เมื่อเมือง ‘เจนัว’ บ้านเกิดของ Vespa ออกกฎแบนรถสกูตเตอร์คลาสสิก จนกลายเป็นปัญหาระดับชาติ

เมื่อเราพูดถึงประเทศอิตาลีแล้ว นอกจากวัฒธรรมทางด้านอาหาร อย่างเช่น พิซซ่า หรือสปาเกตตี้แล้ว

อิตาลี ยังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีบทบาทในวงการยานยนต์อย่างมาก และมีแบรนด์ระดับโลกเกิดขึ้นที่นี่หลายแบรนด์

ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์รถซูเปอร์คาร์ชื่อเสียงก้องโลกอย่าง Ferrari

แบรนด์รถเล็กดีไซน์โดดเด่นอย่าง Fiat

และแบรนด์สกูตเตอร์ในตำนานที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้อย่าง Vespa”

 

 

Vespa ได้เกิดขึ้นมาบนโลกเมื่อปี 1946 หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจาก Piaggio Group ตัดสินใจเปลี่ยนจากการผลิตชิ้นส่วนอากาศยานมาเข้าสู่ตลาดสกูตเตอร์

และหลังจากนั้น Vespa ก็ได้กลายแบรนด์ที่มากกว่าแค่รถแบรนด์มอเตอร์ไซค์ แต่กลายเป็นตำนาน จนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นสกูตเตอร์ในใจของใครหลายคนทั่วโลก

 

แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นตามกาลเวลา…

เมื่อปีแล้วได้มีประเด็นใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง Vespa กับเมืองที่เป็นบ้านเกิดของแบรนด์อย่าง ‘เจนัว’

ประเด็นดังกล่าวรุนแรงถึงขั้นที่ว่า Vespa จะถูกแบนไม่ให้ขับในบ้านเกิดของตัวเอง!!

มันเกิดขึ้นอะไรขึ้น? เราจะพาไปหาคำตอบกันครับ…

 

 

อย่างที่เรากล่าวไปว่า เจนัว คือเมืองที่เป็นบ้านเกิดของทั้งแบรนด์ Vespa และผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง Rinaldo Piaggio

อีกทั้งในอดีตโรงงานของ Vespa ก็ตั้งอยู่ที่เมืองแห่งนี้

ทำให้รถรุ่นดังกล่าว กลายเป็นสกูตเตอร์ที่อยู่คู่กับชาวเมืองเจนัวมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

จากสถิติพบว่าเจนัวมีจำนวนมอเตอร์ไซค์และสกูตเตอร์อยู่ราว 180,000 คัน จากประชากรทั้งหมด 600,000 คัน คิดเป็นจำนวนสูงถึง 30%

และแน่นอนว่าในจำนวนนั้น แบรนด์ Vespa คือรถส่วนใหญ่ที่คนในเมืองเลือกใช้

อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีการใช้งานสกูตเตอร์มากที่สุดลำดับ 2 ในประเทศ (เป็นรองเมืองเวนิซ)

เมืองเจนัวจึงเปรียบเหมือนนครศักดิ์สิทธิ์สำหรับสาวก Vespa ก็ไม่ผิดนัก จนกระทั่งจุดเปลี่ยนได้เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา…

 

 

หลายคนน่าจะรู้กันดีว่า ปัจจุบันโลกกำลังใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ทำให้หลายประเทศต้องออกมาตรการมาเพื่อทำให้ค่าไอเสียในประเทศลดลง

ส่วนมากประเทศที่จะเข้มงวดกับเรื่องดังกล่าวมักจะเป็นประเทศในสหภาพยุโรป นั่นหมายความว่าอิตาลีก็เช่นกัน

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 สภาเมืองเจนัวได้ตัดสินใจประกาศบังคับใช้กฎหมายที่กระทบไปถึงผู้ใช้ Vespa เต็มๆ

กฎหมายที่ว่าก็คือ แบนไม่ให้สกูตเตอร์ทุกคันที่ถูกสร้างขึ้นก่อนปี 1999 เข้าสู่เขตเมืองในเวลา 07.00 – 19.00 อย่างไม่มีข้อยกเว้น

สาเหตุอันเนื่องมาจาก รถสกูตเตอร์ที่ถูกผลิตก่อนปี 1999 จะถูกติดตั้งเครื่องยนต์ 2 จังหวะ ที่ปล่อยค่าไอเสียออกมามหาศาล

ทางเมืองจึงไม่อยากให้รถเหล่านี้เข้ามาก่อมลพิษในเขตเมืองในเวลาที่คนพลุกพล่านเยอะนั่นเอง

 

รวมไปถึงในเมืองเจนัว ต้นกำเนิดของแบรนด์นี้ด้วย

แน่นอนว่าเมื่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของ Vespa ได้ประกาศแบนรถเก่า นั่นทำให้ผู้ขับรถสกูตเตอร์คลาสสิกทุกคนไม่พอใจมาก

แถมดันบังเอิญพอดีกับปี 2016 ที่มีการแบน เป็นการครบรอบ 70 ปีของ Vespa ซะด้วย

แทนที่จะได้เฉลิมฉลองอย่างชื่นมื่น จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ภายในเมืองต้นกำเนิด พวกเขากลับถูกกีดกันด้วยข้อกฎหมายเสียอย่างนั้น

ทำให้เกิดการประท้วงต่อเมืองสภาเมืองเจนัวขึ้นมาอย่างรุนแรงในโลกออนไลน์

แฮชแท็กคำว่า #lamiavespanonsitocca ที่แปลว่า “อย่าแตะต้อง Vespa ของฉัน” กลายเป็นเทรนด์ร้อนแรงในทวิตเตอร์ช่วงเวลานั้น

ร้อนแรงถึงขนาดที่ทำให้ทางเมืองเจนัวเป็นฝ่ายยอมถอยโดยการเลิกบังคับใช้กฎหมายแบน Vespa

ทำให้ชัยชนะตกเป็นของชาว Vespa ไปในครั้งนี้

ก่อนที่จะมีระลอกสองตามมา…

 

ในปี 2018 เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เมืองเจนัวมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีคนใหม่ และผู้ที่ได้รับตำแหน่งก็คือ Marco Bucci

ปรากฏว่า Marco Bucci ได้วางแผนที่จะนำนโยบายการแบนรถเก่ามาใช้อีกครั้ง และจะสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ เพื่อให้เจนัวเป็นเมืองที่ปลอดมลพิษ

“เราต้องทำให้แน่ใจว่ารถเครื่องยนต์ที่ก่อมลพิษมากที่สุดจะหมดไปจากศูนย์กลางของเมือง” นี่คือคำสัญญาที่ Marco ประกาศออกมา

 

ต่อมาร่างกฎหมายแบนรถ 2 จังหวะก็ผ่านพร้อมบังคับใช้ทันทีเมื่อ 4 กันยายน 2019

โดยเนื้อหาของกฎหมายคือสกูตเตอร์ Vespa ที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อนปี 1999 และขับเคลื่อนด้วยระบบ 2 จังหวะ จะถูกแบนอนุญาตให้ขับเข้ามาในบางส่วนของบริเวณตัวเมืองตามเดิม

Marco Bucci ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นถึงกรณีนี้เอาไว้ว่า

“ผมขอพูดเพื่อความชัดเจน เมืองอื่นๆ ในอิตาลี รวมถึงเมืองหลวงอย่างโรมได้ทำการแบนพาหนะสองล้อที่ทำให้เกิดมลพิษจำนวนมากไปเช่นกัน และไม่ใช่แค่ Vespa เท่านั้น”

“แต่ที่เจนัวแห่งนี้ จำนวนของ Vespa Piaggio รุ่นวินเทจนั้นมีจำนวนมากมากเหลือเกิน – ที่จริงแล้วรถสกูตเตอร์ 2 จังหวะทุกคันในเมืองนี้ล้วนแต่เป็น Vespa ทั้งสิ้น”

“เราไม่ได้จะบอกว่าประชาชนในเมืองไม่ควรขับมอเตอร์ไซค์ แต่รถที่พวกเขาขับควรจะเป็นรถ 4 จังหวะที่สร้างมลพิษน้อยกว่า”

 

Marco Bucci นายกเทศมนตรีคนปัจจุบันของเจนัว

 

นั่นทำให้เหล่าสาวก Vespa ในเมืองออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ครั้งนี้พวกเขาได้นัดรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัด

พร้อมกับเตรียมสไลด์ PowerPoint จำนวน 26 หน้าที่อธิบายว่า Vespa สองจังหวะรุ่นเก่าจริงๆ มีอยู่แค่ราว 3,000 คัน

และนั่นแทบจะไม่ส่งผลต่อมลพิษของเมืองเลยเมื่อเทียบกับเรือสำราญที่มาจอดเทียบท่าเรือของเจนัว (มีการประชดประชันไปถึงเรือสำราญของนักท่องเที่ยวด้วย)

พวกเขายกสถิติมาว่า ในปี 2011 Vespa ของพวกเขาปล่อยไนโตรเจนไดออกไซด์เพียง 41 ตัน

ขณะที่เรือสำราญที่ท่าเรือปล่อยออกมาถึง 3,176 ตัน

แต่อย่างไรก็ตามทางสภาเมืองก็ยังยืนยันจะบังคับใช้กฎหมายแบน Vespa สองจังหวะต่อไป

 

การรวมตัวกันของกลุ่ม Vespa ณ ศาลากลางจังหวัด

 

ปัจจุบัน กลุ่มผู้ใช้ Vespa ในเมืองเจนัวก็ยังคงต่อสู้เพื่อิสระภาพในการขับขี่ของพวกเขาต่อไป แต่ดูเหมือนความหวังจะเลือนรางลงเรื่อยๆ

เพราะ Marco Bucci นั้นเอาจริงกับการต้องการจะปฏิวัติเมืองให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่

เขายืนกรานต่อผู้ใช้ Vespa รุ่นเก่าๆ ว่า ‘ถึงเวลาเปลี่ยน’ 

“กลยุทธ์ของเราคือการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า และนั่นทำให้ไม่มีที่ว่างให้กับรถเครื่องยนต์สองจังหวะ”

 

แต่ถึงอย่างนั้น เหล่าผู้ใช้ Vespa ในเมืองเจนัวนั้นก็จะสู้ต่อไปเพื่อให้ได้อิสระภาพกลับคืนมา เพราะแต่เดิมนั้น Vespa ก็เป็นเหมือนไอค่อนของกลุ่มคนที่รักอิสระอยู่แล้ว

Corrado Nicora เลขาของ Vespa Club Genoa หนึ่งในกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในเจนัว ได้กล่าวกับสื่อออนไลน์เป็นการปิดท้ายว่า…

“คุณไม่สามารถควบคุมผู้คนได้หรอก เราต่างจากผู้คนในเมืองทางเหนือของยุโรปอย่างอัมสเตอร์ดัม ที่ยอมเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าตามข้อบังคับของรัฐ”

“แต่พวกเขาคือเจนัว ทำไมพวกเขาต้องเป็นเหมือนคนอื่นด้วยล่ะ?”

 

ประเด็นดราม่าระหว่าง ผู้บริหารเมืองเจนัว vs นักขับ Vespa ก็ยังคงดำเนินต่อไป

ต่างฝ่าย ต่างก็มีเหตุผลของตนเอง และที่สำคัญคือไม่มีใครยอมใครอีกด้วย

ฝ่ายหนึ่งบอกก่อมลพิษ อีกฝ่ายก็บอกมลพิษมันไม่เยอะขนาดนั้น

แล้วคุณเองล่ะครับ เมื่อได้อ่านบทความนี้แล้ว คิดเห็นอย่างไรกับประเด็นดังกล่าวบ้าง!? ร่วมพูดคุยกันครับ…

 

 

แหล่งอ้างอิง: theguardian, thelocal, themayor

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...