เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้เห็นข้อความว่ารถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่เหมาะกับประเทศไทย ด้วยเหตุผลว่า “อากาศร้อนไม่ดีกับแบตเตอรี”

ซึ่งความคิดที่ว่านั้น เป็นความคิดที่ค่อนข้างจะเข้าใจผิดไปเล็กน้อย

เพราะเรารู้กันดีว่ารถยนต์ไฟฟ้ายังไม่แพร่หลายนักในประเทศไทยด้วยหลายๆ สาเหตุ ทั้งข้อบังคับด้านภาษี และราคาของรถ จึงอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปบ้าง

วันนี้เราจึงอยากจะพาผู้อ่านทุกท่านไปทำความเข้าใจกับ “แบตเตอรี่” กันให้มากขึ้น และรวบรวมเหตุผลมาพิสูจน์ว่า “อุณหภูมิ” นั้นมีผลกับแบตเตอรี่อย่างไร

 

 

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักแบตเตอรี่ในรถยนต์เบื้องต้น

ปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นในตลาดจะใช้แบตเตอรี่เหมือนๆ กันก็คือแบตแบบ Lithium-ion (ลิเธียม-ไอออน)

ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในอุปกรณ์อย่าง สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน๊ตบุ๊ค หรือกล้องถ่ายรูป แทบทุกรุ่นในปัจจุบันนี้

ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันหันมาใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้ ก็เป็นเพราะหลายปัจจัย

อย่างเช่น น้ำหนักเบา, จ่ายไฟคงที่อยู่ตลอดเวลาแม้แบตเตอรี่ต่ำ, ชาร์จไฟได้นิ่งและไวกว่าแบตชนิดอื่น และ มีอายุการใช้งานที่นานกว่าแบตชนิดอื่น

 

แบตเตอรี่ Lithium-ion ในสมาร์ทโฟน

 

ซึ่งแบตดังกล่าว จะต่างจากแบตที่เราคุ้นเคยกันใต้ฝากะโปรงรถยนต์

ในขณะที่แบตเตอรี่ที่ถูกติดตั้งอยู่ในรถยนต์ทั่วไปทุกวันนี้ ที่เอาไว้ใช้สตาร์ทรถ-ป้อนไฟให้แอร์ กระจก หรือ เครื่องเล่นวิทยุ คือแบตเตอรี่แบบ Lead-acid (ตะกั่วกรด)

เมื่อเทียบกับแบตแบบ Lithium-ion แล้วจะมีน้ำหนักมากกว่า ให้กำลังไฟที่น้อยกว่า (ถ้าขนาดแบตเท่ากัน)

แต่ข้อดีของแบตชนิดนี้คือมีราคาถูกกว่า Lithium-ion เยอะมาก

 

แบตเตอรี่แบบ Lead-acid หรือตะกั่วกรด

 

ด้วยการที่รถยนต์น้ำมันนั้น จะพึ่งพาไฟฟ้าไม่มากเท่าไหร่นัก จึงติดตั้งเป็นแบบ Lead-acid

แต่กลับกัน รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ก็ทำให้ต้องใช้แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion ที่เป็นแบตที่เหมาะสมกับการใช้งานที่สุด

(และมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้รถประเภทนี้มีราคาสูงด้วย เพราะต้นทุนการผลิตแบต Lithium-in ปัจจุบันยังสูงอยู่)

 

แบตเตอรี่ Lithium-ion ที่อยู่ในรถยนต์ไฟฟ้า

 

มาเข้าเรื่อง อุณหภูมิ มีผลต่อ แบตเตอรี่ อย่างไร?

ถ้าจะเอาแบบสรุปง่ายๆ เลยก็คือ แบตเตอรี่ Lithium-ion ไม่ชอบอากาศหนาว

อากาศเย็น หรือที่เรียกทางการหน่อยว่าอุณหภูมิต่ำ จะส่งผลเสียแก่ผู้ใช้งานแบตชนิดนี้หลายอย่าง ทั้ง การใช้งานรถจะแบตหมดไวขึ้น และชาร์จแบตเข้าช้าลง 

กลับกัน อากาศร้อน จะทำให้แบต ชาร์จได้ไวขึ้น และประหยัดพลังงานมากขึ้น

ซึ่งสิ่งที่ทำให้สาเหตุนี้ขึ้น เราก็ต้องเจาะเข้าไปดูถึงหลักการของเคมี (ซึ่งเราจะพยายามอธิบายให้เข้าใจแบบง่ายที่สุด…)

ภายในแบตเตอรี่นั้น จะมีสารเคมีอยู่หลายชนิด ซึ่งการทำงานของแบตเตอรีนั้่น

คือการทำให้โมเลกุลของสารเคมีนั้นเคลื่อนที่ไปตามขดลวด ไปหาอีกสารเคมีเพื่อทำปฏิกิริยาใส่กัน

ซึ่งอุณหภูมิที่สูง จะช่วยให้โมเลกุลเคลื่อนที่เข้าหากันได้มากขึ้น การทำปฏิกิริยาทางเคมีก็มากขึ้น

ผลคือแบตเตอรี่จะส่งพลังงานไปให้ใช้งานได้มากและคุ้มค่าที่สุด รวมถึงการชาร์จไฟเข้าไปในแบตเตอรี่ก็ทำได้ไวขึ้น

 

ในทางกลับกัน อากาศที่อุณหภูมิน้อยกว่า(หนาวกว่า) จะทำให้การเคลื่อนที่ของโมเลกุลลดลง ซึ่งก็ส่งผลให้เกิดการทำปฏิกิริยาทางเคมีลดลง

ก็ส่งผลให้แบตเตอรี่ส่งพลังงานไปให้ใช้งานได้ลดลง และการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ก็จะทำได้ช้าลงด้วยนั่นเอง

 

 

 

ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion อย่างเดียว แต่รวมถึงแบตเตอรี่แบบ Leac-acid ด้วย

จะเห็นได้ว่าบางครั้งที่เกิดเหตุการณ์สตาร์ทรถไม่ติดนั้น ก็อาจเกิดขึ้นเพราะแบตเตอรี่มีอุณหภูมิต่ำเกินไปจนส่งพลังงานมาสตาร์ทรถไม่ติดนั่นเอง

 

 

 

อุณหภูมิ ส่งผลกับรถยนต์ไฟฟ้ามากน้อยแค่ไหน?

ขอยกตัวอย่างจาก คุณตาม Bjorn Nyland ยูทูบเบอร์สายรถยนต์ไฟฟ้าชาวไทยที่โด่งดังมากในวงการ

(ใครที่ไม่รู้จักเขาติดตามได้ที่บทความ : เปิดใจ Bjørn Nyland ยูทูบเบอร์รถไฟฟ้าคนไทย ดังไกลจนฝรั่งยอมรับ (Tesla ยังส่งรถให้ใช้ฟรี!!))

 

ภาพจากช่อง Youtube : Teslabjorn Thai

 

จากภาพด้านบน คุณตามได้ทำการทดสอบกับ Tesla Model 3 ของตัวเองว่าอุณหภูมิที่แตกต่างกันนั้นมีผลอย่างไรกับประสิทธิภาพของรถซึ่งแบ่งเป็นหัวข้อดังนี้

SoC (State of Charge) = แบตเหลือกี่ % ตอนเก็บข้อมูล

Temp = อุณหภูมิของแบตตอนเก็บข้อมูล

Max Discharge = รถสามารถดึงพลังจากแบตเตอรี่มาได้เท่าไหร่

Max Regen = รับพลังงานจากการ Regen เข้ามาได้สูงสุดเท่าไหร่

Chargin = รับกระแสชาร์จไฟได้สูงสุดเท่าไหร่

 

ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากข้อมูลว่าอากาศเย็น ส่งผลให้ประสิทธิภาพของรถยนต์ไฟฟ้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ยกตัวอย่างจาก รถที่มีแบต 70% และในแบตมีอุณหภูมิที่ 14 องศา สามารถดึงพลังจากแบตไปใช้ได้ 301 kW รีเจนแบตกลับได้ 27 kW และชาร์จไฟเข้าได้แค่ 19 kW

ในขณะที่ แบตที่มีอุณหภูมิ 58.5 องศา สามารถดึงพลังจากแบตไปใช้ได้ 433 kW รีเจนแบตกลับได้ 85 kW และชาร์จไฟเข้าได้ถึง 80 kW

นั่นหมายความว่าในเมืองไทยที่มีอากาศร้อนอยู่เกือบทั้งปีนั้น คือสภาพแวดล้อมที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตลอดทั้งปีเลยนั่นเอง….

 

ใครที่อยากศึกษาเพิ่มสามารถเข้าไปดูเพิ่มได้ในวิดีโอตัวเต็มขอ

 

และนี่ก็เป็นสรุปข้อมูลของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า ว่าเหมาะสมกับเมืองไทยหรือไม่ และคำอธิบายว่าอุณหภูมินั้นส่งผลต่อการทำงานของแบตเตอรี่อย่างไร ซึ่งเราพยายามอธิบายออกมาให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด

หากผิดพลาดจุดใดโดยเฉพาะในด้านของความรู้ด้านเคมี ก็สามารถช่วยเสริมได้เลยนะครับ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็น้อยครับ…

 

เรียบเรียงโดย : จิตริน พฤกษางกูร

Advertisement

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...