมาเป็น “มอเตอร์ไซค์คันแรกของโลก”

 

มอเตอร์ไซค์คันแรกของโลก

 

หลังจากมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกเกิดขึ้นมา ถัดมาในปี 1886 “รถยนต์คันแรกของโลก” ก็เกิดขึ้นมาตาม โดยชายที่ชื่อว่า Karl Benz

 

รถยนต์คันแรกของโลก

 

อีก 40 ปีต่อมา บริษัทของ Daimler ที่ชื่อว่า Mercedes กับบริษัทของ Karl Benz ที่ชื่อว่า Benz ก็ได้มารวมกันกลายเป็น Mercedes-Benz ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้

จึงเรียกได้ว่า Mercedes-Benz คือผู้ที่คิดค้นทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกก็คงไม่ผิดนัก

เราจึงไม่แปลกใจเลยว่า การที่สองบริษัทต้นกำเนิดเครื่องสันดาปฯ ได้ทิ้งต้นกำเนิดของพวกเขาหันไปหารถยนต์ไฟฟ้า จะถูกยกให้เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์..

 

มาถึงจุดนี้ สงสัยไหมว่าทำไม Mercedes-Benz ถึงตัดสินใจจริงจังกับรถยนต์ไฟฟ้า?

เหตุผลแรก เราเชื่อว่าเทคโนโลยีเครื่องยนต์ของรถยนต์น้ำมันเชื้อเพลิง ที่อยู่ในมือของ Mercedes-Benz มีความยอดเยี่ยมอยู่แล้ว

จนมาถึงจุดที่อาจจะไม่จำเป็นต้องพัฒนาเครื่องยนต์ประเภทดังกล่าว ให้ดีกว่านี้แล้ว

เพราะอย่าลืมว่าการพัฒนานั้นก็จำเป็นต้องอาศัยการวิจัย ที่ต้องเสียเงินลงทุนมูลค่ามหาศาล

ในเมื่อของตัวเองดีอยู่แล้ว สู้เอาเงินไปลงทุนกับการวิจัยเทคโนโลยีแห่งอนาคต อย่างระบบไฟฟ้าน่าจะเป็นการดีกว่า

 

 

ส่วนเหตุผลที่สองนั้น ก่อนอื่นเรามาดูกันว่า Mercedes-Benz ทำยอดขายได้จากประเทศไหนได้มากที่สุดในปี 2017-2018

 

Source : daimler.com

 

เราลองมาดูที่ 4 อันดับแรก จีน อเมริกา เยอรมนี และสหรราชอาณาจักร

รู้ไหมว่าประเทศเหล่านี้มีสิ่งที่เหมือนกันคือ รัฐบาลของพวกเขากำลังผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าอย่างสุดตัว

เราลองมาดูกันว่าแต่ละประเทศได้ทำการขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างไรบ้าง..

 

อันดับหนึ่ง ‘จีน’

คือประเทศที่มีตลาดรถยนต์ไฟฟ้าใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้ รัฐมีการสนุบสนุนให้บริษัทในประเทศสร้างรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาวางขายในตลาด ทำให้เราได้เห็นสตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นมามากมาย

นอกจากนี้บริษัทนอกประเทศก็จะได้รับการละเว้นภาษีหากทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเข้าเป้า (ถึงขนาดที่ทำให้ Toyota เข็น CH-R เวอร์ชั่นไฟฟ้าล้วนออกมาขาย ทั้งที่พวกเขาไม่ทำตลาดที่ไหนเลยในโลก)

ล่าสุด Tesla ก็เข้าไปตั้งโรงงานผลิตที่เขตของเมืองเซี่ยงไฮ้ แถมยังได้การละเว้นภาษีพิเศษอีกด้วย

และข้อสุดท้ายที่คุณอาจจะยังไม่รู้ จีนเป็นประเทศที่มีสถานีชาร์จไฟมากที่สุดในโลกตอนนี้ มากกว่าประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาเสียด้วย

 

 

ลำดับสอง ‘อเมริกา’

ถึงแม้กฏหมายจะมีแค่บางรัฐที่สนับสนุนรถไฟฟ้าอย่างจริงจัง แต่อเมริกาก็เป็นประเทศที่มีตลาด EV โตที่สุดเป็นรองแค่จีนเท่านั้น

การผลักดัน EV ในอเมริกาเริ่มมาจากการบังคับใช้แผนงานที่ชื่อว่า Zero Emission Vehicle (ZEV) ใน 11 รัฐ

ซึ่งแผนงานนี้คือหากค่ายรถทำขายรถพลังงานสะอาดไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถปลั๊กอินไฮบริด จะได้รับเครดิตภาษีจากรัฐ 7% จากยอดขาย (แถมตัวเลขดังกล่าวเตรียมปรับเป็น 22% ในปี 2025)

ซึ่งเครดิตเหล่านั้นจะสามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้นั่นเอง

 

ลำดับสาม ‘เยอรมนี’

บ้านเกิดของค่ายเอง ซึ่งในปี 2016 เยอรมนีได้ออกนโยบายเงินสนับสนุนสำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าออกมา

นอกจากนี้จากผลสำรวจของสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรป (ACEA) ยังเผยว่าเยอรมนีมีสถานีชาร์จไฟกว่า 25,000 แห่ง มากที่สุดเป็นลำดับ 2 ในยุโรปรองจากเนเธอร์แลนด์เพียงเท่านั้น

 

 

และลำดับ 4 ‘สหราชอาณาจักร’ ประเทศสุดท้ายที่เราจะนำเสนอ

ที่นี่ก็ได้ออกนโยบายเงินสนับสนุนสำหรับคนที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน

รัฐยังเอาจริงด้วยการประกาศว่าจะทำการแบนไม่ให้มีการจำหน่ายรถเครื่องสันดาปฯ ในปี 2030 และตั้งเป้าว่าทุกคนในประเทศจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในปี 2040

ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานออกมาด้วยว่ารัฐบาลเตรียมออกกฎหมายบังคับให้บ้านที่สร้างขึ้นใหม่จำเป็นจะต้องติดตั้งแท่นชาร์จอีกด้วย

(อ่านเพิ่มเติม: อังกฤษเตรียมบังคับ “บ้านสร้างใหม่” จะต้องมี “แท่นชาร์จรถไฟฟ้า” หวังผลักดันเต็มกำลัง)

 

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เราเชื่อว่าหลายคนน่าจะหมดข้อสงสัยแล้วว่าทำไม Daimler จึงตัดสินใจมุ่งไปพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

สิ่งที่ Daimler ทำยังชี้ให้เห็นด้วยว่าพวกเราไม่ยึดติดกับเครื่องยนต์สันดาปฯ ถึงแม้มันจะเป็นต้นกำเนิดที่ทำให้แบรนด์มาถึงจุดนี้ได้

เพราะเราทุกคนรู้กันดีว่าโลกกำลังก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ถ้าหากไม่มีการปรับตัวแต่เนิ่นๆ อนาคตของบริษัทก็คงทำการแข่งขันได้ลำบาก ในตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

การตัดสินใจครั้งนี้ถูกหรือผิดอย่างไร คงมีแต่เวลาที่จะให้คำตอบเราได้ในอนาคต..

แล้วคุณผู้อ่านคิดอย่างไรกันบ้างครับ!?

 

 

แหล่งอ้างอิง:

https://electrek.co/2019/09/19/daimler-stops-developing-internal-combustion-engines-to-focus-on-electric-cars/

https://www.daimler.com/investors/key-figures/major-markets/

https://www.britannica.com/biography/Gottlieb-Daimler

https://www.ucsusa.org/clean-vehicles/california-and-western-states/what-is-zev

https://www.gtai.de/GTAI/Content/EN/Invest/_SharedDocs/Downloads/GTAI/Brochures/Industries/electromobility-in-germany-vision-2020-and-beyond-en.pdf?v=3

https://www.green-alliance.org.uk/resources/How_the_UK_can_lead_the_electric_vehicle_revolution.pdf

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...