นี่คือ.. รถซูเปอร์คาร์สัญชาติญี่ปุ่นคันแรก

นี่คือ.. รถที่ถูกคาดหวังว่า จะมาตีตลาดซูเปอร์คาร์ยุโรป ที่มีราคาแพงจนเอื้อมถึงได้ยาก

นี่คือ.. รถที่ได้รับคำชมมากมายว่าดีเยี่ยม แต่ยอดขายกลับไม่ดีเหมือนคำชมนั้น

และวันนี้ เราจะพาคุณไปเปิดตำนานของ Honda NSX สปอร์ตจากค่ายดังแดนซามูไร!!

 

 

จุดกำเนิด NSX นั้นต้องย้อนกลับไปในยุค 80s

ช่วงปี 1980 เป็นยุคที่รถสปอร์ต มันก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกสปอร์ตจริงๆ สักเท่าไหร่นัก

ถึงแม้ในยุคนั้นจะมี Ferrari ที่ทำรถเจ๋งๆ ออกมามากมาย แต่ราคารถจากค่ายม้าลำพองนั้นก็สูงลิบเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไปจะซื้อได้

นั่นทำให้ Soichiro Honda ผู้ก่อตั้ง Honda Motor Company มองเห็นตรงจุดนี้

เขาจึงบอกแนวคิดให้กับทีมงานว่า อยากจะสร้างรถสปอร์ตที่เหนือกว่า Ferrari โดยที่มีราคาถูกกว่า 

ทาง Honda จึงเริ่มโปรเจกต์ทันที

 

พวกเขาเริ่มด้วยการติดต่อไปยัง Pininfarina บริษัทออกแบบชื่อดังสัญชาติอิตาลี ที่เคยเป็นพาร์ทเนอร์กับ Ferrari

ณ เวลานั้น Honda ยังเป็นบริษัทรถที่โด่งดังจาก Honda Civic ในฐานะรถคันเล็กประหยัดน้ำมัน และมอเตอร์ไซค์เท่านั้น

แต่การสร้างรถสปอร์ตซูเปอร์คาร์ครั้งนี้ Honda ได้ตั้งโจทย์ให้รถออกมาตรงกันข้ามจากรถเดิมๆ ของพวกเขาทุกอย่าง

จากรถเครื่องวางหน้า ขับเคลื่อนล้อหน้า

พวกเขาต้องการรถเครื่องวางกลาง ขับเคลื่อนล้อหลัง และต้องมีดีไซน์ที่ให้ความสปอร์ตแท้ๆ

เมื่อ Pininfarina ได้รับโจทย์มา พวกเขาก็นำไปทำเป็นการบ้าน และรถคันที่ว่าก็เผยโฉมออกมาหลังจากนั้น

 

และนี่คือ 1984 Honda HP-X

 

ในปี 1984 รถคอนเซปต์ Honda HP-X (Honda Pininfarina eXperimental) ได้เปิดตัวออกมา ด้วยดีไซน์ที่แตกต่างจากรถในยุคนั้นอย่างชัดเจน

รถถูกออกแบบมาโดยอิงหลัก Aerodynamic และถูกดีไซน์ให้มีความมินิมอล แตกต่างกับรถในยุคนั้นอย่างสิ้นเชิง

(ที่แปลกชัดเจนคือรถคันนี้ไม่มีประตู แต่ต้องเปิดกระจกด้านบน Cockpit ขึ้น เพื่อเข้าไปในรถ)

 

แต่ถึงอย่างนั้น HP-X ก็ยังเป็นแค่รถคอนเซปต์ ที่พวกเขาจะนำไอเดียมาต่อยอดในรถสปอร์ตซูเปอร์คาร์ที่พวกเขาวาดฝันเอาไว้

Honda ดำเนินโปรเจกต์พัฒนารถต่อไป โดยตั้งชื่อโปรเจกต์ว่า NS-X

NS ย่อมาจากคำว่า New Sportcar

ส่วน X นั้นคือหมายถึง “โลกที่ไม่มีใครรู้จัก”

เปรียบว่านี่คือรถสปอร์ตคันใหม่ ที่จะพาทุกคนไปยังโลกที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อนนั่นเอง

 

ขณะเดียวกัน พวกเขารู้สึกว่าเครื่อง V6 2.0 ลิตร ใน HP-X นั้นยังดีไม่พอจะต่อกรกับคู่แข่งฝั่งยุโรป

Honda จึงไปเอาเทคโนโลยีเครื่อง VTEC มาจาก Honda Intega ที่ขายเฉพาะที่ญี่ปุ่นในตอนนั้น มาผสมรวมเข้ากับเทคโนโลยีรถแข่งของ Formula 1

ผลที่ออกมาได้เป็นเครื่องยนต์ VTEC V6 ขนาด 3.0 ลิตร 270 แรงม้า ที่ทำขึ้นจากอลูมิเนียม และเป็นเครื่องยนต์แรกของโลกที่ก้านสูบถูกทำขึ้นจากไทเทเนียมอีกด้วย

 

 

หลังได้เครื่องยนต์แล้ว Honda ก็มุ่งหน้าพัฒนาตัวถังรถต่อไป

ซึ่งทางค่ายก็ยังคงคอนเซปต์อยากให้รถที่ออกมามีฟีลลิ่งการขับขี่เหมือนกับรถ F1 แต่ต้องใส่ออปชั่นของรถทั่วไป อย่างระบบปรับอากาศ กระจกไฟฟ้า ระบบควบคุมการลื่นไถล ระบบป้องกันล้อล็อก ABS ให้กับรถ

ซึ่งถ้าจะยัดทุกอย่างเข้าไปในรถที่ตัวถังทำจากเหล็ก มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่รถจะออกมามีฟีลลิ่งเหมือนรถแข่ง F1

 

ทางค่ายจึงหาทางออกด้วยการหาวัสดุใหม่มาสร้างตัวถัง

หลังจากที่ทดลองอยู่กับคาร์บอนไฟเบอร์ และเหล็กความแข็งแกร่งสูง สุดท้ายค่ายก็ตัดสินว่าจะใช้ “อลูมิเนียม”

แต่การใช้อลูมิเนียมสร้างบอดี้รถขึ้นมาเป็นสิ่งที่ยังแปลกใหม่ในยุคนั้นและ Honda ก็ไม่เคยทำมาก่อน พวกเขาจึงใช้เวลาอยู่พอสมควรในการทดสอบ

 

 

และในที่สุด ในปี 1989 ทาง Honda ก็พัฒนา NSX ขึ้นมาสำเร็จ

และได้นำรถตัว Prototype ไปเปิดตัวเป็นครั้งแรก ที่งาน Chicago Auto Show ภายใต้แบรนด์ Acura แบรนด์ที่ทำตลาดในสหรัฐฯ ตอนนั้น

 

 

หลังพัฒนา NSX ออกมาสมบูรณ์แบบแล้ว Honda ก็ได้จัดงานแถลงข่าวให้สื่อมาทดลองขับรถคันจริงในสนามจริง ทั้งที่สนาม Laguna Seca ในอเมริกา และ Nürburgring ในยุโรป

เมื่อสื่อได้ทดลองขับ NSX หลายคนก็ตื่นตะลึงกับศักยภาพของมัน ถึงขนาดว่าเขียนพาดหัวถึงรถคันนี้ว่า

“รถที่ดีที่สุดที่มีมา” หรือ “รถทุกคันในปัจจุบัน ก็เทียบไม่ได้กับคันนี้”

และในที่สุด NSX ก็ได้เปิดวางขายที่อเมริกาในปลายปี 1990 และทำยอดขายไปได้ถึง 1,119 คันในปีแรกที่วางขาย

ส่วนที่ญี่ปุ่นบ้านเกิดนั้น ผู้ที่สั่งจองกลับต้องรอรถเกือบ 3 ปี เพราะทางญี่ปุ่นมีแผนผลิต NSX ส่งไปขายที่อเมริกาก่อน

NSX กลายมาเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตที่กระแสแรงมากในเวลานั้น

 

วิดีโอโปรโมท Acura NSX ที่อเมริกาในปี 1991

 

แต่แล้ว.. หลังจากที่วางขายมา 3 ปี ยอดขายของ NSX ก็เริ่มตกลงอย่างรวดเร็ว

ยอดขายในอเมริกาจากปี 1990 ขายได้ 1,119 คัน

ปี 1991 ขายได้ 1,940 คัน

ปี 1992 ขายได้ 1,154 คัน

ในปี 1993 เป็นครั้งแรกที่ยอดตกลงมาเหลือเพียง 652 คัน

 

แต่ถึงอย่างนั้น Honda ก็ไม่ลดความพยายาม ได้ออกรถรุ่นใหม่มากระตุ้นตลาดอยู่อย่างต่อเนื่อง

ในปี 1992 ได้มี NSX-R หรือ NSX Type R ออกมาวางขายในตลาดญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

ซึ่งเป็นการนำเอา NSX มาถอดแผ่นซับเสียง ระบบวิทยุ ระบบแอร์ ระบบความปลอดภัยหลายอย่าง และเปลี่ยนมาใช้เหมาะรถซิ่ง ให้รถเบาลง 120 กก.

 

1992 NSX-R หรือ NSX Type-R

 

ต่อมาในปี 1995 Honda ออก NSX-T ซึ่งเป็นการปรับดีไซน์ตัวถังของ NSX ให้มีการเปิดหลังคารถได้ มาวางขายในตลาดอเมริกาและญี่ปุ่นแทนที่รุ่นเดิม

 

1995 NSX-T

 

แต่ยอดขายของ NSX ก็ยังอยู่แค่ในหลักร้อยในแต่ละปี นับตั้งแต่ปี 1999 รถก็เริ่มขายในอเมริกาได้แค่ราวๆ ปีละ 200 คัน

ถึงจะออกโฉมปรับหน้าใหม่ในปี 2002 ก็ไม่ได้ทำให้ยอดขายเจ้า NSX กระเตื้องขึ้นเลย

 

2002 NSX หลังปรับโฉม

 

ทำให้ในที่สุด Honda ได้ตัดสินใจปิดสายการผลิตของ NSX ลงในปี 2005

โดย NSX นั้นมียอดขายทั่วโลกไปได้ราว 18,000 คัน ตลอด 15 ปีที่ทำตลาด หรือเฉลี่ยเพียงปีละประมาณ 1,200 คัน

ทำให้ NSX เจเนอเรชั่นแรกนั้นมีมูลค่าสูง สำหรับนักสะสมรถและสายแต่งรถซิ่งหลายๆ คนไปแล้ว

 

 

กำเนิด NSX เจเนอเรชั่น 2

พวกเขารอคอยจนกระทั่งถึงปี  2011 ซึ่ง  Honda ได้กลับมาเริ่มแผนพัฒนา NSX เจเนอเรชั่น 2 ใหม่อีกครั้ง

และในปีต่อมารถคอนเซปต์ NSX เจน 2 ก็ถูกนำมาโชว์ตัวเป็นครั้งแรกที่ North America Auto Show

 

 

หลังจากนั้นอีกราวๆ สามปี จนกระทั่งปี 2015 Honda ก็ได้นำ NSX เวอร์ชั่นที่จะใช้ผลิตขายจริง มาโชว์ตัวอีกครั้งในงานเดิม

แต่คราวนี้ มันดูไม่เรียกเสียงฮือฮาได้เท่ากับเจนแรกแฮะ

 

NSX เจนที่สองนี้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ไฮบริด 3.5 ลิตร V6 ทวินเทอร์โบชาร์จ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังสูงสุด 573 แรงม้า

จับคู่กับเกียร์ Dual-clutch 9 สปีด กึ่งอัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD

และทาง Honda ยังคงคอนเซปต์เดิมจากเจนแรก คือการใช้อลูมิเนียมในการทำบอดี้รถ แต่ครั้งนี้ใช้ร่วมกับเหล็กความแข็งแรงสูง และวัสดุน้ำหนักเบาอื่นๆ อีกหลายชนิด

 

Honda ประกาศว่า NSX เจนที่สองนั้นพร้อมวางขายในปี 2016 โดยได้ย้ายฐานการผลิตจากที่ญี่ปุ่นมาอยู่ที่อเมริกาเต็มตัว

โดยที่อเมริกายังคงขายภายใต้แบรนด์ Acura ส่วนยุโรปและญี่ปุ่นจะขายภายใต้แบรนด์ Honda เหมือนเดิม

 

2016 Honda NSX

 

NSX นั้นยังคงคอนเซปต์เดิมคือเป็นรถซูเปอร์คาร์ที่มีราคาต่ำกว่าแบรนด์ยุโรป

หัวหน้าทีมออกแบบ NSX เจนสองนี้ได้พูดถึงรถคันนี้ไว้ว่าเป็น “รถอเมริกันมัสเซิลคาร์ ในคราบของรถอิตาลีแบบใหม่”

แต่ถึงอย่างนั้น ดูเหมือนว่า NSX เจนสองนี้ อาจมีแววจะซ้ำรอยเดิม

เราลองมาดูยอดขายของรถเจนสองในอเมริกากัน

ปี 2016 ขายได้ 269 คัน

ปี 2017 ขายได้ 581 คัน

ปี 2018 ขายได้ 170 คัน

ปี 2019 ขายได้ 238 คัน

 

ถ้าหากเทียบกับ Ferrari ที่ยอดขายในอเมริกาปี 2019 ทำได้ 2,900 คัน

และ Lamborghini ที่ยอดขายในอเมริกาปี 2019 ทำได้ 2,374 คัน

ก็ต้องบอกว่า Acura ยังห่างชั้นกับคู่แข่งที่พวกเขาวางเอาไว้อยู่มากกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว

และยังไม่สามารถเทียบกับยอดขายของรถเจนแรกได้เลยอีกด้วย..!!

 

 

และนี่ก็เป็นเรื่องราวของ Honda/Acura NSX รถที่ได้รับคำชมอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่ว่า ยอดขายกลับออกมาสวนทางกัน

ถึงอย่างนั้น ยอดขายที่น้อย ก็ทำให้รถเจนรากกลายมาเป็นของล้ำค่า

แต่สำหรับรถเจนสองนั้น ก็ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก

ไม่มีใครรู้ว่า ทำไมรถที่ได้รับคำชื่นชมจากสื่อมวลชนมากมายตั้งแต่เปิดตัว

รถที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ราคากลับเอื้อมถึงได้ ทำไมจึงไม่สามารถขายออก

ไม่แน่ว่า มันอาจจะเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งของค่ายญี่ปุ่นรายนี้

และรถญี่ปุ่นที่ตั้งใจจะสร้างมาแข่งกับซูเปอร์คาร์อิตาลี อาจจะต้องยอมศิโรราบ แล้วถอนทัพไปอีกรอบหนึ่งก็เป็นได้…

 

 

ที่มา: classic-car-history, garagedreams, autoblog, performancedrive, audi-mediacenter, donutmedia

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...