“อินเดียคือดีทรอยต์แห่งเอเชีย”

“ไทยคือดีทรอยต์แห่งเอเชียตะวันออก”

“อินโดนีเซียหวังแซงไทยเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย”

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินคำเเหล่านี้บ่อยๆ เมื่อได้อ่านข่าวเชิงเศรษฐกิจด้านยานยนต์ตามหน้าสื่อต่างๆ

ประเทศหรือเมืองใดๆ ก็ตามที่มีการเติบโตทางอุตสาหกรรมยานยนต์มักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับเมืองดีทรอยต์อยู่เสมอ

แต่เคยสงสัยไหมว่า… ทำไมต้องเป็นดีทรอยต์!?

 

Detroit Motor City

 

เมืองดีทรอยต์ ตั้งอยู่ในรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา

เมืองดีทรอยต์คือสัญลักษณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ของชาวอเมริกัน หากพูดถึงรถยนต์ ก็จะนึกถึงดีทรอยต์เป็นที่แรก

เพราะในอดีต ดีทรอยต์เคยรุ่งเรืองด้านอุตสาหกรรมยานยนต์มากที่สุดในอเมริกา จนได้รับฉายาว่า “Detroit Motor City”

ความรุ่งเรืองนี้ ทำให้มักจะถูกนำไปใช้เป็นสมญานามให้กับเมืองที่เติบโตทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ อย่างเช่นไทยหรืออินเดีย

แล้วทำไมดีทรอยต์ถึงกลายเป็นเมืองยานยนต์อันดับ 1 ของโลกได้ วันนี้ MagCarZine จะพาทุกท่านไปหาคำตอบไปด้วยกันครับ…

 

เมืองเกิดค่ายรถยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกัน

จุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของเมืองดีทรอยต์นั้นเริ่มตั้งแต่ต้นยุค 1900 เป็นต้นมา

แต่เดิมทีดีทรอยต์เป็นเมืองที่ตั้งของโรงงานผลิตเครื่องจักร, เตาอบ,ซิการ์, ยา และอาหาร เท่านั้น

ดีทรอยต์ตั้งอยู่ใจกลางติดกับทะเลสาบขนาดใหญ่ของอเมริกา ทำให้สามารถเดินทางเข้าถึงง่ายไม่ว่าจะจากทางน้ำหรือทางบก

แถมยังอยู่ใกล้กับหนึ่งในเหมืองถ่านหิน เหล็ก และทองแดงขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ

ทำให้ดีทรอยต์เป็นเมืองที่มีเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็น เมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งพอดีกับที่อุตสาหกรรมยานยนต์ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

 

จนกระทั่งเมื่อ Henry Ford ได้ก่อตั้งบริษัท Ford Motor Co. ขึ้นมาที่เมืองแห่งนี้ในปี 1903  นั่นคือจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมด

จากนั้นในปี 1908 William Durant และ Charles Stewart ก็ก่อตั้งบริษัท General Motors ขึ้นมาที่ดีทรอยต์

ต่อมาในปี 1915 สองพี่น้องตระกูล Dodge ก็ได้ตัดสินใจลาออกจาก Ford และมาตั้งบริษัท Dodge ขึ้นมาที่นี่

และในปี 1925 Walter Chrysler ก็ได้ก่อตั้ง Chrysler Corp ขึ้นมาในเมืองแห่งนี้เช่นกัน

ทำให้บริษัทรถสัญชาติอเมริกันทั้งหลายล้วนแต่กระจุกกันอยู่ที่ดีทรอยต์ นำโดย 3 บริษัทยักษ์ใหญ่นั่นก็คือ Ford Motor, General Motors และ Chrysler Corp

โรงงานผลิตรถผุดขึ้นมาเยอะแยะมากมาย รวมถึงบริษัทที่อยู่มาก่อนแล้วก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

 

ภาพการเปลี่ยนกะของพนักงาน Ford ในอดีต

 

ทำให้ในปี 1950 เกิดการจ้าง มีตำแหน่งงานในบริษัทยานยนต์เหล่านี้รวมกันถึง 296,000 ตำแหน่ง ทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาทำงานที่ดีทรอยต์มากขึ้นหลายเท่า

ในปี 1901 ที่ Ford ถูกก่อตั้งขึ้น ดีทรอยต์เป็นเมืองที่มีประชากรอยู่ประมาณ 286,000 คน เป็นลำดับที่ 13 ของประเทศ

แต่ในปี 1950 ประชากรที่ดีทรอยต์ทะลุขึ้นสูงถึง 1.85 ล้านคน กลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นลำดับ 4 ในอเมริกา

ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 50 ปี แต่พลิกโฉมเมืองจากหน้ามือเป็นหลังมือ

เรียกได้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ คือน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงให้เมืองนี้เติบโตขึ้นอย่างแท้จริง

แต่ได้เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นทำให้เมืองแห่งนี้กลับกลายเป็นเมือง “ล้มละลาย” ได้อย่างไม่น่าเชื่อในภายหลัง

 

จากเมืองยานยนต์อันดับ 1 สู่การล้มละลาย

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2013 เมืองดีทรอยต์ได้ถูกศาลตัดสินให้กลายเป็นเมืองล้มละลาย หลังติดหนี้สูงถึง 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเมืองที่อดีตเคยเฟื่องฟูด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ถึงล้มละลาย!?

 

ย้อนกลับไปช่วงปี 1930-1970 อเมริกาได้อยู่ในยุค ฟอร์ดนิยม (Fordism) 

ยุคฟอร์ดนิยมคือการที่รัฐบาลเน้นให้บริษัทรถยักษ์ใหญ่นำโดย Ford ผลิตรถยนต์ออกมาเป็นจำนวนมาก ด้วยราคาที่ต่ำกว่ารถยุโรป แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานที่กำหนดไว้

ประกอบกับการที่รัฐออกนโยบายช่วยเหลือต่างๆ รณรงค์ให้ชาวอเมริกันเข้าถึงรถได้ง่ายขึ้น

บริษัทรถอเมริกันทั้งหลายก็ได้กำไรเข้ามาเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งก็ส่งผลให้เมืองดีทรอยต์กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้นไป

รวมถึงทำให้อเมริกากลายเป็นประเทศที่สามารถผลิตรถยนต์ออกมาได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกด้วย

ทุกคนได้ผลประโยชน์ ทุกคนมีความสุข โดยที่ไม่รู้ว่า เงามืดกำลังคืบคลานเข้ามาช้าๆ

 

ภาพพนักงาน Ford กำลังปรับจูน Mustang ในปี 1967

 

แต่ความรุ่งเรืองของเมืองดีทรอยต์กลับไม่จีรัง

เมื่อเข้าสู่ยุค 1970 สหรัฐฯ เริ่มประสบกับอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งวิกฤติราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการถูกรุกรานจากผู้ผลิตรถยนต์ที่มาแรงอย่าง “ญี่ปุ่น”

ณ เวลานั้น ต้องบอกว่าญี่ปุ่นมีศักยภาพการผลิตยานยนต์ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าอเมริกาเลย บวกกับค่าแรงของชาวญี่ปุ่นนั้นถูกกว่าที่อเมริกา

เป็นผลทำให้ญี่ปุ่นสามารถผลิตรถออกมาได้ดีกว่าอเมริกาเมื่อใช้ต้นทุนเท่ากัน

ประกอบกับตอนนั้นการผลิตรถของอเมริกาเน้นปริมาณ มากกว่าที่จะเน้นคุณภาพ

เมื่อคุณภาพของรถยนต์ญี่ปุ่นมีดีกว่าในราคาที่พอๆ กัน สหรัฐฯ จึงเสียส่วนแบ่งทางการไปให้กับญี่ปุ่นมากมายมหาศาล

Chrysler Corp บริษัทที่เล็กที่สุดใน 3 ยักษ์ใหญ่ ถึงกับถูกตัดสินให้ล้มละลายลงในปี 1979

และสุดท้าย อเมริกาก็เสียตำแหน่งประเทศที่สามารถผลิตรถยนต์ได้มากที่สุดให้แก่ญี่ปุ่นไปในปี 1980

 

ตอนนี้เงามืดเริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น

เป็นผลทำให้บริษัทรถยนต์สัญชาติอเมริกันทั้งหลายเริ่มประสบภาวะขาดทุน เริ่มมีการไล่พนักงานออกและปรับลดค่าแรง

ชาวดีทรอยต์เริ่มตกงาน และมีฐานะยากจน ดีทรอยต์กลายเป็นเมืองที่เกิดอาชญากรรมสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเมืองอื่นๆ ในสหรัฐฯ ถึง 5 เท่า

เมื่อสภาพสังคมไม่ดี ก็เป็นผลให้ประชากรเริ่มไหลออกจากดีทรอยต์ไปอาศัยอยู่ที่อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

จากที่ดีทรอยต์มีประชากรมากถึง 1.8 ล้านคนในปี 1950 กลับลดลงเหลือแค่ราว 700,000 คนในปี 2012

เมื่อประชากรลดลง เมืองก็ได้รับภาษีลดน้อยลง งบที่จะนำไปบริหารเมืองก็ลดลง คุณภาพชีวิตของประชาชนก็แย่ลงไปอีก นั่นเป็นผลกระทบที่ส่งต่อกันเป็นลูกโซ่

แย่ถึงขั้นที่ว่า…

2 ใน 3 ของรถพยาบาลไม่สามารถใช้งานได้

การโทรเรียกตำรวจก็ต้องกินเวลาถึง 58 นาที (ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทุกเมืองจะอยู่ที่ 47 นาที)

ผู้คนยากจนและเกิดปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์มากที่สุดในประเทศ

ทั้งหมดเป็นเหตุให้เมืองดีทรอยต์ติดหนี้ถึง 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นเมืองล้มละลาย ปิดตำนาน Motor City ในที่สุด

 

จากวันที่ Henry Ford ได้ก่อตั้งบริษัท Ford ขึ้นมา

ผ่านไป 50 ปี เมืองเข้าสู่จุดรุ่งเรืองสูงสุด ต่อมาอีก 50 ปี เมืองเข้าสู่จุดตกต่ำ

ถึงแม้ Motor City แห่งนี้จะต้องปิดตำนานลงไป

ความเจริญรุ่งเรือง สักวันหนึ่งก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความเปลี่ยนแปลง และผู้พ่ายแพ้ก็ต้องยอมรับต่อความสูญเสียนั้น

แต่ชื่อของเมืองดีทรอยต์นั้นก็ยังคงถูกใช้เพื่อแสดงถึงความรุ่งเรืองด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง…

 

 

แหล่งอ้างอิง: pbworkstheweek, theculturetrip, bangkokbiznews

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...