ในปัจจุบันหากจะพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้าคงจะไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นสักเท่าไหร่ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนมันกลายเป็นเรื่องปรกติไปสำหรับพวกเราแล้ว

และเมื่อเกิดการพัฒนาไปข้างหน้าเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่ตามมาก็การนำเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ในวงการอื่น ที่มากกว่าการเป็นรถยนต์บรรทุกผู้โดยสารไปมาเท่านั้น

ซึ่งในบทความพิเศษชิ้นนี้ Magcarzine.com จะพาคุณผู้อ่านไปพบกับประโยชน์ของเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ถูกนำไปใช้กับรถขนาดใหญ่ ซึ่งมันอาจจะทำให้เกิดประโยชน์ด้านอื่นๆ ตามมาอีกมากเช่นกัน…

 

 

เทคโนโลยีแบตเตอรี่ ลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง

ก่อนที่เราจะพูดถึง “รถใหญ่” เรามาพูดเรื่องข้อจำกัดด้านแบตเตอรี่กันเสียก่อน

แบตเตอรี่ คือเทคโนโลยีที่โดนค่อนขอดว่าเป็น “ข้อจำกัด” ของการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้ามาโดยตลอด

แต่ในระยะหลังการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก จนนำไปสู่การผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ที่มีขนาดใหญ่ขึ่น และสามารถเดินทางได้ไกลขึ้น

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ เมื่อแบตเตอรี่มีขนาดความจุที่มากขึ้น ทำให้การออกแบบรถที่สามารถวิ่งระยะทางได้ไกลนั้นไม่ใช่ปัญหานั่นเอง

 

 

และด้วยเหตุนี้เองในช่วงที่ผ่านมาเราจึงเห็นค่ายรถหลายค่ายเปิดตัวรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น

Tesla Semi รถบรรทุกจาก Tesla ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของระยะทาง ที่สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร/การชาร์จไฟหนึ่งครั้ง

หรือค่ายรถยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีอย่าง Daimler เตรียมปล่อยรถบรรทุกไฟฟ้าอย่าง Mercedes-Benz Future Truck ในปี 2025

 

Mercedes-Benz Future Truck

 

นอกจากนี้การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ายังถูกนำไปใช้กับรถขนาดใหญ่ประเภทอื่น ให้มาทำงานภายในเมืองได้อีกด้วย อย่างเช่น รถเก็บขยะ พระเอกในเมืองใหญ่ที่ใครๆ หลายคนมองข้าม

รถเก็บขยะต้องทำงานทุกวัน และในแต่ละเมืองก็จะมีจำนวนรถเก็บขยะอยู่มหาศาล รวมๆ ทั้งโลกแล้ว แล้วก็ถือเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซพิษที่หนักหนาเอาการ

 

Volvo เปิดตัว “รถเก็บขยะพลังงานไฟฟ้า”

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2019 ที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศรายงานข่าวการเปิดตัว Mack LR BEV รถเก็บขยะพลังงานไฟฟ้าจากบริษัท Mack ผู้ผลิตรถบรรทุกสัญชาติอเมริกัน

(ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Volvo ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากสวีเดน)

 

Mack LR BEV

 

LR BEV เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากรถในรุ่น LR Model ของทางค่าย โดยปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียมแบบ NMC (NICKEL MANGANESE COBALT OXIDE) ที่ให้กำลังสูง เก็บพลังงานได้มาก มีอายุการใช้งานได้ยาวนาน

รถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวให้กำลังรวมกันมากถึง 496 แรงม้า ซึ่งมีจุดเด่นที่เน้นการดูแลรักษาง่าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รถเก็บขยะพลังงานไฟฟ้าคันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คอนเซปต์เท่านั้น โดยมันจะถูกสำนักงานเทศบาลของเมืองนิวยอร์กนำไปใช้งานจริงในปีหน้า

 

วิดีโอสาธิตเจ้ารถเก็บขยะพลังงานไฟฟ้า

 

อย่างไรก็ตามไม่ได้มีแค่ Volvo เท่านั้นที่พยายามจะนำเสนอเทคโนโลยีนี้ แต่ค่ายรถจากจีนอย่าง BYD เองก็ผลิตรถแบบเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน

(อ่านเพิ่มเติม ไปรู้จัก BYD บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีน ที่ใหญ่กว่า Tesla ถึง 3 เท่า เพียงแต่คุณอาจะไม่เคยได้ยินชื่อ…)

โดยรถเก็บขยะพลังงานไฟฟ้าจาก BYD นั้นมีอยู่ 2 รุ่นด้วยกันคือ BYD Class-6 และ BYD Class-8 

แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะทำให้ Volvo ก้าวนำคู่แข่งไปหนึ่งก้าวก็คือ ความพยายามในการพัฒนารถเก็บขยะพลังงานไฟฟ้า ที่เพิ่มเทคโนโลยีไร้คนขับเข้าไป!!

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 ค่ายรถสวีเดนรายนี้เคยนำเสนอเทคโนโลนี “รถเก็บขยะแบบไร้คนขับ” ซึ่งเป็นความร่วมมือกับบริษัทรีไซเคิลบ้านเกิด และได้ทำการทดสอบการทำงานของมันในเขตเมืองด้วย

โปรเจกต์ดังกล่าวเป็นการทดสอบว่ารถเก็บขยะพลังงานไฟฟ้าไร้คนขับ สามารถทำงานได้มีประสิธิภาพมากแค่ไหน และสามารถส้รางความปลอดภัยบนท้องถนน รวมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

 

รถเก็บขยะสุดไฮเทคของทาง Volvo คันนี้ถูกออกแบบมาโดยเน้นที่ความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งตัวรถจะมีเซนเซอร์ตรวจจับรถ และวัตถุต่างๆ ที่เข้ามาในขอบเขต เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน

ส่วนเส้นทางในการทำงานของรถเก็บขยะนั้น จะมีการกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งรถก็เพียงวิ่งตามโปรแกรมที่ถูกระบุเอาไว้ เพราะเส้นทางวิ่งของรถขยะ ก็จะเหมือนกันในทุกๆ วัน

 

ถ้ายังไม่เห็นภาพ สามารถชมคลิปวิดีโอตัวนี้ประกอบครับ

 

สิ่งที่จะตามมาหากพลังงานไฟฟ้า ถูกนำมาใช้กับรถในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย

นอกเหนือจากความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ประโยชน์ที่จะตามมาหากมีการนำรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในเชิงพาณิชย์ก็คือ การช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ

Tesla เคลมว่าหากผู้ประกอบการหันมาใช้ รถบรรทุกไฟฟ้า Tesla Semi ของพวกเขาจะสามารถช่วยประหยัดต้นทุนทางด้านเชื้อเพลิงได้มากกว่า 6,000,000 บาท และจะคืนทุนภายใน 2 ปีด้วยซ้ำ

 

ไม่เพียงเท่านี้ประโยชน์อีกด้านหนึ่งที่คุณผู้อ่านอาจจะคาดไม่ถึงนั่นก็คือ การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ยังช่วยลดปัญหามลพิษทางเสียงได้อีกด้วย

เนื่องจากเครื่องยนต์ไฟฟ้าที่ทำงานได้เงียบกว่าเครื่องยนต์แบบเดิม

ยกตัวอย่างง่ายๆ กับรถเก็บขยะ เมื่อเสียงรบกวนไม่ใช่ปัญาหา คราวนี้เทศบาลก็สามารถดูแลความสะอาดเมืองในเวลากลางคืนได้ ไม่ต้องรอให้ถึงช่วงเช้าตรู่อีกต่อไป

 

 

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการพัฒนายานยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้านั้น ส่งผลต่อหลายๆ วงการไม่น้อยเลยทีเดียว

และหากในอนาคตหากเราสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจากยานพาหนะ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ลงได้ เชื่อแน่ว่า “เมืองสีเขียว” ที่หลายคนใฝ่ฝันคงอยู่ไม่ไกลแน่นอน…

 

ที่มา autoblog, en.byd, tesla, macktrucks, cleantechnica, volvogroup

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!