จากข้อมูลยอดขายรถเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา JATO Dynamics บริษัทให้ข้อมูลด้านยานยนต์ระดับโลก จากประเทศอังกฤษ ประกาศผลจัดอันดับรถที่มียอดขายมากที่สุดในโลก

โดยมีชื่อของ Geely และ Changan  2 ค่ายรถจากแดนมังกร ที่ก้าวเข้ามาติด Top 20 ได้เป็นผลสำเร็จ

และไม่เพียงเท่านั้น ในโผการจัดอันดับดังกล่าว ยังมีค่ายรถจากประเทศจีนอีกหลายค่ายที่เข้ามาติดอันดับ 1 ใน 50 แบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายมากที่สุดในโลกด้วย

หากดูจากอันดับดังกล่าว แสดงว่าที่ผ่านมา ค่ายรถจากจีนก็มีการเติบโตที่น่าสนใจ

 

และนอกเหนือไปจากนั้น การได้เห็นชื่อของค่ายรถจากแผ่นดินใหญ่ เข้าซื้อหุ้นของยานยนต์จากโลกตะวันตก ทั้งฝั่งอเมริกาและยุโรปอยู่บ่อยครั้ง

ก็ชวนให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่า…

แท้จริงแล้วค่ายรถจากจีนนั้นมีขนาดใหญ่มากแค่ไหน??

มีแบรนด์รถชื่อดังแบรนด์ไหน ที่อยู่ภายใต้การบริหารของค่ายจากจีนบ้าง??

ซึ่งภาพรวมค่ายรถที่ถูกยกให้เป็น Big 4 จากประเทศจีน ที่เราสรุปมาให้คุณผู้อ่านในครั้งนี้ อาจช่วยตอบคำถามเหล่านี้ได้ครับ…

 

 

1. Geely Automobile

รูปแบบการดำเนินการ: บริษัทเอกชน

ก่อตั้งเมื่อ: ปี 1986

สำนักงานใหญ่: เมืองหางโจว ประเทศจีน

เรื่องราวที่น่าสนใจ

– Geely เริ่มต้นจากการเป็นโรงงานผลิตตู้เย็น ก่อตั้งโดยนาย Li Shufu  หลังจากนั้นก็ผันตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานนนต์ด้วยการผลิตมอเตอร์ไซค์ ก่อนจะได้รับอนุญาติให้ผลิตรถยนต์ส่วนบุคคลในภายหลัง

– ปี 1999 Geely ปล่อย Geely HQ (Haoqing) รถรุ่นแรกของค่าย ออกสู่ตลาด ซึ่งมีพื้นฐานมาจากรถญี่ปุ่นอย่าง Daihatsu Charade

– ในปี 2010 Geely เข้าซื้อ Volvo จาก Ford ด้วยมูลค่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 55,000 ล้านบาท) และกลายเป็น “บริษัทรถยนต์ข้ามชาติ” รายแรกของจีน

– มีหลายบริษัทที่อยู่ในการดูแลของ Geely เช่น London Taxi Company (ผู้ให้บริการแท็กซี่อังกฤษ), Proton (ค่ายรถจากมาเลเซีย), Lotus (ค่ายรถหรูจากอังกฤษ) และ Terrafugia (บริษัทผู้พัฒนาแท็กซี่บินได้ จากสหรัฐ)

– Geely ถือยังถือหุ้นอีก 8.2% ใน Volvo Group  และอีก 9.2% ใน Daimler (บริษัทแม่ของ Mercedes-Benz )

– ปี 2018 ยอดขายรถของ Geely เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และกลายเป็นหนึ่งในค่ายรถจากประเทศจีนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด จนถูกขนานนามว่า “Big 4”

 

LYNK & CO 01 SUV จาก Zhejiang Geely Holding Group

 

2. Shanghai Automotive Industry Corporation (SAIC)

รูปแบบการดำเนินการ: รัฐวิสาหกิจ

ก่อตั้งเมื่อ: ปี 1955

สำนักงานใหญ่: เมืองเซียงไฮ้ ประเทศจีน

เรื่องราวที่น่าสนใจ

– SAIC เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์อันเก่าแก่ของจีน ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตรถยนต์รุ่น Shanghai SH760 รถยนต์สำหรับข้าราชการขั้นสูงในสมัยของเหมาเจ๋อตุง เริ่มสายการผลิตครั้งแรกในปี 1958

– ปี 1984 SAIC ทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ของ Volkswagen ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมทุนตั้งบริษัท Shanghai Volkswagen Automotive Co Ltd. 

– ปี 1997 SAIC จับมือกับ General Motors และกลายเป็นฐานการผลิตของ Buick (แบรนด์รถในเครือ GM) ที่ประเทศจีน

– ปี 2007  SAIC เข้าซื้อ Nanjing Automobile Group ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าของ MG ค่ายรถเก่าแก่จากอังกฤษ จึงกลายเป็นเจ้าของ MG ไปด้วย

– SAIC มีแบรนด์รถยนต์ในเครือมากกว่า 15 แบรนด์ คลอบคุมในหลายกลุ่มลูกค้า

– ปี 2013 SAIC ร่วมทุนกับเครือ CP ก่อตั้งบริษัท SAIC Motor – CP ลงทุนกว่า 9,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ MG ในเมืองไทย

โดยรถยนต์รุ่นแรกของ MG ใประเทศไทยคือ MG 6 ที่เปิดตัวเมื่อเดือน มิถุนายน 2014

– ต่อมาปี 2018 SAIC เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 36 จากการจัดอันดับ 500 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยนิตยสาร Fortune

และในปีเดียวกันนั้น SAIC เป็นบริษัทรถยนต์ที่สามารถสร้างรายได้มากถึง 128,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.9 ล้านล้านบาท)

 

 

3. Dongfeng Motor Corporation

รูปแบบการดำเนินการ: รัฐวิสาหกิจ

ก่อตั้งเมื่อ: ปี 1969

สำนักงานใหญ่: เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย

เรื่องราวที่น่าสนใจ

– นี่คือโรงงานผลิตรถยนต์ที่ก่อตั้งขึ้นในยุคของเหมาเจ๋อตุง เน้นการผลิตรถเพื่อการพาณิชย์เป็นหลัก  ในอดีตสินค้าส่วนใหญ่เป็นรถเพื่อการพาณิชย์และเพื่อใช้งานในธุรกิจถึง 73%

– ต่อมามีการปรับกลยุทธ์ เน้นการผลิตรถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น

– ปี 2010 Dongfeng พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์เบอร์ 2 ของจีนได้สำเร็จ มียอดขายทั้งสิ้น 2.72 ล้านคัน (เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล 1.72 ล้านคันในปีนั้น)

– Dongfeng ร่วมลงทุนกับค่ายรถต่างชาติหลายรายเช่น Honda, Kia, Infiniti, Nissan, PSA และ Renault 

 

– เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา Dongfeng ตั้งเป้าปล่อยรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 20 รุ่นในทุกแบรนด์ของพวกเขา

– และจะปล่อยรถยนต์ไฟฟ้า 6 รุ่น ที่ร่วมมือกับทาง Nissan ภายในปี 2018-2019

 

พร้อมประกาศตั้งเป้าเพิ่มยอดขายรถให้ได้ 2.6 ล้านคัน ภายในปี 4 ปี โดย 30% ของยอดขาย หรือประมาณ 800,000 คันนั้นจะต้องเป็นรถพลังงานไฟฟ้าอีกด้วย

 

Dongfeng Fengshen AX4

 

4. Changan Automobile Group

รูปแบบการดำเนินการ: รัฐวิสาหกิจ

ก่อตั้งเมื่อ: ปี 1862

สำนักงานใหญ่: เทศบาลนคร ฉงชิ่ง

เรื่องราวที่น่าสนใจ

– Changan เริ่มต้นจากการเป็นโรงงานสำหรับผลิตยุทโธปกรณ์ เพราะเป็นกิจการที่ก่อตั้งโดย Li Hongzhang (หลี่ หงจาง) ผู้บัญชาการทหาร และนักการทูตชาวจีนในสมัยราชวงศ์ชิง

– Changan Automobile Group ทำตลาดในกลุ่มยานยนต์หลายกลุ่ม โดยแบรนด์ Changan และ Hefei จะทำตลาดในกลุ่มรถยนต์ส่วนบุคคล

และทำตลาดในกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ใต้แบรนด์ Chana 

– นอกจากนี้ยังมีการร่วมลงทุนกับค่ายรถหลายค่ายที่เข้ามาทำตลาดในประเทศจีน เช่น Ford, Mazda, Peugeot-Citroen, DS Automobiles และ Suzuk

แม้เรื่องราวของ Changan Automobile Group จะไม่ค่อยหวือหวาเท่ากับ 3 ค่ายที่ยกตัวอย่างมาทีแรก แต่พวกเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทเก่าแก่ร้อยกว่าปี และมีความมั่นคงเสมอมาเช่นกัน

 

Changan CS55 ปี 2017

 

นอกจาก Big 4 ที่เรายกตัวอย่างมานี้ ยังมีค่ายรถจากแดนมังกรอีกหลายรายที่เรายังไม่ได้พูดถึง อย่างเช่น BYD ที่ผันตัวมาจากผู้ผลิตแบตเตอรรี่รายใหญ่ และกำลังจริงจังกับการลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

หรือ NIO สตาร์ทอัพน้องใหม่ที่กำลังมาแรง จนคนเอาไปเปรียบกับ Tesla ของฝั่งอเมริกันเลยเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม: เปิดประวัติ NIO ค่ายรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงจากจีน ที่ถูกขนานนามว่า “ผู้พิชิต Tesla”

ไปรู้จัก BYD บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีน ที่ใหญ่กว่า Tesla ถึง 3 เท่า เพียงแต่คุณอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ…

 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ในอนาคตหากค่ายจากจีนเหล่านี้โตขึ้นเรื่อยๆ อุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกจะมีทิศทางอย่างไรกัน??

คุณคิดว่าอย่างไรครับ…

 

 

ที่มา global.geely, focus2move, headlightmag, autoinfo, nissan-global, autocar

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!