เช้าของวันที่ 11 ตุลาคมได้เกิดเรื่องฮือฮาขึ้นในแวดวงเทคโนโลยีและยานยนต์

เมื่อมีการประกาศว่าบริษัท Dyson ที่ก่อนหน้านี้บอกว่าจะลุยธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเต็มที่ ยกเลิกความพยายามที่จะสร้างรถออกมา หลังจากที่ทำการวิจัยอยู่นาน

แต่ทำไมเรื่องนี้ถึงทำให้ทุกคนประหลาดใจ!?

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ Dyson แบรนด์ที่ผู้คิดค้นได้รับการยกย่องในระดับสูง จากผลงานการคิดค้น ‘เครื่องดูดฝุ่น’ กันครับ

 

Sir James Dyson

 

Dyson เกิดขึ้นมาจากชายที่ชื่อว่า James Dyson หนุ่มชาวอังกฤษจากเมืองโครเมอร์

ย้อนกลับไปเกือบ 50 ปีก่อน Dyson รู้สึกไม่พอใจกับการทำงานเครื่องดูดฝุ่นที่มีถุงเก็บฝุ่น

เพราะมันไม่สมเหตุสมผลเลยที่เราดูดฝุ่นไปแล้ว แต่ฝุ่นก็จะฟุ้งงกระจายกลับมาอยู่ดีเมื่อเราต้องถอดถุงเก็บฝุ่นออกมาทิ้ง

อีกทั้งเมื่อถุงฝุ่นเต็ม แรงดูดของเครื่องดูดฝุ่นก็จะตกลง ทำให้ห้องไม่สะอาดอย่างที่ควรจำเป็น

Dyson จึงมีแนวคิดที่จะประดิษฐ์เครื่องดูดฝุ่นที่ไม่ต้องมีถุงเก็บฝุ่น เพราะมันจะสามารถทำให้ฝุ่นหายไป

การคิดนั้นอาจง่าย แต่เมื่อลงมือทำจริงแล้วเป็นอะไรที่ยากมาก

Dyson ลองผิดลองถูกอยู่หลายปี เขาสร้างเครื่องดูดฝุ่นต้นแบบขึ้นมากว่า 5,000 ชิ้น แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

หลังจากล้มเหลวอยู่นาน ในที่สุดเครื่องดูดฝุ่นไร้ถุงของเขาได้ออกมาประสบความสำเร็จจากเครื่องต้นแบบลำดับที่ 5,127

จากนั้น Dyson แบรนด์เครื่องดูดฝุ่นระดับโลกก็เกิดขึ้นมา

เครื่องดูดฝุ่นแบบไร้ถุงกลายเป็นนวัตกรรมสุดล้ำที่ใครๆ ก็ยอมจ่ายเงินซื้อไม่ว่ามันจะแพงแค่ไหน

(เครื่องดูดฝุ่น Dyson ในบ้านเรามีราคาอยู่ที่ 14,000 – 25,000 บาท)

ก่อนที่จะนำเทคโนโลยีไปแตกไลน์ออกมาเป็นของใช้อื่นๆ อีกมากมาย เช่น เครื่องฟอกอากาศ ไดร์เป่าผม เป็นต้น

ปัจจุบัน James Dyson เป็นมหาเศรษฐีลำดับที่ 116 ของโลกจากการจัดลำดับของบลูมเบิร์ก

ก่อนที่เขาจะได้รับการแต่งตั้งยศกลายเป็น Sir James Dyson ในปี 2007 จากการเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมระดับโลกและนำชื่อเสียงมาให้กับประเทศอังกฤษ

 

เครื่องดูดฝุ่นไร้ถุงจาก Dyson

 

เราได้รับรู้ความสำเร็จของ Dyson ไปแล้ว ก็ต้องวกกลับมาที่ส่วนของยานยนต์กันบ้าง

เมื่อเดือนสิงหาคม 2018 ทางด้าน James Dyson ได้ประกาศว่าเขาจะเข้าสู่ตลาด “รถยนต์ไฟฟ้า” 

การประกาศครั้งนี้ได้ทำให้ผู้ที่ติดตามวงการ เกิดความสนใจเป็นอย่างมาก

เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากรู้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นผลงานของนักประดิษฐ์เครื่องดูดฝุ่นสุดล้ำจะออกมาเป็นอย่างไร

หลังจากนั้น Dyson ก็เริ่มขยับเพื่อเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อน

– Dyson เริ่มโปรเจกต์ด้วยการเข้าซื้อ Sakti3 สตาร์ทอัพด้านแบตเตอรี่โซลิด-สเตท สัญชาติอเมริกา

– ทำการจ้าง Ricardo Reyes หัวหน้าทีมสื่อสารที่ทำงานกับ Tesla มาตั้งแต่ปี 2009

– ทุ่มเงินซื้อพื้นที่ลานบินขนาด 1,300 ไร่ เพื่อเปลี่ยนมันเป็นสถานีพัฒนาและวิจัยรถยนต์ไฟฟ้า

– ก่อนจะย้ายแผนกรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดมาที่สิงคโปร์ พร้อมกับทุ่มเงินมหาศาลสร้างโรงงานประกอบขึ้นมาในประเทศอาเซียนใกล้กับไทยนี่เอง

 

ภาพเรนเดอร์รถยนต์ไฟฟ้า Dyson ในจินตนาการ

 

ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี ทั้งเม็ดเงินมหาศาลที่ Dyson ลงทุน และวิสัยทัศน์ของ Sir James Dyson

จนกระทั่ง…

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 11 ตุลาคม 2019 ทุกสื่อได้รายงานว่า Sir James Dyson ได้สั่งปิดโปรเจกต์รถยนต์ไฟฟ้า!!

 

สาเหตุที่โปรเจกต์ถูกพับไปนั้น Sir James Dyson ได้เขียนเอาไว้ในอีเมล์ที่ส่งออกหาพนักงานเอาไว้ว่า..

ถึงแม้จะทำงานหนักยังไงแต่เขาก็ยังไม่เห็นหนทางที่จะทำให้รถออกมามีราคา ‘ถูก’ ได้เมื่อเทียบกับเงินที่ลงทุนไป

นอกจากนี้ หลายสื่อยังวิเคราะห์เพิ่มเติมเอาไว้ถึงเหตุผลที่โครงการดังกล่าวถูกพับเก็บเข้ากรุ อาจจะมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้

 

– ปกติค่ายรถยนต์ที่ถึงแม้จะเคยทำแต่รถยนต์น้ำมัน การจะเปลี่ยนมาทำรถไฟฟ้าก็แค่ต้องลงทุนกับแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าเพิ่มแค่นั้น

แต่กับ Dyson ที่ไม่ใช่บริษัทรถยนต์ พวกเขาต้องใช้งบวิจัยและพัฒนามหาศาลกว่าจะได้รถของตัวเองออกมา

 

– ปกติสินค้าของ Dyson จะมีราคาแพง ซึ่งสิ่งที่ทำให้แพงไม่ใช่ต้นทุนแต่เป็นค่า ‘นวัตกรรมสุดล้ำ’ ที่พวกเขาเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

แต่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพวกเขาไม่ใช่ผู้นำทางเทคโนโลยีในด้านนี้ หากทำรถออกมาแล้วประสิทธิภาพและราคาไม่สามารถสู้ Tesla หรือค่ายอื่นๆ จากยุโรปทั้ง BMW, Benz หรือ Volkswagen ได้ ทางฝั่ง Dyson ก็จะตกในที่นั่งลำบากแน่นอน

 

– และดูเหมือนว่า Sir James Dyson จะรู้ว่าถึงแม้เขาจะพยายามต่อไป สุดท้ายรถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขาอาจจะไม่ได้ดีไปกว่าค่ายที่ครองตลาดอยู่ตอนนี้ และไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเลย เขาจึงเลือกที่จะหยุดมันไว้ตรงนี้

 

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันได้อีกด้วย

เพราะปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีต้นทุนที่สูง ทำให้การขายรถยนต์ไฟฟ้ามีกำไรไม่สูง

เราได้เห็นสตาร์ทอัปจากจีนหลายค่าย ที่เติบโตมาพร้อมกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลจีน แต่พอรัฐบาลเลิกอุดหนุน ก็มีหลายบริษัทที่แทบจะล้มทั้งยืน

แม้แต่ Tesla เองก็ลำบากไม่น้อยกับการเป็นผู้ริเริ่ม เราจะเห็นข่าวที่พวกเขาขาดทุนอยู่บ่อยๆ ทำให้ Elon Musk ก็ต้องควักเงินส่วนตัวมาช่วยเสมอ

มีการวิเคราะห์ว่ากำไรที่ Tesla ขาย Model S และ Model X กลายมาเป็นเงินทุนช่วยในการผลิต Model 3 ที่มีราคาจำหน่ายถูกที่สุด

นั่นหมายความว่าการจะหากำไรจากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าในตอนนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก

และสำหรับ Dyson ถึงแม้ว่าพวกเขาจะล้มเหลวกับโปรเจกต์ครั้งนี้

แต่ก็อย่าลืมว่า Sir James Dyson ก็เคยล้มเหลวมาแล้วถึง 5,000 ครั้ง กว่าที่เขาจะสร้างเครื่องดูดฝุ่นไร้ถุงขึ้นมาได้

ในวันนี้ปัจจัยหลายๆ ด้านอาจจะยังไม่เป็นใจให้ Dyson ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า

แต่ในอนาคตข้างหน้า วันที่เทคโนโลยีพัฒนามาถึงจุดที่เป็นใจให้กับ Dyson พวกเขาอาจจะกลับมาสู้ในตลาดนี้อีกครั้งก็เป็นได้…

 

 

แหล่งอ้างอิง:

electrek.co/2019/10/10/dyson-billion-electric-car-project-over/

https://www.theguardian.com/technology/2019/jan/22/dyson-to-move-company-hq-to-singapore

https://www.forbes.com/sites/chuckjones/2019/09/27/the-mix-of-model-s-and-xs-vs-model-3s-will-be-critical-to-teslas-september-quarter/#2326d6096604

https://www.gq-magazine.co.uk/article/james-dyson-electric-car-interview-2018

Advertisement

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...