ภาพยนตร์เรื่อง Ford vs Ferrari ที่เพิ่งคว้ารางวัลออสการ์ไปสองสาขานั้น เป็นเรื่องราวที่สร้างจากเหตุการณ์จริงในปี 1966 Ferrari นั้นถูกยกให้เป็นเจ้าสนามแข่งมาเป็นเวลานาน จนทำให้ Ford ต้องการโค่นล้ม

แต่หลังจากเวลาผ่านมากว่า 50 ปี ในปี 2019 ชื่อของ Ferrari กลับกลายเป็นที่พูดถึงในประเด็นนอกสนามแข่ง เมื่อพวกเขาตัดสินใจ “ฟ้องลูกค้าของตัวเอง”

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ Ferrari ถูกวิจารณ์ในแง่ลบจากหลายฝ่าย ว่าสิ่งที่ค่ายกระทำมันช่างไม่คุ้มค่าและทำให้ชื่อของแบรนด์หมองลง

ซึ่งเรื่องราวในเหตุการณ์จริงนั้นเป็นมาอย่างไร วันนี้เราจะพาไปติดตามกันครับ

 

 

Ferrai vs ดีเจ EDM

ก่อนอื่น เราจะย้อนไปคดีความแรกที่เริ่มต้นในปี 2014 ระหว่างค่ายม้าลำพอง กับ Deadmau5 ดีเจเพลงสายอิเล็กโทรนิกส์ชื่อดังจากแคนาดา

เรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า Deadmau5 ได้ทำการถอย Ferrari 458 มา แล้วนำรถไปคัสตอมด้วยการ Wrap ด้วยสีฟ้าสดใสลวดลาย ‘Nyan Cat’ (แมวสายรุ้งที่เป็นกระแสในโลกอินเตอร์เน็ตช่วง 6-7 ปีก่อน)

 

 

Deadmau5 กับ Purrari ของเขา

 

แต่ประเด็นหลักคือ ดีเจสุดกวนคนนี้ไม่ได้จบแค่การ Wrap ตัวถังรถเท่านั้น แต่เขายังทำการคัสตอม ‘ตรายี่ห้อและโลโก้’

เปลี่ยนจาก ‘ม้าลำพอง’ กลายเป็น ‘แมวลำพอง(?)’ พร้อมกับติดอักษร ‘Purrari’ ที่มีรูปแบบฟอนต์แบบเดียวกับ Ferrari

 

.

 

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อทาง Ferrari รู้เข้า พวกเขาจึงได้ออกจดหมาย ส่งไปหา Deadmau5 ถึงหน้าบ้าน

โดยมีเนื้อหาตักเตือนว่าสิ่งที่ดีเจคนดังทำอยู่คือการละเมิดลิขสิทธิ์ และถ้าหากไม่ยอมแก้ไขให้ถูกต้อง พวกเขาจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งที่ Ferrari มีปัญหาคือโลโก้ Purrari ที่ละเมิดชัดเจน

หลังได้รับจดหมายเตือน Deadmau5 ก็ยอมทำตาม

แต่เรื่องดังกล่าวมันก็ทำให้เขาหัวเสียพอสมควร จนต้องออกมาประชดและบ่นลงโซลเชียลมีเดีย ก่อนที่จะขายรถคันดังกล่าวทิ้งไปในภายหลัง

 

Ferrari ของ Deadmau5 หลังคืนสภาพเดิม

View this post on Instagram

Vanilla.

A post shared by deadmau5 (@deadmau5) on

 

เมื่อแฟนเพลงบอกว่าเขาคงไม่ซื้อ Ferrari ไปอีกสักพัก Deadmau5 ก็บอกว่าถ้าออกรถใหม่ขอเป็น McLaren ดีกว่า

 

อย่างไรก็ตาม การกระทำครั้งนี้อาจจะทำให้หลายคนมองว่า Ferrari ดูจะเข้มงวดเกินไป แต่พวกเขาก็มีสิทธิ์ปกป้องแบรนด์ของตนเองเช่นกัน ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยเคสนี้ไป ก็จะมีเคสอื่นๆ ตามมาในภายหลัง

เคสดังกล่าวยังไม่ได้ทำให้คนทั่วไปมอง Ferrari ว่าเขี้ยวเกินไปมากนัก จนกระทั่งเกิดเคสต่อมาในปี 2019 ที่ผ่านมา..

 

 

ปี 2019 เหตุการณ์ Ferrari vs ดีไซน์เนอร์

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2019 ค่ายม้าลำพองได้มีปัญหาทางข้อกฎหมายอีกครั้ง

คราวนี้คู่กรณีคือ Philipp Plein ดีไซน์เนอร์ที่มีชื่อเสียงในวงการ

ซึ่งต้นเหตุมันเกิดมาจาก ดีไซน์เนอร์คนดังกล่าว นำ ‘รองเท้า’ ไปวางบนรถ Ferrari สีเขียวอร่าม

แล้วยังไงต่อ..? ไม่ครับ ไม่มีต่อแล้ว เขาโดนฟ้องเพราะเอารองเท้าไปวางเฉยๆ เนี่ยแหละ…

ก่อนที่จะงงไปมากกว่า เราลองมาดูเหตุผลที่ Ferrari เขียนเอาไว้ในหนังสือเตือนที่ส่งไปให้กับ Philipp Plein กัน…

 

Philipp Plein กับ Ferrari 812 สีเขียวของเขา

 

รูปที่ Philipp Plein โพสต์ลง Instagram ทำให้เกิดคดีความขึ้น

 

Ferrari ได้กล่าวถึงเหตุผลที่ส่งจดหมายมาเตือนถึงรูปด้านบนเอาไว้ว่า

การนำรองเท้ามาวางคู่กับแบรนด์ทำให้ ‘ชื่อเสียงของแบรนด์ Ferrari มัวหมอง’ และ ‘ก่อให้เกิดความเสียหายต่อวัสดุรถ’

แต่จริงๆ แล้วดูเหมือนว่าการฟ้องครั้งนี้จะมีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องด้วยการที่ รองเท้าที่ถูกวางอยู่บนรถนั้น เป็นรองเท้าจากแบรนด์ของ Philipp Plein เอง

อ่าว แล้วยังไง!?

ก็เพราะมันมีสัญญาหนึ่งที่บริษัทรถทำไว้ ว่าสิทธิ์การผลิตเครื่องแต่งกายของ Ferrari นั้นเป็นของแบรนด์ Puma แต่เพียงผู้เดียว

ทำให้ Ferrari มองว่า การนำรองเท้าที่มีสีเดียวกับตัวรถ จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าจะมีการ Collab กันระหว่างสองแบรนด์ขึ้นมา

ซึ่งเหตุผลข้างต้นนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

 

แต่ก็มีอีกจุดที่หลายคนไม่เข้าใจสิ่งที่ Ferrari เขียนไว้เพิ่มเติมในจดหมายว่า

“รูปภาพดังกล่าวมีสัญลักษณ์ของ Ferrari แสดงให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์ที่ขัดแย้งกับมุมมองของแบรนด์”

ประโยคนี้ทำให้หลายคนงง และมองว่า Ferrari ไร้เหตุผลเกินไป

เพราะถ้าไลฟ์สไตล์ของ Philipp Plein ที่รายล้อมไปด้วยผู้หญิง มีบ้านหลังโต และมีรถสปอร์ตคันหรู ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์เดียวกันกับมุมมอง Ferrari แล้วมันต้องเป็นไลฟ์สไตล์แบบไหน?? เพราะลูกค้าหลักของพวกเขาก็คือคนแบบนี้เกือบทั้งหมด…

 

View this post on Instagram

MONTE CARLO NIGHTS

A post shared by Philipp Plein (@philippplein) on

 

และ Philipp Plein ผู้ถูกจะขู่ฟ้อง ก็ไม่พอใจมาก ในทีแรกเขาออกมาโพสต์ในโซเชียลด้วยความเดือดดาลว่า

“พวกคุณกำลังแบล็คเมล์ผม??? ผมมีเวลา 48 ชั่วโมงในการลบรูป Ferrari ‘ของผม’ ออกจากบัญชีส่วนตัว ‘ของผม’ ??? และถ้าไม่ทำแล้วพวกคุณจะทำอะไรวะ??? เอารถของผมไปหรอ… 555555”

“ผมจะไม่ลบรูปและจะตั้งทีมกฎหมายมาสู้คดีสำหรับการกระทำที่ไม่มืออาชีพนี้! และหวังว่าจะได้คำขอโทษจาก Mr. Louis C. Camilleri (ซีอีโอ Ferrari) ด้วย!”

แต่ท้ายที่สุดแล้วรูปดังกล่าวก็ถูกลบไป และเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนั้น

บางทีอาจเป็นชัยชนะของ Ferrari ในชั้นศาล แต่มันคุ้มค่าจริงหรือ?

 

 

หันกลับไปมองที่คู่แข่งตัวฉกาจ

จำเรื่องพ่อลูกที่สร้าง Lamborghini Aventador ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เพราะไม่มีเงินซื้อรถคันจริงๆ มาขับได้รึเปล่าครับ!?

ก่อนหน้านี้ในช่วงวันคริสต์มาสปี 2019 ที่ผ่านมา Lamborghini ได้ออกวิดีโอถึงการนำ Lamborghini คันจริง ไปเซอร์ไพรส์พ่อ-ลูก คู่นั้น กลายเป็นคลิปสร้างความประทับใจให้กับโลกออนไลน์

 

อ่านเรื่องราวเต็มได้ที่ : Lamborghini มอบของขวัญให้ สองพ่อ-ลูก ที่ดังจากการสร้าง Aventador ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

และในท็อปคอมเมนต์ของวิดีโอนี้ก็มีคนกดถูกใจถึง 9,800 คน ถึงข้อความที่บอกว่า “ถ้าพวกเขาเลือกสร้าง Ferrari ป่านนี้คงโดนฟ้องไปแล้ว”

ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่า มุมมองของใครหลายคนที่มีต่อ Ferrari ได้เปลี่ยนไปจากเดิม

บางทีพวกเขาอาจจะไม่เกลียด Ferrari และมาถูกใจ Lamborghini หรอก.. แต่การที่คอมเมนต์ล้อเลียนแบรนด์ม้าลำพอง กลายมาเป็นเรื่องตลกขบขันนั้น

แสดงว่ารถ Ferrari กลายเป็นมีมของชาวเน็ตไปแล้วรึเปล่า? แล้วแบบนั้น มันจะดีหรือแย่ต่อภาพลักษณ์แบรนด์มากกว่ากัน

จึงเกิดเป็นคำถามว่า ที่พวกเขาอ้างว่ากำลังปกป้องภาพลักษณ์ของแบรนด์นั้น มันเป็นการปกป้องจริงๆ หรือ?

คุณคิดว่าอย่างไรครับ…

 

 

แหล่งอ้างอิง: motor1, theverge, bloomberg, jalopnik, Donut Media

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...