อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพราะในอนาคตข้างหน้า รถยนต์ไฟฟ้าอาจจะเข้ามาทดแทนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน

แต่ก็ยังมีรถบางประเภท อย่างเช่น การขนส่งด้วยรถบรรทุก ที่ยังไม่สามารถทดแทนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้

เพราะยานยนต์ไฟฟ้านั้นยังมีข้อจำกัดหลายอย่างที่อาจจะไม่เหมาะกับการขนส่งด้วยรถบรรทุก อย่างเช่น ระยะทาง ประสิทธิภาพ และการใช้งาน

 

 

แต่ล่าสุดประเทศเยอรมนี เป็นประเทศแรกที่เตรียมปฏิวัติการขนส่งด้วยรถบรรทุกในประเทศของพวกเขา

พวกเขาได้ริเริ่มโปรเจ็กต์ “eHighway” หรือ “ทางหลวงไฟฟ้า” เพื่อลดมลพิษที่ถูกปล่อยออกมาจากรถบรรทุก

โปรเจ็กต์นี้ไม่ได้สำเร็จด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ได้รับความร่วมมือจากทั้งกระทรวงสิ่งแวดล้อมเยอรมนี ประสานผ่าน Hesse Mobil หน่วยงานคมนาคมของแคว้น Hesse

รวมถึงความร่วมมือจากภาคเอกชนอย่าง Siemens บริษัทอุปกรณ์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ จนกลายมาเป็นโปรเจ็กต์มูลค่าหลายล้าน ที่มุ่งหวังการพัฒนาของประเทศ

และล่าสุด เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2019 รัฐบาลเยอรมนีได้ทำการเปิดทางหลวง eHighway แห่งแรกอย่างเป็นทางการ เพื่อทำการทดสอบโปรเจ็กต์นี้

 

 

มันทำงานอย่างไร

eHighway จะมีการติดตั้งเสาและสายไฟที่สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้า 670 โวลต์ ไปตลอดทางหลวง หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น กระแสไฟฟ้าจะตัดอัตโนมัติ และมีระบบป้องกันไม่ให้น้ำแข็งเกาะตัวในหน้าหนาว

รถบรรทุกที่ทำงานร่วมกับสายไฟ จะต้องเป็นรถบรรทุกแบบ Hybrid (ซึ่งพัฒนามาเป็นพิเศษ รายละเอียดจะอยู่ด้านล่าง) ที่ติดตั้งตัวนำไฟฟ้าอยู่บนหลังคารถ

และเมื่อรถบรรทุกจับสัญญาณจากสายไฟ eHighway ได้

ตัวนำไฟฟ้าจะขึ้นไปเชื่อมกับสายไฟโดยอัตโนมัติ โดยที่คนขับจะเลือกด้วยตัวเองก็ได้ ว่าจะให้ตัวนำไฟฟ้าของรถขึ้นไปเชื่อมกับสายไฟหรือไม่

โดยการจะเชื่อมต่อกับสายไฟนั้น จะทำได้ขณะใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม เท่านั้น

 

เมื่อเจอสายไฟ รถจะทำการจับสัญญาณ

 

ตัวนำไฟฟ้าบนหลังคาจะออกมา

 

จากนั้นก็เชื่อมกับสายไฟ และเปลี่ยนให้รถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า

 

เสาที่ให้พลังงานไฟฟ้าไปตลอดทางหลวง eHighway

 

วิดีโอโครงการ eHighway จาก Siemens

 

ไม่เพียงแค่รถจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้า แต่ระหว่างที่เชื่อมกับสายไฟ แบตเตอรี่ในตัวรถจะถูกชาร์จไปด้วย

เพื่อให้รถบรรทุกสามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าต่อได้ เมื่อออกจากเส้นทางหลวง eHighway ไปแล้วก็ตาม

และหากพลังงานไฟฟ้าหมด รถบรรทุกก็สามารถกลับไปใช้พลังงาน Hybrid ได้เหมือนเดิมอีกด้วย

ซึ่งทาง Siemens กล่าวว่า เทคโนโลยีนี้จะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายต้นทุนด้านพลังงาน ของรถบรรทุกที่หนัก 40 ตัน ไปได้ถึงเกือบ 700,000 บาทเลยทีเดียวในการวิ่งรถระยะประมาณ 100,000 กม.

และนอกจากนี้ไม่ต้องห่วงว่ารถบรรทุกจะทำการแซงกันไม่ได้ เพราะในวิดีโอที่ถูกปล่อยออกมาเผยว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

เพราะคนขับรถบรรทุกสามารถกดปุ่มสั่งให้เสารับไฟฟ้าพับลงก่อนจะทำการแซง และกลับมาเชื่อมต่อกับสายไฟอีกครั้งได้เมื่อเลี้ยวกลับเลนเข้ามา

 

การทดสอบ eHighway ของจริง

 

เยอรมนีเอาจริงด้าน eHighway

การทดสอบทางหลวง eHighway ระยะทาง 9.6 กม. นี้จะทำการทดสอบถึงปี 2022 จากนั้นจะตัดสินใจว่าจะขยายโปรเจ็กต์นี้ไปต่อหรือไม่

แต่มีโอกาสสูงที่โครงการนี้จะผ่าน เพราะจนถึงตอนนี้รัฐได้ลงทุนไปด้วยจำนวนเงินมหาศาลกว่า 14 ล้านยูโร หรือราวๆ เกือบ 500 ล้านบาท

(และนอกจากนี้ เยอรมันได้ทำการลงทุนเงินจำนวน 70 ล้านยูโร หรือราวๆ 2,400 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการสร้างรถบรรทุกไฮบริด โดยร่วมมือกับผู้ผลิตรถอย่าง Scania และ Volkswagen ค่ายดังในประเทศ)

 

ไม่เพียงแค่นั้น โครงการ eHighway กำลังถูกติดตั้งเพิ่มอีกสองที ที่แคว้น Schleswig-Holstein ทางตอนเหนือของประเทศ และอีกที่หนึ่งอยู่ที่แคว้น Baden-Württemberg ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

Roland Edel หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของ Siemens ได้กล่าวถึงโปรเจ็กต์นี้ว่า “เทคโนโลยีนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการพยายามลดมลพิษจากอุตสาหกรรมการขนส่งในเยอรมนี”

นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมของเยอรมนี ก็เพิ่งจะตีพิมพ์แผนงานศึกษาที่เผยว่า 80% ของการขนส่งด้วยรถบรรทุกจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าในอีกไม่นานนี้

พวกเขากล่าวว่าต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจากปี 1990 ให้ได้ 40% ภายในปี 2020

55% ภายในปี 2030

และขึ้นไป 95% ให้ได้ภายในปี 2050

 

รถบรรทุก Hybrid ที่เยอรมนีลงทุนสร้างไปถึง 70 ล้านยูโร

 

หากเยอรมนีทำโครงการนี้สำเร็จจริงๆ และมีผลงานออกมาชัดเจนว่าสามารถลดมลพิษได้ เราอาจจะได้เห็นโปรเจ็กต์นี้ถูกเผยแพร่ไปอีกหลายประเทศ

นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ในยุคที่โลกกำลังขับเคลื่อนด้วยยานยนต์พลังงานไฟฟ้า มาแทนที่พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล

ผู้อ่าน MagCarZine คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ สามารถร่วมแชร์ความเห็นพูดคุยกันต่อในคอมเม้นต์ได้เลยนะครับ…

 

ที่มา: dw, businessinsider

Advertisement

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...