พาส่องประเทศที่มีนโยบาย “แจกเงินสนับสนุน” ให้คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า พวกเขาทำอย่างไรบ้าง!?

ปัจจุบัน มีหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้คนในประเทศหันมาใช้ “ยานยนต์ไฟฟ้า” มากขึ้น

สาเหตุหลักเลยก็คือ หลายประเทศต้องการที่จะทำให้จำนวนมลพิษไอเสียของประเทศลดลงให้เป็น 0 ในอนาคตให้ได้เป็นผลสำเร็จ

แต่การจะจูงใจให้คนส่วนมากที่ขับรถยนต์น้ำมันแบบดั้งเดิมมาตลอดชีวิต หันมาจับรถยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกกันว่า EV ได้นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ

หลายประเทศที่หวังจะให้ EV เติบโตขึ้น จึงต้องผลักดันและจูงใจประชาชนด้วยการออกนโยบายสนับสนุนต่างๆ นานา

ไม่ว่าจะเป็นการ ลดหย่อนภาษี สิทธิพิเศษต่างๆ ที่ผู้ใช้รถ EV จะได้รับ รวมไปถึง “เงินสนับสนุน” เช่นกันครับ

 

เงินสนับสนุนคืออะไร?

เงินสนับสนุนคือเงินที่รัฐจัดสรรค์ไว้เพื่อนำมาสมทบให้ผู้ซื้อ EV

ยกตัวอย่างเช่น หากค่ายรถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาวางขายในตลาดและตั้งราคาไว้ที่ 900,000 บาท

หากค่ายรถมีนโยบายจำสนับสนุนเงินเป็นจำนวน 100,000 บาท สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

นั่นหมายความว่าผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 800,000 บาท ส่วนรัฐก็จะออกเงินส่วนต่างที่ 100,000 บาท ไปให้กับค่ายรถโดยตรง

เป็นนโยบายที่แม้จะมองว่ารัฐต้องมาจ่ายเงินแทนคนซื้อ และเงินไปเข้ากระเป๋าบริษัทใหญ่ที่ได้ประโยชน์

แต่เมื่อซื้อ EV ได้ในราคาที่ถูกลง ยอดขายก็จะดีมากขึ้น คนใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าก็จะเติบโตขึ้นนั่นเอง

 

 

ทำไมถึงต้องมีการสนับสนุนเงิน?

ในตอนนี้ ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกตั้งมาจากโรงงานผลิตยังค่อนข้างแพงกว่ารถยนต์น้ำมันอยู่พอสมควร

เมื่อเจอภาษีของแต่ละประเทศเข้าไปอีก จึงทำให้รถยนต์ไฟฟ้าราคาพอๆ กับรถยนต์ใช้น้ำมัน หรือบางประเทศอาจจะแพงกว่าถึงสองเท่า

ด้วยการที่หลายคนยังกังวลเรื่องระยะทางที่รถจะวิ่งได้ รวมถึงเวลาในการชาร์จไฟ ที่ใช้เวลานานกว่าการเติมน้ำมันราวฟ้ากับเหว

หากรถยนต์ไฟฟ้ามีราคาเทียบเท่ากับรถยนต์น้ำมัน ตัวเลขของผู้ที่เปลี่ยนมาใช้ EV ก็จะเติบโตน้อยลง

นโยบายเงินสนับสนุน จึงเกิดขึ้นมาในหลายๆ ประเทศ เพื่อให้ประชาชนเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่ถูกลง

และเมื่อส่วนแบ่งการตลาดของ EV มากขึ้นเรื่อยๆ แผนระยะยาวในการทำให้ค่าไอเสียเป็น 0 ก็จะยิ่งสำเร็จได้ไวยิ่งขึ้น

 

แล้วมีประเทศไหนบ้างที่มีการสนับสนุน EV ด้วยเงินสนับสนุน วันนี้ MagCarZine จึงหาข้อมูลมายกตัวอย่าง พาผู้อ่านไปดูพร้อมๆ กันครับ

 

อังกฤษ

เริ่มจากอังกฤษ พวกเขาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผลักดัน EV อย่างเต็มที่ เนื่องจากพวกเขามีแผนที่จะทำให้ค่าไอเสียเป็น 0 ภายในปี 2050 ให้ได้

ภาครัฐมีนโยบาย ออกเงินสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รถตู้ไฟฟ้า แท็กซี่ไฟฟ้า หรือกระทั่งรถบรรทุก

แต่เราจะหยิบยกมาแค่ 2 ประเภทหลักๆ นั่นก็คือรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ที่คนจะคุ้นเคยมากกว่านะครับ

 

รถยนต์ไฟฟ้า

– เงินสนับสนุนจะจ่ายให้สูงสุดที่ 35% จากราคาเต็มของรถ แต่จำกัดวงเงินไว้สูงสุดที่ 3,500 ปอนด์ หรือราวๆ 135,000 บาท

โดยมีข้อแม้ว่า รถที่จะได้รับเงินสนับสนุนจะต้องทำระยะทางได้มากกว่า 112 กม. และปล่อยค่าไอเสียออกมาต่ำกว่า 50 กรัม/กม. 

ซึ่งรถที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าว รัฐได้ระบุไว้ชัดเจนว่ามีทั้งหมด 24 รุ่น ดังนี้ (ยังไม่รวม MG eZS ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว)

Source: gov.uk

 

สรุปง่ายๆ ก็คือ การซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่อังกฤษ จะได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 135,000 บาท ซึ่งเป็นเงินไม่น้อยเลยทีเดียว

MG eZS คือ EV คันล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวที่อังกฤษ

 

ทั้งนี้ รถยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริดนั้นถึงแม้จะผ่านเกณฑ์ที่ว่ามา ก็จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐเน้นไปที่การสนับสนุน EV เสียมากกว่า

 

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

แม้ตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอาจจะไม่เติบโตเท่ารถยนต์ แต่ถ้าหากต้องการจะให้ค่าไอเสียจากยานพาหนะเป็น 0 ก็จำเป็นจะต้องจูงใจผู้ที่รักในรถ 2 ล้อหันมาใช้ EV ด้วยเช่นกัน

– เงินสนับสนุนจะจ่ายให้สูงสุดที่ 20% จากราคาเต็มของรถ แต่จำกัดวงเงินไว้สูงสุดที่ 1,500 ปอนด์ หรือราวๆ 58,000 บาท

(มอเตอร์ไซค์ที่ได้รับเงินสนับสนุนจะต้องทำระยะทางได้มากกว่า 50 กม.)

สำหรับมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านเกณฑ์ของรัฐประกอบไปด้วย 14 รุ่น ดังนี้

Source: gov.uk

 

BMW C evolution

 

จีน

จีนออกนโยบายการสนับสนุน EV เริ่มตั้งแต่ปี 2009 โดยการให้เงินอัดฉีดค่ายรถให้ทำการวิจัยและพัฒนา NEVs  ออกมา (ย่อมาจาก New Energy Vehicle เป็นชื่อที่จีนใช้เรียกยานยนต์ไฟฟ้า)

ต่อมาในปี 2013 หลังจากที่ผู้ผลิตพร้อมจำหน่าย NEVs แล้ว รัฐบาลจีนได้กระตุ้นตลาดด้วยการออกนโยบายเงินสนับสนุน โดยตั้งเงื่อนไขไว้ดังนี้

– สนับสนุนเงินสูงสุด 60,000 หยวน (ราวๆ 270,000 บาท) สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

โดยตั้งเงื่อนไขว่ารถที่จะได้รับการสนับสนุนต้องทำระยะได้อย่างต่ำ 150 กม. จึงจะได้รับเงินสนับสนุนส่วนหนึ่ง และจะได้รับเงินสนับสนุนสูงสุดหากรถทำระยะได้มากกว่าหรือเท่ากับ 400 กม.

 

แต่ทั้งนี้ นโยบายได้มีการปรับเปลี่ยนไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2019 ที่ผ่านมา

– รัฐได้ปรับเงินสนับสนุนสูงสุดจาก ลงอยู่ที่ 25,000 หยวน (ราวๆ 110,000 บาท) สำหรับรถที่ทำระยะได้ 400 กม.

และก็มีการปรับว่าระยะทางขั้นต่ำ สำหรับรถที่จะได้เงินสนับสนุนเพิ่มขึ้นเป็น 250 กม. จากเดิม 150 กม

สาเหตุที่จีนตัดสินใจลดการสนับสนุนเนื่องจาก พวกเขาคิดว่าเท่าที่ผ่านมา ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าก็เติบโตไปมากพอสมควร และถึงเวลาแล้วที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะต้องเติบโตด้วยตัวเอง

 

 

อินเดีย

ในปี 2010 อินเดียได้ตั้งเป้าว่าจะต้องเพิ่มจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ถึง 7 ล้านคัน ภายในปี 2020

รัฐจึงประกาศนโยบายเงินสนับสนุนด้วยจำนวนเงินถึง 950 ล้านรูปี หรือราวๆ 650 ล้านบาท

นโยบายที่ออกมาในปี 2010 จะมีรายละเอียดดังนี้

– เงินสนับสนุนสูงสุดที่ 100,000 รูปี หรือราวๆ 45,000 บาท สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

– สนับสนุน 4,000 รูปี หรือราวๆ 1,800 บาท สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

– รวมถึง 5,000 รูปี หรือราวๆ 2,200 บาท สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าความเร็วสูง

(โดยมีเงื่อนไขว่ารถที่จะได้รับเงินสนับสนุน 30% ของชิ้นส่วนในรถ จะต้องถูกผลิตในประเทศฮินเดีย)

 

หลังจากที่นโยบายประกาศออกมา แต่ยอดขาย EV ในอินเดียกลับไม่กระเตื้องขึ้นมากเท่าไหร่นัก

ในปี 2014 รัฐจึงได้ปรับเงินสนับสนุนให้มากขึ้นกว่าเดิมดังนี้

– ปรับเงินสนับสนุนสูงสุดที่ 150,000 รูปี หรือราวๆ 67,000 บาท สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

– รวมถึงสนับสนุนเงินจำนวน 30,000 รูปี หรือราวๆ 13,500 บาท สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

 

จุดชาร์จ EV ในประเทศอินเดียโดย TATA

 

และนี่ก็เป็น 3 ประเทศที่มีการจูงใจให้คนหันมาใช้ด้วยนโยบายการออกเงินสนับสนุนจากรัฐ

แต่ทั้งนี้ เงินสนับสนุนเป็นแค่ทางหนึ่งเท่านั้นในการกระตุ้น EV ให้เติบโตมากขึ้น

ยังมีอีกหลายประเทศที่มีการเติบโตด้าน EV ได้ด้วยการสนับสนุนทางด้านอื่น อย่างเช่น การลดภาษี หรือ นำเงินไปลงทุนกับสถานีชาร์จไฟ

เพราะแต่ละประเทศก็มีหลายปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น โครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจ หรือจำนวนประชากร ทำให้อาจจะไม่สามารถ นำวิธีของที่อื่นมาใช้กับประเทศตัวเองได้อย่างตรงๆ

แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือการทำให้คนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้นนั่นเอง

 

แหล่งอ้างอิง: gov.uk, worldbank.org, nytimes, bloomberg, business-standard

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...