Elon Musk ซีอีโอคนดังของ Tesla เคยบอกว่า การบริหารงานของบริษัทเขา ไม่เคยเจียดงบไปกับการทำการตลาดเลยแม้แต่ดอลลาร์เดียว

แต่ชื่อของ Tesla กลับแพร่หลายไปทั่วโลก และมักจะถูกพูดถึงในโลกออนไลน์มากที่สุดเมื่อใดก็ตามที่เปิดตัวรถหรือสินค้าใหม่ๆ ออกมา

(นั่นรวมถึงในประเทศไทย ทั้งที่ไม่มี Tesla ขายอย่างเป็นทางการ)

วันนี้เราจึงจะมาเจาะกลยุทธ์ทางการตลาดของ Tesla ที่พวกเขาคุยหนักคุยหนาว่าไม่เสียเงิน แต่ทำให้แบรนด์ดังไปทั่วโลกนั้น สามารถทำได้อย่างไร?

 

 

โลกออนไลน์ = พื้นที่โฆษณาที่ดีที่สุด

หากคิดในมุมมองธุรกิจทั่วไป สิ่งที่หลายคนคิดเมื่อจะทำการตลาดก็คงหนีไม่พ้น ‘การโฆษณา’

ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาทางทีวี ทางยูทูบ ทางเฟซบุ๊ก หรือตามหนังสือพิมพ์ ที่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการซื้อพื้นที่โฆษณา

แต่กลยุทธ์ที่ Elon ใช้กับ Tesla แตกต่างออกไป

Elon เลือกใช้ประโยชน์จากสังคมออนไลน์ในอีกรูปแบบโดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินโฆษณา ซึ่งก็คือการเปิดตัวรถให้ออกมาแล้วคนดูรู้สึก ‘ว้าว’ แล้วพูดถึงกันไปเอง

แม้มันจะต้องแลกกับการที่ถูกมองว่า “ปากดี ชอบหาเรื่อง และสร้างศัตรูไปทั่ว” สักเล็กน้อย

 

 

ไม่ว่าในอดีตตั้งแต่ Model S และ X ที่เปิดตัวมาโดยชูจุดเด่นว่าเป็นรถเก๋ง 4 ประตูที่ประสิทธิภาพเหนือกว่าคู่แข่งในราคาเดียวกันทั้งหมด

Model 3 ที่ชูจุดเด่นเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาถูกที่สุดของค่าย แต่ก็ยังมีประสิทธิภาพเหนือกว่ารถในราคาเดียวกัน เมื่อเทียบกับรถค่ายอื่น

Roadster 2020 ที่เป็นรถประสิทธิภาพสูงที่สุดของค่าย และอยู่ในระดับเดียวกับรถไฮเปอร์คาร์ ด้วยอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ ใน 1.9 วินาที แรงบิดสูงสุด 10,000 นิวตันเมตร

 

และล่าสุดก็คือ Cybertruck ที่มีหน้าตารถออกมาแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ก็ทำให้รถคันนี้กลายเป็นจุดสนใจในโลกออนไลน์

และหลังจากนั้นชาวเน็ตก็จะเอาไปแตกประเด็นคุยกันต่อและพร้อมจะเสพข่าวสารจาก Cybertruck

 

เมื่อรถ Tesla ถูกเปิดตัวออกมาให้มีเรื่องว้าวอยู่เสมอ บวกเข้ากับพันธกิจของ Tesla ที่หวังจะลดปริมาณไอเสียให้โลกน่าอยู่ขึ้นนั้น

ทั้งสองอย่างได้ก่อให้เกิด ‘แฟนคลับ’ ของค่ายขึ้นมา ถึงแม้จะเป็นคนที่ไม่มีโอกาสได้ขับ Tesla ก็ตาม

และหลังจากนั้นเองแฟนคลับก็จะเป็นเหมือนคนพีอาร์ให้กับ Tesla เองโดยที่พวกเขาไม่ได้ต้องใช้เงินจ้างสักบาทเดียว

 

กราฟแสดงจำนวนการพูดถึงของรถแบรนด์ต่างๆ บนโลกออนไลน์ ซึ่ง Tesla นำเป็นอันดับ 1 Source: marketingexamples

 

อีกหนึ่งประเด็นที่ Tesla ให้ความสำคัญก็คือ ‘ยูทูบเบอร์’ เพราะในยุคนี้ ใครล่ะที่จะเป็นกระบอกเสียงในโลกออนไลน์ได้กว้างเท่าพวกเขา?

ในงานเปิดตัวรถของ Tesla ผู้ที่ถูกเชิญไปร่วมงานนอกจากสื่อแล้ว ยังรวมถึงเหล่ายูทูบเบอร์หรือบล็อกเกอร์ด้วย

ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เหล่ายูทูบเบอร์ไม่พลาดที่จะเก็บประสบการณ์ของงานมาแชร์ ก็ทำให้เรียกความสนใจจากผู้ชมได้ และ Tesla ก็ได้โฆษณาตัวเองไปด้วย เรียกได้ว่าวินๆ ทั้งสองฝ่าย

และถ้าเหล่ายูทูบเบอร์ได้เห็นความดีงามของรถ Tesla แล้ว ก็ยิ่งเป็นการดีเข้าไปอีก เพราะทำให้ผู้ติดตามตีความได้ว่า “แม้แต่ระดับเซียนยังเปลี่ยนไปใช้ Tesla แสดงว่ารถมันต้องมีดี”

ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่ Cybertruck ได้เปิดตัวออกมา ก็ได้มีเหล่ายูทูบเบอร์ชื่อดังหลายคนได้ทำวิดีโอในหัวข้อว่า ‘ทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจซื้อ/จอง Cybertruck’

 

Source: marketingexamples

 

ซึ่งก็ทำให้วิดีโอได้รับความสนใจมากมาย

อย่างเช่น Marques Brownlee ยูทูบเบอร์สายเทคโนโลยีชื่อดังที่เคยไปสัมภาษณ์ Elon Musk ถึงโรงงาน Tesla สามารถทำยอดวิวจากวิดีโอได้ถึง 6.9 ล้าน

หรืออย่าง Supercar Blondie ที่มักจะได้รีวิวรถระดับไฮเอนด์เป็นประจำก็ทำยอดวิวไปได้ถึง 2.4 ล้าน กับการที่เธอออกมาอธิบายว่าทำไมถึงเลือกซื้อ Cybertruck

ทำให้ Tesla สามารถโฆษณารถด้วยตัวเองได้โดยที่บริษัทไม่ต้องลงทุนเงินเลยสักบาท

 

Elon ออกมาเผยหลังเปิดตัว Cybertruck เป็นเวลา 3 วันว่า ยอดจองขึ้นไปถึง 146,000 คัน โดยที่ไม่ได้ทำโฆษณาเลย

(ซึ่งภายหลังยอดขึ้นไปอยู่ที่ 250,000 คัน)

 

สินค้าดี = ขายได้ด้วยตัวเอง

หลังจากที่แฟนคลับได้เกิดขึ้นและขยายไปมากขึ้น แน่นอนว่าต้องมีคนที่เปลี่ยนสถานะจากแฟนคลับมาเป็นผู้ใช้งานจริง

และสิ่งที่เหล่าผู้ใช้งานจริงทำนั้นก็คือ การแชร์ประสบการณ์ของการใช้ Tesla ลงในสังคมออนไลน์ต่อเช่นกัน

โดยเฉพาะในยูทูบที่ถ้าหากเสิร์จหาเกี่ยวกับ Tesla จะมีคอนเทนต์ให้คุณได้เสพเยอะมากจากผู้ใช้งานจริง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ที่พูดถึงรถ Tesla ก็มักจะออกมาเป็นบวกอย่างที่ Elon ได้ประกาศเอาไว้

นั่นยิ่งทำให้แบรนด์ได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น และกระตุ้นให้แฟนคลับอยากได้รถมาเป็นเจ้าของ

ฐานแฟนคลับ กลายเป็นเจ้าของ ช่วยโปรโมต ก็สร้างฐานแฟนคลับให้เยอะขึ้น ทำให้มีเจ้าของเยอะขึ้น มีคนช่วยโปรโมตเยอะขึ้น แล้วก็ยิ่งมีฐานแฟนคลับเยอะขึ้นไปอีก

ซึ่งการตลาดแบบนี้ก็จะวนลูปของมันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดสิ้นสุด โดยที่ Tesla ไม่ต้องเสียเงินโฆษณาเลยด้วยเช่นกัน

 

 

พรีเซนเตอร์ = ซีอีโอ

การนำคนมีชื่อเสียงมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับรถก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การตลาดที่นิยมใช้กันทั่วไป

ยกตัวอย่างใกล้ตัวเรา เช่น วลีคำว่า “จิ๊บๆ” จาก ป๋อ ณัฐวุฒิ นักแสดงชื่อดังที่ใครๆ ก็รู้จัก ที่กลายมาเป็นภาพจำของ Toyota Hilux Vigo

แล้วเมื่อพูดถึง Tesla ใครล่ะที่เป็นภาพจำของแบรนด์?

คำตอบก็คือ Elon Musk “ผู้เป็นซีอีโอของแบรนด์เอง” ที่เปรียบเหมือนพรีเซนเตอร์ของค่าย

 

หลายคนน่าจะทราบกันดีว่า Elon Musk เป็นคนที่ชอบเล่นทวิตเตอร์มาก จะเรียกว่าเขาเสพติดเลยก็ว่าได้

Elon มักจะทวีตทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาสาระเกี่ยวกับบริษัทที่เขาเป็นเจ้าของไม่ว่าจะเป็น Tesla, SpaceX รวมไปถึงชีวิตประจำวัน และความเห็นของเขาต่อกระแสต่างๆ

ไปจนถึงเรื่องที่หาสาระไม่ได้ อย่างมีมตลกที่หาได้ตามอินเตอร์เน็ต

 

ตัวอย่างเช่น…

 

ทำให้เขาเป็นซีอีโอที่แตกต่างกับคนอื่นๆ ที่ดูเข้าถึงได้ง่าย และมักจะมีมุมกวนๆ เรียกความสนใจได้เสมอ

เป็นผลทำให้ทวิตเตอร์ของเขามีผู้ติดตามมากถึงเกือบ 30 ล้านคน มากกว่าศิลปินระดับโลกอย่าง Adele, วง Coldplay, Eminem หรือ Mariah Carey เสียอีก

และนั่นทำให้บริษัทของเขากลายเป็นจุดสนใจไปด้วย รวมถึงบริษัท Tesla หนึ่งในธุรกิจของเขาเองเช่นกัน

ทำให้แบรนด์สามารถโฆษณาตัวเองได้ผ่านทางซีอีโอของบริษัทเองโดยที่ไม่ต้องเสียเงินจ้างพรีเซนเตอร์นั่นเอง

 

ซึ่งนั่นจากซีอีโอของค่ายรถยนต์อื่นๆ ในท้องตลาดอย่างฉีกกฎไปเลย

ลองถามคุณเล่นๆ ว่า ตอนนี้ซีอีโอของ Ford, Toyota หรือ Honda ชื่ออะไร เชื่อว่าคงจะหาคนรู้จักทั้ง 3 คนได้น้อยเต็มที

แต่ถ้า Tesla ล่ะ!? คงจะรู้จักกันเพียบแน่ๆ

 

นั่นเป็นเพราะรูปแบบการบริหารงานและโครงสร้างองค์กร ที่ค่ายรถยนต์อื่นๆ ก่อตั้งมาอย่างยาวนาน มีวัฒนธรรมองค์กรและภาพลักษณ์ที่จะต้องรักษา “แบรนด์” เป็นสำคัญ

การเอาผู้บริหารมาขายของ แล้วหากผู้บริหารทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามล่ะก็ ชื่อเสียงของแบรนด์ก็จะต้องเสื่อมลงตามไปด้วย

และใช่ว่าการกระทำของ Elon จะมีแต่ข้อดีซะเมื่อไร เพราะเราก็มักจะเห็นเขามีข่าวในด้านลบอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องของการโพสต์ด่าทอทะเลาะกับบางคน การประพฤติตัวไม่เหมาะสมออกสื่อ การใช้โซเชียลชี้นำตลาดหุ้น

และเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งหมดที่เขาทำ มันก็ย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัททั้งในแง่บวกและลบเช่นกัน..

 

 

และนี่ก็คือกลยุทธ์ทางการตลาดของ Tesla ที่แหกขนบธรรมเนียมเดิมๆ ของค่ายรถอื่นไปอย่างสิ้นเชิง

ซึ่งเมื่อมองจากปัจจัยแล้ว มันเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ใช่ใครก็สามารถทำได้ง่ายๆ แต่มันก็เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดกับ Tesla

 

ลองนึกดูสิครับว่า ทั้งที่อ้างว่ากระจกของ Cybertruck สามารถกันกระสุนได้ ปาทดสอบมาก็ไม่แตก แต่กระจกกลับแตกเมื่อปาลูกเหล็กใส่สองครั้งตอนแสดงโชว์

นั่นเป็นความผิดพลาดตอนเปิดตัว?? หรือที่จริงเป็นความตั้งใจทำให้คลิปเปิดตัวกลายเป็นกระแสมากยิ่งขึ้น!?

แน่นอนว่าเราไม่มีทางรู้ได้

คุณล่ะครับ.. คิดว่าอย่างไรกันบ้าง!?

 

 

แหล่งอ้างอิง: marketingexamples, talkwalker

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...