เปิดตำนาน Ford vs Ferrari กับความบาดหมางระหว่างค่ายอเมริกัน ขอท้าชนค่ายอิตาลี…

 

เราอาจจะเคยได้ยินชื่อของรายการแข่งรถสูตร 1 หรือ Formula 1 รายการแข่งรถระดับโลกกันทางสื่อต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง

แต่รู้หรือไม่ว่า นอกจากการแข่งขันรถสูตร 1 แล้ว ในวงการมอเตอร์สปอร์ตยังมีรายการอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก หนึ่งในนั้นก็คือ รายการ 24 ชั่วโมง เลอม็อง หรือ 24 Hours of Le Mans รายการแข่งรถอันเก่าแก่

การแข่งขันรายการนี้มีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น แต่เหตุการณ์ที่เป็นเหมือนตำนานของการแข่ง คือความบาดหมางครั้งสำคัญของค่ายรถอเมริกัน vs ค่ายรถอิตาลี

 

 

24 Hours of Le Mans

หากเปรียบรายการแข่งรถสูตร 1 เป็นเหมือนกับการวิ่งระยะสั้นในกีฬาโอลิมปิก

24 ชั่วโมง เลอม็อง ก็คงจะเป็นการแข่งอัลตร้ามาราธอนของวงการ ซึ่งความเร็วไม่ได้เป็นแค่ตัวแปรเดียวที่จะทำให้คุณเอาชนะในการแข่งนี้ได้ แต่ยังต้องใช้ความอดทนอย่างสูงด้วย

รายการแข่งนี้จัดขึ้นโดยสมาคมรถยนต์แห่งตะวันตก (Automobile Club de l’Ouest: ACO) สมาคมรถยนต์ขนาดใหญ่จากประเทศฝรั่งเศส

เริ่มต้นการแข่งขันครั้งแรกในปี 1923 ใช้สนาม Circuit de la Sarthe ในเมืองเลอม็อง เป็นสนามแข่งขัน และยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

 

ภาพการแข่ง 24 Hours of Le Mans ปี 1923

 

สิ่งที่ทำให้ 24 ชั่วโมง เลอม็อง เป็นหนึ่งในการแข่งขันที่มีเสน่ห์ ไม่ได้อยู่ที่ขนาดของเครื่องยนต์รถที่ลงทำการแข่งขันเพียงอย่างเดียว

ยังรวมถึงความสามารถของของทีมแข่ง ที่จะต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิง ตัวรถ และนักแข่ง (ปัจจุบันส่งได้ทีมละ 3 คน) เพื่อให้สามารถทำรอบได้มากที่สุด ในระหว่างที่การแข่งขันที่ต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมง หรือ 1 วันเต็มๆ

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ปล่อยรถวิ่งรอบสนามต่อเนื่องกัน 1 วันเต็ม ใครทำรอบ หรือระยะทางรวมได้มากที่สุดก็ได้แชมป์ไป

 

 

ตลอดระยะเวลากว่า 96 ปี มีค่ายรถหลายค่ายที่สร้างชื่อผ่านการแข่งขันนี้ไม่ว่าจะเป็น Bentley ค่ายรถจากอังกฤษ ที่คว้าแชมป์ 4 สมัยติดเป็นรายแรก (ปี 1927-1930 ลงแข่งขันในชื่อ Bentley Motors Ltd.)

Jaguar ที่สร้างชื่อจากการคว้าแชมป์ 3 สมัยติด (ปี 1955-1957) ด้วยรถรุ่น D-Type 

หรือ Audi ที่เรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของรายการนี้ โดยสามารถกวาดแชมป์ได้ถึง 13 สมัย จากการลงแข่ง 18 ครั้ง

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม หากพูดถึงค่ายรถที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์และความภาคภูมิใจของการแข่ง 24 ชั่วโมง เลอม็อง คงหนีไม่พ้น… ม้าลำพอง Ferrari 

 

 

ตัวจริง สิงห์สนามแข่ง

หลังปี 1945 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ปิดฉากลง เป็นเวลาเดียวกับที่ Enzo Ferrari เริ่มกลับมาสานต่องานที่เขาชื่นชอบ อย่างการพัฒนารถแข่งอีกครั้ง

Enzo ได้แสดงถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงบริษัท ไล่ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่โดยใช้นามสกุลของตัวเอง แทนที่ Auto Avio Costruzioni ซึ่งเป็นชื่อเดิม

(อ่านเพิ่มเติม: เปิดตำนาน Ferrari จากเด็กชอบรถแข่ง สู่การสร้างสุดยอดแบรนด์ “ซูเปอร์คาร์” ที่ทรงพลังที่สุด)

 

– Enzo Ferrari ในปี 1920

 

ปี 1947 Ferrari ปล่อย Ferrari 125 S รถคันแรกของทางค่าย พร้อมกับการเปิดตัวอันสวยหรูในปีแรก ด้วยการกวาดแชมป์ไปถึง 6 สนามจากการลงแข่ง 14 สนาม

เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 1950 เศรษฐกิจของอิตาลีมีอัตราการเติบโตสูงและมีเสถียรภาพ ในขณะเดียวกันก็เป็นเวลาที่ม้าลำพองเริ่มประกาศความยิ่งใหญ่ของของพวกเขาในแวดวงมอเตอร์สปอร์ตด้วยเช่นกัน

 

Ferrari 125 S ปี 1947

 

Ferrari เริ่มสร้างชื่อในการแข่งขันประเภท Endurance Racing (การแข่งที่เน้นความทนทานของอุปกรณ์และความอดทนของผู้เข้าร่วมแข่งขัน)

พวกเขามีแชมป์ติดมือทุกรายการที่เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นการคว้าแชมป์จากรายการ Mille Miglia ครั้งแรกเมื่อปี 1948 และลากยาว 6 สมัยติดจนถึงปี 1953

หรือกระทั่งแชมป์ Formula 1 ในปี 1952 ซึ่งเป็นปีแรกที่ลงทำการแข่งขัน พอปีถัดมาก็คว้าได้อีกสมัยติดกัน

และแชมป์เลอม็อง อีกหลายสมัย เริ่มตั้งแต่ปี 1949, 1958 และ 6 สมัยติดตั้งแต่ปี 1960-1965

หากจะเรียกว่า อิตาลีครองโลก ก็คงจะไม่แปลก

 

ช่วงปี 1950-1960 แวดวงมอเตอร์สปอร์ได้กลายเป็นเหมือนกับสนามเด็กเล่นของ Ferrari เพราะไม่ว่าจะลงแข่งรายการไหน พวกเขาก็ล้วนทำผลงานได้ดีทั้งสิ้น

แต่ในระหว่างที่ม้าลำพองของเรากำลังมีความสุขกับฟอร์มในสนามแข่ง ฤดูใบไม้ผลิปี 1966 กลายเป็นเวลาที่ Ferrari กลับต้องสูญเสียความเป็นเจ้าสนาม Circuit de la Sarthe ให้กับผู้ท้าชิงจากอเมริกา…

 

Ferrari ในรายการแข่งเลอม็อง

 

จุดเริ่มต้นของ Ford – Ferrari พันธมิตรที่กลายเป็นศัตรู

หลัง Henry Ford วางมือในปี 1960 หลานชายของเขา Henry Ford ที่ 2 ได้เข้ามาบริหารงานในตำแหน่งประธานคณะกรรมการของ Ford Motor

ปี 1963  Henry Ford ที่ 2 และ Lee Iacocca นักการตลาดมือฉมังของค่าย เกิดความคิดที่จะผันตัวเข้าสู่วงการรถแข่ง และพัฒนารถในตระกูล GT

เนื่องจากในสายตาของนักการตลาดอย่าง Lee Iacocca มองว่า หากพวกเขาสามารถสร้างชื่อในสนามแข่งได้ รถของ Ford คงจะดึงดูดเหล่าวัยรุ่นผู้รักความเร็วได้ไม่น้อย

แล้วถ้าดึงดูดวัยรุ่นในยุคเบบี้บูมเมอร์ได้ พวกเขาก็มีกำลังซื้อมากพอจะทำให้ Ford แย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจาก GM และ Chrysler มาได้ หลังที่ประสบปัญหายอดขายย่ำแย่มาก่อนหน้านี้

ซึ่ง ณ เวลานั้น ก็เป็นเวลาเดียวกับที่ Ferrari กำลังมองหาพันธมิตรใหม่ เนื่องจากปัญหาขาดทุน เพราะรายได้ของการขายรถ ที่โตไม่ทันเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปกับการแข่งขัน

ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสดีของ Ford ที่จะซื้อ Ferrari ซึ่งคร่ำหวอดในวงการมอเตอร์สปอร์ต และทำให้พวกเขาไปถึงเป้าหมายได้รวดเร็วอีกด้วย

 

Lee Iacocca (ซ้าย) และ Henry Ford ที่ 2 (ขวา)

 

ดีลระหว่าง Ford กับ Ferrari ได้เริ่มต้นขึ้น และดูเหมือนว่าจะไปได้ดี…

Phil Paradise ตัวแทนของ Ford เข้าพบ Enzo พร้อมกับข้อเสนอควบกิจการของทั้ง 2 บริษัทเข้าด้วยกัน โดยมีรายละเอียดว่า Ford จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทที่ดูแลเกี่ยวกับรถหรู และรถสปอร์ต ที่ทาง Ferrari กำลังจะสร้าง

ส่วนทางฝั่งของ Ferrari จะได้ถือหุ้นใหญ่และได้ดูแลบริษัทที่เกี่ยวกับรถแข่ง แต่จะต้องแชร์เทคโนโลยีที่ทางค่ายพัฒนาให้กับ Ford ด้วย

 

อันที่จริง ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงได้ไม่ยาก เพราะ Enzo เองก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก แต่ทว่าเมื่อเริ่มลงลึกไปถึงรายละเอียด มันกลับต้องล่มไม่เป็นท่า

มีหลายอย่างที่ทำให้ทั้ง Ford และ Ferrari ไม่อาจตกลงร่วมธุรกิจได้ในครั้งนั้น เช่น

– Ferrari ยื่นขอจำนวนเงิน 16 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 500 ล้านบาท) ในการควบกิจการครั้งนี้ที่ แต่ Ford ให้ได้เต็มที่ที่ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ

– Donald Frey ผู้จัดการทั่วไปที่ทาง Ford ส่งไปเจรจาอีกครั้ง ดันพูดถึงความสนใจที่จะลงทำการแข่งในรายการ Indianapolis 500-Mile Race*** ซึ่งทั้ง 2 ตกลงไม่ได้ว่าจะส่งรถลงแข่งในชื่อของบริษัทไหน

(Indianapolis 500-Mile Race หรือ Indy 500 รายการแข่งรถที่เก่าแก่ที่สุดของโลก จัดขึ้นที่เมือง Speed Way รัฐอินเดียนา ถูกยกให้เป็นหนึ่งใน 3 ของสุดยอดแห่งวงการมอเตอร์สปอร์ต ร่วมกับ 24 ชั่วโมง เลอม็อง และ โมนาโกกรังด์ปรีซ์ )

 

Henry Ford ที่ 2

 

–  Ferrari ต้องการให้ Ford ตัดความสัมพันธ์กับ Shelby American บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกัน แต่ทาง Ford ไม่อาจตัดขาดจากเพื่อนรักได้

– เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ดีลล่ม และนำไปสู่การต่อสู้กันระหว่าง Ford และ Ferrari เกิดจากการที่พวกเขาต้องการให้ว่าที่พันธมิตรอิตาลี เลิกส่งรถลงแข่ง 24 ชั่วโมง เลอม็อง!!

ซึ่งแน่นอนว่าเงื่อนไขนี้เหมือนเป็นการดูถูกชายผู้ขายวิญญาณให้กับการแข่งรถอย่าง Enzo Ferrari อย่างมาก จนถึงขั้นฝากข้อความสุดพิเศษ ผ่านทีมเจรจาของ Ford ไปยังประธานบริษัทที่สหรัฐอเมริกาว่า

“กลับไปบอกเขาซะ ว่าเขาไม่ใช่ Henry Ford แต่เขาก็แค่ Henry Ford ที่ 2” ข้อความจาก Enzo Ferrari ถึงประธานของ Ford

 

ข้อความดังกล่าวส่งถึง Henry Ford ที่ 2 แบบครบถ้วนเหมือนก็อปปี้แล้วไปตะคอกใส่หู ซึ่งมันทำให้เขาโกรธมาก และบอกกับทีมผู้บริหารออกไปว่า

“เราจะลงแข่งในรายการ เลอม็อง ด้วยชื่อ Ford และฝัง Ferrari ไว้ที่เส้นชัย” 

 

Ford GT40 กับโปรเจกต์ Ferrari Killer

หลังจากการเจรจากับทาง Ferrari ไม่เป็นผลสำเร็จ ทาง Ford ตัดสินใจเริ่มโครงการพัฒนารถแข่ง เพื่อจัดการกับม้าลำพองแห่งอิตาลี และคงไม่มีชื่อไหนที่จะเหมาะสำหรับโปรเจกต์นี้ไปกว่า Ferrari Killer 

โปรเจกต์ Ferrari Killer รับผิดชอบโดยทีมพัฒนาของ Ford ในอังกฤษและอเมริกา และกลายมาเป็นรถต้นแบบคันแรกคือ GT40 แต่ทว่ามันยังไม่สมบูรณ์ และเรื่องเบรคคือปัญหาใหญ่ของรถคันนี้

โดยจากการคำนวนของทีมวิศวกร เบรคของ GT40 จะมีความร้อนเพิ่มสูงขึ้นถึง 800 องศาเซลเซียสในเวลาเพียงไม่กี่นาที หลังการเบรคที่ความเร็วสูง ซึ่งทำให้เบรคไม่อยู่และเป็นอันตราย

แต่ตอนนั้นพวกเขาไม่มีเวลามากพอที่จะปรับแก้ให้ทันก่อนการแข่งขันครั้งแรกในรายการเลอม็องปี 1964

ทำให้รถทั้ง 3 คันจากโรงงาน Ford ไม่สามารถวิ่งได้จนจบการแข่งขันได้แม้แต่คันเดียว และแม้จะกลับมาอีกครั้งในปีต่อมาก็เหมือนเดิม ซึ่งหากว่ายังคงเป็นแบบนี้อยู่ การจะฝัง Enzo Ferrari ไว้ที่เส้นชัยนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง

เพราะแค่วิ่งให้จบการแข่งขัน เจ้า GT40 ยังทำไม่ได้เลย…

 

Ford GT40 ในการแข่งเลอม็อง

 

ทีมงานของ Ford ทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาหน้าของเจ้านาย พวกเขาต้องหาคนที่มีฝีมือเพื่อมาดูแลโปรเจกต์นี้ให้ได้ ซึ่งในที่สุด หน้าที่นี้ก็ตกได้ไปอยู่ที่ Carroll Shelby 

Carroll Shelby คือนักขับชื่อดังชาวอเมริกัน ที่เคยคว้าแชมป์เลอม็องในปี 1959 ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักพัฒนารถแข่ง เจ้าของสำนัก Shelby American

Shelby เข้ามารับผิดชอบโครงการฆ่าม้าลำพองอย่างเต็มตัว โดยมีทีมวิศวกรของ Ford ร่วมด้วย

 

Carroll Shelby ระหว่างการทดสอบ Ford GT40

 

หลักการทำรถเพื่อพิชิตรายการแข่งเลอม็อง ไม่ได้มีแค่ความเร็วเท่านั้น แต่รถยังต้องอึดพอที่จะวิ่งให้ครบ 24 ชั่วโมงด้วย

ดังนั้น Shelbyจึงพยายามทำรถให้มีแรงต้านลมน้อยที่สุด เพื่อทำให้รถเร็วขึ้น ทั้งยังใช้น้ำมันน้อยลง

นอกจากนี้ช่วงล่างที่เป็นปัญหาเดิมของ GT40 ถูกแก้ไขใหม่ เพื่อให้ทรงตัวดียิ่งขึ้น และแน่นอนทีมพัฒนายังไม่ลืมที่จะแก้ปัญหาเบรคด้วยเช่นกัน

ตอนนี้ GT40 คันเดิมได้เกิดใหม่ในชื่อ GT40 Mk. II และก็พร้อมลงทำการแข่งขันแล้ว…

 

เลอม็อง 1966 Ford ทำสำเร็จ

ผลของการพัฒนา ทำให้ GT40 Mk. II มีรูปร่างที่แตกต่างไปจากเดิม เครื่องยนต์ปรับความจุให้มากขึ้น พร้อมปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ และลดเหลือ 4 เกียร์ จากเดิมที่ใช้ 5 เกียร์

รถจากการพัฒนาของ Shelby ถูกส่งลงสนามแข่ง Circuit de la Sarthe ที่ประเทศฝรั่งเศสในปี 1966 ทั้งหมด 6 คัน

ทาง Ford เดิมพันกับการแข่งครั้งนี้สูงมาก เพราะหากพวกเขาพลาดท่าอีกครั้ง คงต้องกลับอเมริกาด้วยความเจ็บใจ…

 

 

เมื่อสัญญาณดังขึ้นนักแข่งต่างวิ่งไปที่รถของตน รีบออกตัวเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ ทำรอบให้ได้มากที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง

การแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้น รถจากทีม Ford กำลังขับเคี่ยวกับ Ferrari อย่างดุเดือด เพราะที่ผ่านมาแม้ค่ายอเมริกาจะตกเป็นรองมาตลอด แต่ทุกการแข่งขันพวกเขากลับพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

และในการแข่งครั้งนี้ GT40 Mk. II ก็ได้แสดงให้พวกอิตาลีได้เห็นถึงความน่ากลัวของมัน

 

รถของ Ford ที่กำลังขับเคี่ยวกับ Ferrari

 

เลอม็องปี 1966 ไม่ใช่สนามเด็กเล่นของ Ferrari อีกต่อไป พวกเขาต้องงัดทุกอย่างเพื่อไม่ให้เสียหน้ากับผู้ท้าชิงจากอเมริกา ทีมงานที่ถูกกดดัน ต้องรีดสมรรถนะรถออกมาจนเกิดกว่าที่รถจะทำไหว

จนในที่สุดเมื่อรถของพวกเขาก็มาถึงขีดสุด ม้าลำพองของอิตาลีวิ่งต่อไปไม่ไหวและต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย

ในปีนั้น Ford ไม่เพียงเอาชนะ Ferrari ได้เท่านั้น แต่ GT40 Mk. II ที่พวกเขาส่งลงสนามกลับเรียงหน้าเข้าเส้นชัยในอันดับ 1 2 และ 3 พร้อมกัน

เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ และฝากความเจ็บช้ำให้ Enzo Ferrari

 

ภาพของ Ford ที่เข้าเส้นชัยพร้อมกันในปี 1966

 

Ford ยังคงรักษาแชมป์มาได้ต่อเนื่องถึง 3 ปี จนกระทั่งฤดูกาล 1969 ก่อนจะเป็นทางฝั่งเยอรมันอย่าง Porsche ที่ขึ้นมาครองแชมป์บ้าง

อย่างไรก็ตามชัยชนะในศึกเลอม็องปี 1966 ไม่เพียงแต่กู้หน้าให้ Henry Ford ที่ 2 เท่านั้น แต่มันยังช่วยกู้ชื่อเสียงของ Ford ที่หลายคนมองว่าพวกเขามีแต่รถที่รถน่าเบื่ออีกด้วย

ซึ่งท้ายที่สุด GT40 Mk. II ได้กลายเป็นรถแข่งที่ยิ่งใหญ่ของชาวอเมริกัน

และปัจจุบัน มันคือรถรุ่นแรกของ Ford ที่มีราคาทะลุ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30 ล้านบาทไปเป็นที่เรียบร้อย

 

นี่คือเรื่องราวของค่ายที่เกือบได้เป็นพันธมิตร แต่กลับลงเอยด้วยการเป็นศัตรูกันในสนามแข่ง

แม้จะไม่ได้ทำรถยนต์ออกมาขายแข่งกันในตลาดโดยตรง แต่เรื่องของศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย มันมีอะไรมากกว่ากำไรจากการขายรถยนต์

บางครั้งการทุ่มเงินลงทุนให้อะไรสักอย่าง โดยไม่มีกำไรกลับมา มันก็ดูไร้เหตุผล แต่สุดท้ายมันก็อาจกลายเป็น “ตำนาน” เล่าขานกันไปอีกหลายสิบปี แบบเรื่องนี้นั่นเองครับ…

 

 

ที่มา  forbes, cjponyparts, motorsportmagazine, Listof24HoursofLeManswinners, motoringresearch, lemans, corporate.ferrari, sportscardigest

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!