กรณีศึกษา Gogoro มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ในไต้หวัน เปลี่ยนแบตฟรี ไม่ต้องเสียเวลาชาร์จ

หากพูดถึงสกูตเตอร์ หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแล้ว มันอาจจะเป็นยานพาหนะที่ไม่ตอบโจทย์คนหลายกลุ่ม เนื่องจากส่วนมากมักจะมีความเร็วต่ำ อัตราเร่งไม่ดี และทำระยะทางได้ไม่มากเท่าไหร่นัก

แต่วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ Gogoro แบรนด์สกูตเตอร์ไฟฟ้าที่ลบจุดอ่อนดังกล่าวไป และก้าวขึ้นมาเป็นรถยอดนิยมที่คนใช้กันอย่างแพร่หลายในไต้หวัน

 

 

มารู้จัก Gogoro ให้มากยิ่งขึ้น

 

Gogoro เป็นแบรนด์ไต้หวันที่ปัจจุบันมีออกมาขายถึง 6 รุ่นด้วยกัน โดยรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวมาล่าสุดคือ Gogoro 3 และ Gogoro S

Gororo 3 สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 86 กม./ชม. และทำระยะทางได้ 170 กม.

ส่วน Gogoro S นั้นเป็นรุ่นที่เน้นประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 95 กม./ชม. และทำระยะทางได้สูงสุด 120 กม.

สเป็กของ Gogoro น่าประทับใจอยู่พอสมควร

 

Gogoro 3

.

 

Gogoro S

 

แม้ดีไซน์ของมันจะดูธรรมดาทั่วไป แต่จุดเด่นของสกูตเตอร์ไฟฟ้าจากไต้หวันคันนี้จริงๆ แล้วอยู่ที่สามารถ “สลับแบตเตอรี่ได้”

และการสลับแบตเตอรี่นี้ก็ไม่ใช่ว่าเราจำเป็นต้องซื้อแบตมาหลายก้อนเพื่อสำรองแต่อย่างใด

เพราะ Gogoro ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้มีการตั้ง Gogoro Network หรือก็คือแท่นสลับแบตเตอรี่อยู่ทั่วประเทศ

 

 

เพียงคุณนำแบตเตอรี่ในรถที่แบตเหลือน้อยเข้าไปเสียบในแท่น แบตเตอรี่ที่แบตเต็มแล้วก็จะเด้งออกมาให้คุณนำไปสับเปลี่ยนในรถคันเดิมเหมือนการเติมน้ำมัน

โดยแบตเตอรี่เดิมที่เสียบเข้าไปก็จะถูกชาร์จ เมื่อเต็มแล้วก็จะมีผู้ใช้คนอื่นนำไปใช้ต่อนั่นเอง

เท่ากับว่า คุณซื้อมอเตอร์ไซค์เท่านั้น แต่แบตเตอรี่จะเป็นระบบสับเปลี่ยนใช้กันระหว่างผู้ใช้งาน Gogoro ทั้งหมดนั่นเอง

 

 

ปัจจุบัน Gogoro Network มีกว่า 700 จุดทั่วไต้หวัน

 

นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถหาแท่นสลับแบต เปลี่ยนสีไฟหน้า-ท้าย และอีกหลายฟังค์ชั่นได้ผ่านแอพฯ บนมือถือ

 

Gogoro ถูกขนานนามว่าเป็น Tesla แห่งวงการสกูตเตอร์ไฟฟ้า เพราะแบรนด์ได้สร้างจุดเปลี่ยนให้กับวงการยานยนต์ของไต้หวันหันมานิยมใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

จุดเด่นที่สามารถสลับแบตเตอรี่ได้ทำให้ยอดขายของ Gogoro ออกมาดีมาก และยิ่งมีเยอะ คนก็ยิ่งอยากจะหันมาใช้แบรนด์ดังกล่าวมากกว่าเดิม

ถือว่าป็นจุดแข็งสำคัญ ขณะที่สกูตเตอร์ไฟฟ้าแบรนด์อื่นยอดขายตกกันระนาว

 

 

ราคาของสกูตเตอร์ไฟฟ้า Gogoro จะเริ่มต้นที่ราวๆ 85,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีนำเข้าของแต่ละประเทศ)

และสำหรับใครที่สนใจจะซื้อรถคันนี้มาขับในบ้านเราก็อาจจะต้องทำใจถึงการที่จะไม่สามารถเข้าถึงการสลับแบตเตอรี่ได้สะดวกสบายเหมือนที่ไต้หวันด้วยนะครับ

 

ที่มา: gogoro, engadget, electrek

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...