เมื่อไม่กี่วันก่อน ทางเว็บ MagCarZine ได้นำเสนอข่าวที่อาจจะส่งผลกระทบต่อวงการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในบ้านเราและในแถบอาเซียนอยู่พอสมควร

นั่นคือการที่ Toyota ประกาศลงทุน 61,000 ตั้งฐานพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่ประเทศ “อินโดนิเซีย”

ทำไมค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น จึงอธิบายถึงเหตุผลที่เลือกอินโดนิเซีย ว่าเป็นเพราะ “รัฐบาลให้การสนับสนุนและมีแผนระยะยาวสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า”

วันนี้เราจึงจะพาไปไขคำตอบว่า “นโยบายการสนับสนุน EV ของอินโดนิเซีย” เป็นอย่างไร ถึงทำให้ต่างชาติกล้าเข้าไปลงทุนครับ…

 

 

“20% ของจำนวนยานยนต์ทั้งหมดที่ถูกผลิตออกมาในอินโดฯ จะต้องเป็น EV ภายในปี 2025”

เมื่อเดือนมกราคม 2019 รัฐบาลอินโดนิเซียได้ประกาศว่าจะสนับสนุน EV อย่างเต็มตัว

โดยตั้งเป้าว่าผู้คนในประเทศจะต้องหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นกว่าปัจจุบัน

แต่เนื่องจากในปัจจุบัน ราคาของ EV ในประเทศอินโดนีเซีย ยังแพงกว่ายานยนต์น้ำมันอยู่ประมาณ 30%

รัฐจึงต้องหาวิธีทำให้ EV ถูกลง นั่นก็คือ… การที่ต้องทำให้มันถูกผลิตในประเทศ

หาก EV ถูกผลิตในประเทศ นอกจากจะทำให้คนหันมาใช้มากขึ้นเพราะราคาถูกลงแล้ว อินโดนีเซียจะได้ประโยชน์จากการส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

ประจวบกับการที่อินโดนิเซียมีแร่ศิลาแลงอยู่เป็นจำนวนมากมายมหาศาลอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในกลางประเทศ ซึ่งเจ้าแร่ตัวนี้มันคือส่วนประกอบหลักในแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออนที่เป็นขุมพลังให้กับ EV

ทำให้พวกเขาได้เปรียบยิ่งขึ้นไปอีกกับการผลักดัน EV

 

รัฐจึงทำการปรับนโยบายด้านภาษีดังนี้…

– ตัดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยจากเดิม 40% ออกจากยานยนต์ไฟฟ้า

– ปรับลดภาษีนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าจาก 40% เหลือ 5%

– ละเว้นภาษีพิเศษให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่

– และยิ่งผู้ผลิต ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ปล่อยไอเสียน้อยเท่าไหร่ รัฐก็จะยิ่งลดภาษีให้มากขึ้น

จากนโยบายที่ปรับออกมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2025 จำนวนยานยนต์ทั้งหมดที่ถูกผลิตออกมาในอินโดนีเซีย..

20% ของจำนวนทั้งหมดจะต้องเป็น EV หรือยานยนต์ไฟฟ้านั่นเอง

 

 

ค่ายรถจึงให้ความสนใจ

นอกจากจะปรับเปลี่ยนโยบายเพื่อสนับสนุน EV อย่างเต็มตัวแล้ว รัฐก็ไม่ได้อยู่นิ่งรอให้ผู้ผลิตเข้ามาหาอย่างเดียว

พวกเขาเป็นฝ่ายที่ออกไปเจรจากับค่ายรถยนต์เองด้วยเช่นกัน เพื่อให้ EV เติบโตขึ้นอย่างไวที่สุด

รู้หรือไม่ว่า… ก่อนมีการปรับนโยบายในเดือนมกราคม ได้มีรายงานออกมาตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม 2018 ว่า Hyundai ตอบตกลงเตรียมจะสร้างโรงงานผลิต EV ไปเป็นที่เรียบร้อย

โดยค่ายรถยนต์จากเกาหลีใต้จะลงทุนเงินจำนวน 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวๆ 28,000 ล้านบาท

ทางการอินโดฯ เผยว่าโรงงานแห่งนี้มีกำลังผลิตสูงสุดที่ 250,000 คันต่อปี

โดย 53% จะถูกส่งออกขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย ส่วนอีก 47% จะขายในประเทศ

 

ไม่เพียงแค่ค่ายเกาหลี ก่อนหน้านี้ Mitsubishi Motors ก็ได้เข้ามาร่วมศึกษาและวิจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อ EV (เช่นสถานีชาร์จไฟ) ร่วมกับรัฐบาลอินโดฯ ไปแล้วด้วย

 

 

ในการประกาศแผน EV เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้เผยกับสื่อว่า นอกเหนือจาก Hyundai ที่ประกาศลงทุนไปก่อนแล้ว

ทางอินโดฯ ยังได้พูดคุยกับค่ายรถจากญี่ปุ่น และเกาหลีใต้หลายเจ้าถึงความเป็นไปได้ให้พวกเขาเข้ามาตั้งฐานผลิต EV แต่ไม่ได้เผยชื่อค่ายออกมา

จนกระทั่งความฮือฮาก็มาถึง

เพราะค่ายที่ประกาศลงทุนต่อจาก Hyundai คือ Toyota หนึ่งในค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลก ตามที่เรากล่าวไปตอนเริ่มบทความ

 

 

EV ที่ว่าไม่ใช่แค่ “รถยนต์ไฟฟ้า”

หากผู้อ่านสังเกตุ จะเห็นว่าบทความนี้จะใช้คำว่า “ยานยนต์ไฟฟ้า” และ “EV” ไม่ใช้คำว่า “รถยนต์ไฟฟ้า”

เพราะรัฐบาลอินโดนีเซียนั้นไม่ได้สนับสนุนแค่รถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวแต่รวมถึง “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ด้วย

อินโดนีเซียคล้ายกับบ้านเราตรงที่ มีผู้ใช้มอเตอร์ไซค์เยอะกว่ารถยนต์หลายเท่า

เพราะฉะนั้นการจะสนับสนุนให้เกิดขึ้นมาแต่รถยนต์ไฟฟ้า ค่าไอเสียที่ปล่อยออกมาก็จะไม่ลดลงอยู่ดีหากไม่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้งาน หรือง่ายกว่านั้นก็คือ การผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าด้วย

Gesits คือชื่อแบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่อินโดฯ ได้สร้างขึ้นมาเอง โดยชิ้นส่วนทุกชิ้นในมอเตอร์ไซค์จะถูกผลิตในประเทศทั้งหมด และมีราคาเริ่มต้นแค่ราวๆ 44,000 บาท

มันเพิ่งจะเปิดวางขายอย่างเป็นทางการหมาดๆ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยมีประธานาธิปดี Joko Wokoko ได้ให้เกียรติทดลองขับในงานเปิดัวอีกด้วย

ประธานาธิบดี Joko เผยว่าหากคนเปลี่ยนมาใช้ EV ประเทศจะสามารถประหยัดเงินไปได้ถึง 1.68 ล้านล้านบาท ซึ่งนั่นเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลย

รัฐจึงจริงจังอย่างมากกับการสนับสนุน EV ให้เติบโตขึ้นในประเทศมากยิ่งขึ้น

 

 

อนาคตของ EV ในอินโดนิเซีย

ด้านตลาดในประเทศ

การจะทำให้คนตัดสินใจเปลี่ยนจากรถยนต์น้ำมันมาใช้ EV นั้น ไม่เพียงแค่ต้องทำราคาให้ถูกลงมาเท่านั้น แต่มีปัจจัยสำคัญอีกอย่าง

เว็บไซต์ Market Research Indonesia ได้ทำการสำรวจผู้ใช้รถยนต์อย่างละ 100 คนเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าและได้พบว่า

 

54% ไม่รู้ว่ามียานยนต์ไฟฟ้าจำหน่ายในประเทศแล้ว

และมีการสอบถามถึงมุมมองด้านบวกและด้านลบที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้าดังนี้

ด้านบวก

– พลังงานที่ใช้

– ค่าบำรุงรักษาที่ถูก

– รูปลักษณ์ภายนอก

– ขนาดของตัวรถ

 

ด้านลบ

– ระยะทางที่วิ่งได้

– ราคา

– สถานีชาร์จไฟ

 

 

กลับกันจากรถยนต์ไฟฟ้า ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ 63% รู้ว่ามีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขายในประเทศ

ส่วนมุมมองด้านบวกและด้านลบต่อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีรายละเอียดดังนี้

ด้านบวก

– พลังงานที่ใช้

– ค่าบำรุงรักษาที่ถูก

– ราคา

ด้านลบ

– ระยะทางที่รถวิ่งได้

– รูปลักษณ์ภายนอก

– สถานีชาร์จไฟ

– ขนาดของรถ

 

สรุปเราได้อะไรจากกราฟด้านบน..!?

จากผลสำรวจนี้จะเห็นได้ว่าด้านลบต่อ EV ที่ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์และรถยนต์เห็นตรงกันคือ “สถานีชาร์จไฟ” และ “ระยะทางที่รถวิ่งได้”

ซึ่งตรงจุดนี้ก็เป็นโจทย์ของรัฐบาลที่นอกจากจะสนับสนุนให้เกิด EV แล้ว ต้องมีสถานีชาร์จไฟรองรับมากเพียงพอ

เมื่อมีสถานีชาร์จที่เพียงพอ พวกเขาก็จะหมดห่วงว่ารถจะทำระยะทางไปถึงจุดหมายได้ไหม เพราะถ้าหากไม่พอ ก็สามารถเข้าไปเติมในสถานีชาร์จได้

ถ้าหากรัฐบาลอินโดฯ สามารถทำตรงจุดนี้ได้ คาดว่าจำนวน EV ที่อินโดฯ เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอนครับ

 

 

ด้านการส่งออกรถยนต์

ปัจจุบัน ในทีวปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีฐานการผลิตส่งออกรถยนต์ใหญ่มาก (รองจากไทย)

เพราะรถยนต์ที่นิยมจนค่ายรถยนต์ต้องมาตั้งโรงงานผลิตขายในประเทศรวมถึงส่งออกคือรถประเภท MPV

ส่วนไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถรถกระบะ ซึ่งรถกระบะนั้นเป็นที่นิยมไปทั่วโลกมากกว่ารถ MPV

แต่คำถามก็คือ.. ถ้าหากอินโดฯ กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตของ EV ล่ะ?

ยานยนต์ไฟฟ้าจากอินโดฯ ก็จะส่งออกไปที่ออสเตรเลียเป็นหลัก รวมถึงทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคาดว่าจะรวมไทยเข้าไปด้วย

ถึงตอนนั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่อินโดฯ อาจจะสามารถขึ้นมาเทียบชั้นกับไทย ในด้านยอดการส่งออกก็เป็นได้

 

 

แม้ในวันนี้จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ จากทั้งค่ายรถเกาหลี และค่ายรถญี่ปุ่นรายใหญ่

แต่สุดท้ายแล้ว.. แผนนโยบายการผลักดัน EV ของอินโดนีเซียจะสำเร็จหรือไม่?

ประชาชนจะหันมาใช้ EV มากขึ้นภายในปี 2025 ตามที่รัฐวางแผนไว้หรือไม่?

ผลลัพธ์ยังไม่อาจคาดเดาได้ ซึ่งเราก็ต้องติดตามดูกันต่อไปในอนาคตครับ

 

 

แหล่งอ้างอิง: marketresearchindonesia, reuters, globalfleet, indonesia-investments, theinsiderstories,

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...