เมื่อเยอรมนีเอาจริง ลุยสนับสนุน “รถยนต์ไฟฟ้า” เต็มตัว ออกเงินช่วยสูงสุด 200,000 บาทต่อคัน

หลายคนน่าจะรู้กันดีว่าเยอรมนี คือประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นลำดับต้นๆ ของโลกในด้านของรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน (หรือเรียกง่ายๆ ว่ารถยนต์น้ำมันที่เราใช้กันทุกวันนี้)

การที่รถยนต์ไฟฟ้าเติบโตขึ้น มันก็เลยกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศนี้ ที่อุตสาหกรรมรถยนต์น้ำมันจะต้องปรับตัวครั้งสำคัญ

พวกเขาจะต้องเลือกระหว่างผลิตรถยนต์น้ำมันตามที่ถนัดต่อไป

หรือจะปรับตัวเพื่อสู้กับกระแสยานยนต์ไฟฟ้า ที่มีคู่แข่งทั้งอเมริกาและจีนเป็นตัวหลัก

และล่าสุด ดูเหมือนว่าแม้แต่ประเทศแห่งรถยนต์ก็ไม่อาจต้านทานกระแสการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้เช่นกัน…

 

Angela Merkel

 

เปิดนโยบายสนับสนุน EV ฉบับใหม่ของเยอรมนี

แต่เดิมเยอรมนียังกั๊กๆ เรื่องการสนับสนุน EV ซึ่งเราคาดเดาว่า สาเหตุน่าจะเป็นเพราะรอให้ค่ายรถในประเทศปรับตัวเสียก่อน

จนกระทั่งในปี 2019 นี้ เราได้เห็นค่ายรถจากเมืองเบียร์หลายค่ายต่างก็ทยอยเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ากันออกมา

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานโยบายที่รัฐจะสนับสนุนเงินช่วยซื้อ EV ก็ถูกบังคับใช้ออกมาในทันที

โดยข้อตกลงครั้งนั้นเกิดขึ้นจากการเจรจาหารือกันของยักษ์ใหญ่ในประเทศอย่าง BMW, Mercedes-Benz และ Volkswagen

 

 

โดยนโยบายที่ออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคมมีรายละเอียดดังนี้

– รถยนต์ไฟฟ้า BEV ราคาไม่เกิน 40,000 ยูโร (ราว 1.34 ล้านบาท) ออกเงินช่วย 4,000 ยูโร (ราว 134,000 บาท)

– รถยนต์ไฟฟ้า BEV ราคา 40,000 – 60,000 ยูโร (ราว 1.34 – 2 ล้านบาท) ออกเงินช่วย 2,500 ยูโร (ราว 84,000 บาท)

– ส่วนรถไฟฟ้า BEV ที่ราคา 60,000 ยูโร (ราว 2 ล้านบาท) จะไม่สนับสนุนเพราะถือว่าเป็นรถหรู

– สำหรับรถ Hybrid ช่วย 3,000 ยูโร (ราว 100,000 บาท)

(ทั้งไฮบริดแบบเติมน้ำมันอย่างเดียว (HEV) และ ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก (PHEV))

– ประกาศสร้างแท่นชาร์จใหม่กว่า 15,000 แห่ง

 

แต่ล่าสุด ผ่านไปไม่ทันถึงปีเต็มจากนโยบายครั้งก่อน ในวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เยอรมนีได้ทำการปรับนโยบายที่ว่ามาโดยการออกเงินช่วยเพิ่มมากขึ้น ดังนี้..

 

สำหรับนโยบายใหม่มีรายละเอียดดังนี้

– รถ BEV ราคาไม่เกิน 40,000 ยูโร เพิ่มเงินสนับสนุนเป็น 6,000 ยูโร (ราว 200,000 บาท)

– รถ BEV ราคา 40,000 – 60,000 ยูโร เพิ่มเงินสนับสนุนเป็น 5,000 ยูโร (ราว 167,000 บาท)

– รถ BEV ราคาเกิน 60,000 ยูโรไม่ออกเงินสนับสนุนเช่นเดิม

– รถ Hybrid เพิ่มเงินสนับสนุนเป็น 4,500 ยูโร (ราว 150,000 บาท)

– โครงการจะลากยาวไปถึงปี 2025

 

คุณเห็นการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วนี้หรือไม่!?

Volkswagen ID.3

 

และที่น่าสนใจก็คือ นโยบายนี้ได้ถูกประกาศออกมาวันเดียวกับ Volkswagen ID.3 รถไฟฟ้าคันใหม่ของค่ายประจำชาติเยอรมนีเปิดวางขาย

ทำให้ชาวเยอรมันสามารถเป็นเจ้าของรถ ID.3 ได้ด้วยค่าตัว 24,000 ยูโร หรือราว 800,000 บาทเท่านั้น (เมื่อนำราคาเต็ม 30,000 ยูโรมาหักเงินช่วยจากรัฐ 6,000 ยูโร)

จึงจะบอกว่านโยบายครั้งนี้ทำออกมาเพื่อเอื้อให้กับค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในประเทศของพวกเขาเองก็ไม่ผิดนัก

ซึ่งก็สอดคล้องกับเมื่อเดือนพฤษภาคมที่นโยบายแรกได้ประกาศออกมา

 

ทางด้าน Tesla ค่ายรถจากอเมริกาก็ออกมาโจมตีทันที โดยได้กล่าวว่าการที่รัฐจำกัดเงินสนับสนุนไว้ให้กับรถที่ราคาไม่เกิน 60,000 ยูโร เป็นเพราะพวกเขาไม่ต้องการให้ Tesla Model S และ Model X ได้ประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว

ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะต้องยอมรับว่า Tesla นั้นนับว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของเหล่าค่ายรถในเยอรมนีนั่นเอง

 

 

นายกฯ เยอรมนีประกาศกร้าวเยอรมนีจะมีสถานีชาร์จ 1 ล้านแห่งภายในปี 2030

ไม่เพียงแค่เงินสนับสนุนเท่านั้น เพราะล่าสุด Angela Merkel นายกรัฐมนตรีหญิงได้ออกมาประกาศกร้าวว่าตั้งใจอย่างมากที่จะสนับสนุน EV

และการจะทำแบบนั้นได้ก็ต้องสร้างความมั่นใจให้คนกล้าเปลี่ยนใจจากรถน้ำมันด้วยการสร้างสถานีชาร์จไฟให้ครอบคลุมมากขึ้น

ปัจจุบันเยอรมนีมีสถานีชาร์จอยู่ราว 21,000 แห่งเท่านั้น

แต่ Merkel ก็ได้สัญญาว่าเธอจะเพิ่มสถานีชาร์จไฟให้ได้ 1 ล้านแห่งภายในปี 2030

หรือก็คือการสร้างสถานีชาร์จเพิ่มขึ้นอีก 880,000 แห่งภายใน 10 ปีข้างหน้า!

ซึ่งถ้าหากโปรเจกต์นี้ทำได้ตามแผนจริงๆ นั่นจะทำให้เยอรมนีกลายเป็นประเทศที่มีสถานีชาร์จไฟมากที่สุดในโลกอีกด้วย

 

Angela Merkel นายกฯ เยอรมนี กับรถไฟฟ้า BMW i3

 

เรียกได้ว่านี่เป็นอีกก้าวสำคัญต่อวงการยานยนต์ไฟฟ้าที่เยอรมนีและอาจจะส่งผลต่อทั่วทั้งโลกเลยก็ว่าได้

เพราะเมื่อประเทศที่มีชื่อเสียงด้านยานยนต์ที่สุดได้ประกาศตนว่าจะสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายานยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์เราในอนาคตอย่างแน่นอน

ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น ว่าจะช้าหรือเร็ว และใครจะเลือกปรับตัวให้ทันกับกระแสก่อนกัน

แล้วคุณคิดอย่างไรกันครับ?

 

ที่มา: electrek (1)(2)(3), apnews, dw, reuters, autonews

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...