รถยนต์ไฟฟ้าจากทั่วโลกกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุดที่ประเทศนอร์เวย์ ยอดขายรถยนต์ในกลุ่มนี้ได้แซงหน้ารถเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

(อ่าน ชาวนอร์เวย์เลือกซื้อ EV มากกว่ารถน้ำมันเป็นที่เรียบร้อย Tesla Model 3 ครองแชมป์ยอดขาย)

อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในแถบนอร์ดิกเท่านั้น แต่ที่แผ่นดินยุโรปอย่างที่ประเทศเยอรมนีเองก็เช่นเดียวกัน

รายงานล่าสุดเปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEVs และ PHEVs ของที่นี่เพิ่มเกือบ 2 เท่าเมื่อเดือนธันวาคมปี 2019 ที่ผ่านมา และตลอดทั้งปีรถยนต์ทั้ง 2 กลุ่มนี้สามารถทำยอดขายรวมกันได้มากกว่า 100,000 คัน!!

เกิดอะไรขึ้นที่เมืองเบียร์ และยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่นั่นเป็นอย่างไร Magcarzine.com ขอสรุปให้คุณผู้อ่านเข้าใจกันครับ…

 

 

รถเสียบปลั๊กกำลังบูม

จากข้อมูลของสำนักงานขนส่งแห่งชาติของเยอรมนี (KBA) ตลอดปี 2019 รถยนต์ไฟฟ้า BEVs และ PHEVs สามารถทำยอดขายไปได้ถึง 108,629 คัน กินส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 3%

ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งทางการตลาดของรถยนต์กลุ่มนี้เคยขึ้นไปแตะที่ระดับ 4% ซึ่งหากตีเป็นตัวเลขอาจไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่

แต่นั่นหมายความว่า ในจำนวนรถยนต์ที่วิ่งไปมา 25 คัน จะมีรถยนต์ไฟฟ้า BEVs และ PHEVs โผล่มา 1 คัน

 

 

ในจำนวน 108,629 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEVs ได้ 63,281 คัน และแบบ PHEVs ที่ 45,348

ซึ่งตัวเลขดังกล่าว ทำให้เราเห็นว่าในปี 2019 รถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% ที่ประเทศเยอรมนี ได้ทำยอดขายแซงหน้ารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า BEVs และ PHEVs ในปี 2019 เพิ่มขึ้นจากปี 2018 ที่ 41,125 คัน หรือประมาณ 37% ด้วยกัน

แต่หากเปรียบเทียบเฉพาะเดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียว ทั้ง BEVs และ PHEVs ทำยอดขายรวมกันได้ 11,328 คัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 98% หรือเกือบ 2 เท่า

 

 

Tesla ครองแชมป์ BEVs

ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รถ Tesla Model 3 คือรถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยมในประเทศเยอรมนี ครองยอดจดทะเบียนสูงสุดของฝั่ง BEVs ที่ 926 คัน ในขณะที่ฝั่ง PHEVs แชมป์ตกเป็นของ Mercedes-Benz E-Class PHEV ที่ 964 คันด้วยกัน

ส่วนอันดับยอดขายของรถยนกลุ่มปลั๊กอินในประเทศเยอรมนีตลอดทั้งปี 2019 เรียงลำดับได้ดังนี้

BMW: 21,763 คัน (BEVs 9,127 คัน/ PHEVs 12,636 คัน)

Tesla: 10,711 คัน (เป็น BEVs ทั้งหมด)

Mercedes-Benz: 9,787 คัน (BEVs 696 คัน/ PHEVs 9,091 คัน)

Volkswagen: 9,701 คัน (BEVs 8,201 คัน/ PHEV 1,500 คัน)

Renault: 9,431 คัน (เป็น BEVs ทั้งหมด)

Smart (แบรนด์ลูกของ Benz): 7,649 คัน (เป็น BEVs ทั้งหมด)

Mitsubishi: 7,591 คัน (เป็น PHEVs ทั้งหมด)

Hyundai: 6,019 คัน (BEVs 5,052 คัน/PHEVs 967 คัน)

Audi: 5,034 คัน (BEVs 3,579 คัน/PHEVs 1,455 คัน)

 

 

ซึ่งจากยอดขายทั้งปี เมื่อรวมทั้ง BEVs และ PHEVs แชมป์จะตกเป็นของ BMW แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเทียบเฉพาะยอดขายรถยนต์แบบ BEVs ค่ายจากสหรัฐอเมริกาอย่าง Tesla กลับคว้าแชมป์ไปครอง

และไม่เพียงเท่านี้ ในปีที่ผ่านมาหลังการเปิดตัว Model 3 ค่ายจากสหรัฐยังมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 462.3% เมื่อเทียบกับปี 2018 ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ที่มียอดขายโตที่สุดเลยก็ว่าได้

 

 

นโยบายสนับสนุนที่มีส่วนช่วยในการตัดสินใจ

เยอรมนีถือเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ประเทศหนึ่งของโลก ดังนั้นหากจะรอเพียงแค่การปรับตัวของค่ายรถเพียงฝ่ายเดียว อาจทำให้การเปลี่ยนเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องง่าย

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 ทางรัฐบาลได้ออกแผนสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าออกมา โดยจะช่วยจ่ายเงินสนับสนุนสำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEVs และ PHEVs

พร้อมประกาศสร้างสถานีชาร์จไฟให้ได้ 15,000 แห่งทั่วประเทศ

 

 

หลังจากประกาศดังกล่าว เดือนพฤศจิกายนรัฐบาลเยอรมนีได้ปรับแผนการมอบเงินสนับสนุนใหม่ ให้เงินสนับสนุนสูงสุดถึง 6,000 ยูโร (ราว 200,000 บาท) จากเดิมที่ 4,000 ยูโร (ราว 134,000 บาท)

เงินสนับสนุนดังกล่าว สำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า BEVs ราคาไม่เกิน 40,000 ยูโร (ราว 1.34 ล้านบาท) เท่ากับว่าซื้อรถราคาล้านต้นๆ ได้ลดสูงสุดสองแสนกันเลยทีเดียว!!

พร้อมขยายโครงการดังกล่าวไปถึงปี 2025 อีกด้วย

(อ่านรายละเอียดมาตรการสนับสนุนได้ที่: เมื่อเยอรมนีเอาจริง ลุยสนับสนุน “รถยนต์ไฟฟ้า” เต็มตัว ออกเงินช่วยสูงสุด 200,000 บาทต่อคัน)

 

 

มาตรการให้เงินสนับสนุนการซื้อรถยนต์ BEVs และ PHEVs ไม่ใช่นโยบายเพียงอย่างเดียวที่รัฐบาลเมืองเบียร์ทำ พวกเขายังให้ความสำคัญกับระบบโครงสร้างพื้นฐาน อย่างสถานีชาร์จไฟด้วย

นายกฯ หญิงอังเกลา แมร์เคิล ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่า จะเพิ่มสถานีชาร์จให้ถึง 1 ล้านแห่ง ภายในปี 2030 ซึ่งปัจจุบันพวกเขามีสถานีชาร์จอยู่ที่ 21,000 แห่งทั่วประเทศเท่านั้น

ซึ่งจากคำประกาศของอังเกลา แมร์เคิล นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องการสถานีชาร์จไฟเพิ่มอีก 880,000 ภายใน 10 ปี หรือประมาณ 88,000 แห่งต่อปี เลยทีเดียว

 

อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี

 

จากนอร์เวย์จนถึงเยอรมนี คงทำให้เราได้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงในวงการยานยนต์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ บ้านเราจะมีการปรับตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร!? อนาคตของรถยนต์ในกลุ่ม BEVs และ PHEVs ในบ้านเราจะไปในทิศทางไหน??

ซึ่งคำตอบทั้งหมดยังคงต้องติดตามกันต่อไปครับ….

 

ที่มา insideevs, apnews, kba

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!