ทำไมนักวิเคราะห์คิดว่า เมื่อ Ford ลุยตลาด ‘รถไฟฟ้า’ ปีหน้า จะทำให้โลกก้าวสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง

การที่ปัจจุบันโลกเริ่มตื่นตัวกับการเข้ามารถยนต์ไฟฟ้าเริ่มขึ้นในปี 2008 ที่ Tesla Roadster ได้เปิดตัวออกมา

ผ่านมาเป็นเวลา 10 ปี Tesla ทำให้คนมากมายกล้าเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน (BEV) จนถูกยกให้เป็นค่ายรถยนต์ไฟฟ้าเบอร์ 1 ในปัจจุบัน

หนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ Tesla ก็คือสหรัฐอเมริกาแผ่นดินเกิดของค่ายนั่นเอง

 

 

แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วรถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกาไม่ได้มีเยอะอย่างที่เราคิดหากเทียบกับจำนวนคนใช้รถน้ำมัน

ส่วนแบ่งการตลาดยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ราวๆ 1% เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าส่วนแบ่งทางการตลาดที่เหลือส่วนมากคือรถยนต์น้ำมัน และมีรถยนต์ไฮบริดประมาณนึง

 

แต่ในปี 2020 ที่จะถึงนี้ อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในดินแดนลุงแซม เพราะเจ้าตลาดตัวจริงอย่าง Ford กำลังจะเริ่มทำตลาดอย่างจริงๆ จังๆ

และนี่อาจจะเป็นจุดที่ทำให้วงการ EV ทั่วโลก ก้าวไปอีกขั้นด้วย.. เพราะอะไร!?

 

 

ก่อนอื่น เรามาดูแผนทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ Ford กันก่อน

รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกที่ Ford เตรียมจะทำตลาดนั้น คาดว่าจะเป็น Mustang ในเวอร์ชั่นเอสยูวีไฟฟ้า

เมื่อต้นปี 2018 ค่าย Ford ได้ทำการประกาศออกมาว่าจะปล่อยรถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าออกมาในปี 2020

ที่เซอร์ไพรส์คือค่ายได้หยิบคำว่า Mach 1 ที่เคยใช้เป็นชื่อรุ่นให้กับ Mustang สุดคลาสสิกรุ่นหนึ่งมาตั้งชื่อให้กับรถคันนี้

 

ในอเมริกานั้น Mustang ไม่ใช่รถหรูราคา 3 ล้านขึ้นไปอย่างที่บ้านเรา และจัดว่าเป็นรถที่ขายดีอีกรุ่นหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่อยากได้รถซิ่งคันแรกมาขับ ในราคาประมาณไม่เกิน 1 ล้านบาท

เท่ากับว่า การหันมาสร้าง Mustang แบบฉบับเอสยูวี ก็ต้องการเจาะตลาดเอสยูวีที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

 

และล่าสุดมีข่าวว่า Ford มีแผนจะเปิดตัวรถคันดังกล่าวให้ชมกันในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ซึ่งแฟนๆ ต่างก็ติดตามรออยู่อย่างใกล้ชิด

.

 

นอกจากรถไลน์ผลิตใหม่อย่าง Mustang เอสยูวีแล้ว

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา Ford ได้มีแผนนำรถกระบะฟูลไซส์ยอดขายอันดับหนึ่ง 41 ปีติดต่อกันที่อเมริกาอย่าง Ford F-150 มาวางเครื่องไฟฟ้า

ที่ไทยนั้น กระบะก็คงหนีไม่พ้น Toyota หรือ Isuzu

แต่ที่อเมริกานั้น ต้องบอกว่า Ford ยืนหนึ่ง!!

 

โดยการนำ Ford F-150 เวอร์ชั่นไฟฟ้ามาโชว์ศักยภาพของเคื่องไฟฟ้าที่มีแรงบิดสูงกว่าเครื่องสันดาปฯ ด้วยการลากคอนเทนเนอร์หนัก 1 ล้านปอนด์หรือราวๆ 450 ตัน โชว์กันเสียเลย

Ford เผยว่ามีแผนที่จะวางขาย F-150 เวอร์ชั่นไฟฟ้าในช่วงต้นปี 2020 ที่จะถึงนี้

เป็นอันดับสองหลังจากที่เปิดตัวเอสยูวีที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Mustang นั่นเอง

 

.

 

เปิดเครือข่ายสถานีชาร์จไฟ 12,000 แห่งทั่วประเทศ

ไม่ใช่เพียงการทำรถไฟฟ้าเท่านั้น แต่Ford รู้ว่าการจะทำรถไฟฟ้าออกมาขายเฉยๆ นั้นยากที่จะทำให้คนเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า

เพราะถึงแม้รถไฟฟ้าจะสามารถชาร์จที่บ้านได้ แต่หลายคนยังกังวลกับเรื่องการชาร์จไฟนอกบ้านเมื่อต้องเดินทางไกล

 

ล่าสุด Ford จึงได้ทำการเปิดเครือข่ายสถานีชาร์จไฟควบคู่ไปกับการขายรถด้วยในชื่อว่า FordPass Charging Network ตามรอยเจ้าตลาดอย่าง Tesla

แต่ที่ต่างกับ Tesla คือ Ford ไม่ได้สร้างสถานีชาร์จไฟด้วยตัวเอง แต่ใช้วิธีจับมือกับผู้ให้บริการแท่นชาร์จหลายเจ้า

เช่น Greenlots บริษัทลูกของปั๊มน้ำมันชื่อดังอย่าง Shell

หรือ Electrify America ที่มีแท่นชาร์จไฟอยู่มากที่สุดในอเมริกา และอื่นๆ

 

ทำให้ Ford มีสถานีชาร์จไฟอยู่ในเครือข่าย FordPass อยู่ถึง 12,000 สถานีทั่วประเทศ

ซึ่งจำนวนนับหมื่นนั้น แทบจะเกือบครึ่งนึงของสถานีทั้งหมดในอเมริกาที่มีอยู่ราวๆ 23,000 สถานี (จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ)

และมากกว่า Tesla เกือบ 2.5 เท่า เพราะปัจจุบัน Tesla Supercharger มีอยู่ราวๆ 4,845 สถานีทั่วอเมริกา

 

No Description

 

ทำไม Ford ลุยตลาด EV จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ?

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่าปัจจุบันแม้ Tesla จะครองความเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่อเมริกา

แต่ก็เป็นเพียงแค่ 1% จากส่วนแบ่งการตลาดยอดขายของรถทั้งหมดที่อเมริกาในปี

แล้วใครล่ะที่เป็นเจ้าของส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่ง? คำตอบก็คือ Ford นั่นเอง..

ถึงแม้ชื่อเสียงของ Ford ในบ้านเราจะไม่ดีนัก แต่ที่อเมริกานั้นเป็นอีกเรื่อง พวกเขาคือแบรนด์เก่าแก่และมี Brand Awareness ที่สูงมาก

 

เพราะต้องยอมรับถึงแม้รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นกระแสในปัจจุบัน แต่คนที่ยังไม่รู้ถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีอยู่เยอะมาก

บางคนยังคิดว่ารถยนต์ไฟฟ้าเป็นรถกอล์ฟ บ้างก็ว่าการชาร์จไฟเปลืองเงินพอๆ กับเติมน้ำมัน

ไปจนถึงที่ว่า ชาวอเมริกันถึง 42% ที่ยังคิดว่ารถยนต์ไฟฟ้าต้องเติมน้ำมันถึงจะใช้ได้ ซึ่งเป็นผลวิจัยที่มาจาก Ford เอง

(อ่านเพิ่มเติม: 4 ความเข้าใจผิดของอเมริกัน เรื่อง “รถยนต์ไฟฟ้า” บางส่วนยังคิดว่า “ต้องเติมน้ำมัน” ถึงใช้งานได้)

 

มาถึงจุดนี้หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่า Ford จะทำได้ เพราะว่า Tesla ได้สร้างชื่อเสียงให้กับรถยนต์ไฟฟ้าเอาไว้แล้ว

แต่ต้องอย่าลืมว่า Tesla เป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ และ Elon Musk อาจจะมีชื่อเสียงระดับโลกก็จริง แต่ก็มีคนมากมายที่ไม่รู้จักเขา โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีและยานยนต์

ในขณะที่ Ford มีชื่อเสียงที่สะสมเอาไว้มามากกว่า 100 ปี

การจะทำให้คนที่มีอายุมากและไม่ได้สนใจตามข่าวเทคโนโลยีตามอินเตอร์เน็ตมารู้จักรถยนต์ไฟฟ้าได้นั้น Ford จะได้เปรียบตรงนี้มากกว่า

 

 

และเมื่อชาวอเมริกันได้รู้ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าที่เขายังไม่รู้ในตอนนี้แล้ว

รวมไปถึงสถานีชาร์จที่เริ่มจะมีมากขึ้นจนไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปในอนาคต

เชื่อว่าส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่อเมริกาจะเติบโตขึ้นมากกว่า 1% อย่างแน่นอนในอนาคตข้างหน้า

ถึงแม้คนกลุ่มที่ว่า อาจจะไม่ได้เลือกซื้อรถจาก Ford ก็ตาม แต่การที่ Ford มาลุยตลาด EV ก็เหมือนเป็นประตูเปิดโลกให้พวกเขาได้เข้ามารู้จักรถยนต์ไฟฟ้า

แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ สถานีชาร์จไฟก็จะเพิ่มมากขึ้น

รวมถึงการที่ค่ายรถหลายค่ายก็จะต้องออกรถยนต์ไฟฟ้าตามมา เพื่อจับตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้น

และเมื่อตลาดอเมริกาเติบโตขึ้น ก็ทำให้ตลาดโลกขยับสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าได้ไวมากขึ้นนั่นเอง

 

ถึงอย่างนั้น การที่ Ford จะทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่อเมริกาเติบโตได้นั้น

ก็อยู่ที่ว่าพวกเขาจำประสบความสำเร็จกับรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่ ซึ่งเราจะได้รู้กันในปี 2020 ที่จะถึงนี้

ผู้อ่านคิดว่า Ford จะทำได้หรือไม่ คิดอย่างไรกันครับ!?

 

ที่มา: goodcarbadcar, qz, insideevs (1)(2) , motor1

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...