ต้นกำเนิดของการดริฟต์ มาจากไหน!? ย้อนเรื่องราวของ “ดริฟต์คิง” ผู้เป็นแรงบันดาลใจสู่ Initial D

เสียงคำรามของเครื่องยนต์ ยางที่เบียดไปกับถนนจนเกิดเป็นควันที่สีขาวที่พุ่งออกมา คือเทคนิคที่เรียกว่า “ดริฟต์” ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่าแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

แม้ภาพของการดริฟต์จะมาคู่กับรถยนต์อย่างที่เราคุ้นกัน แต่แท้จริงแล้ว ใครจะรู้ว่าการเข้าโค้งที่มีลักษณะเฉพาะนี้ มีต้นกำเนิดมาจากนักแข่งมอเตอร์ไซค์ชื่อดังชาวญี่ปุ่น

จากจุดเริ่มต้น การดริฟต์ได้ขยับเข้าไปเป็นเทคนิคที่ใช้ในการแข่งขันรถยนต์บางประเภท รวมทั้งกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านหนังแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง The Fast and Furious: Tokyo Drift และการ์ตูนแข่งรถยอดฮิตอย่าง Initial D

เรื่องราวอันน่าสนใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของเสียงยางและเครื่องยนต์มีอะไรบ้าง ในบทความนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปหาคำตอบกันครับ…

 

 

Kunimitsu Takahashi บิดาแห่งการดริฟต์

การดริฟต์นั้นไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมๆ กับรถยนต์คันแรกของโลกหรอก แต่มันมีจุดเริ่มต้นมาจากการแข่งรถบนเส้นทางลงเขาในประเทศญี่ปุ่น

และหากจะยกเครติดให้ผู้ที่คิดค้นการเข้าโค้งในลักษณะนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น คุนิมิตสึ ทากาฮาชิ ชายที่ได้รับการขนานนามว่า “บิดาแห่งการดริฟต์”

คุนิมิตสึ ทากาฮาชิ นักแข่งรถและมอเตอร์ไซค์ชาวญี่ปุ่น ผู้โด่งดังในช่วงปี 1960 เขาคือชาวญี่ปุ่นคนแรกที่คว้าแชมป์ในรายการ Germany Grand Prix เมื่อปี 1961

แต่โชคร้าย เขาประสบอุบัติเหตุในปีถัดมา

ทำให้เขาเปลี่ยนจากมอเตอร์ไซค์ หันมาแข่งรถยนต์ในปี 1965

นับตั้งแต่เข้าเส้นทางการเป็นนักแข่งรถยนต์ ตลอดเส้นทางอาชีพของเขา ทากาฮาชิ ลงทำการแข่งแทบจะทุกรายการไล่ตั้งแต่ Formula 1 ไปจนถึง GT2

 

คุนิมิตสึ ทากาฮาชิ  (ขวาสุด) สมัยที่ยังเป็นนักแข่งมอเตอร์ไซค์

 

แต่กลายเป็นว่า ในรายการ All Japan Touring Car Championship (JTCC) ช่วงปี 1970 (ก่อนเปลี่ยนชื่อมาเป็น Super GT) เป็นรายการที่ทำให้เทคนิคการเข้าโค้งของ ทากาฮาชิ กลายเป็นที่จดจำ

เทคนิคการเข้าโค้งของอดีตนักบิดชื่อดังเป็นการเข้าโค้งที่รวดเร็ว โดยเขาจะสไลด์รถออกไปก่อนที่จะถึงจุดที่จะต้องหักโค้ง จากนั้นจะเร่งความเร็วต่อเนื่องเมื่อเข้าช่วงทางตรง

ทากาฮาชิ ใช้เทคนิคที่ว่านี้อย่างเชี่ยวชาญ และมันทำให้เขาขึ้นไปยืนอยู่บนโพเดียมแทบจะทุกสนาม

 

Skyline KPGC10 รถของทากาฮาชิ

 

แน่นอนว่าแฟนคลับของรายการ JTCC ต้องเป็นกลุ่มคนผู้ชื่นชอบความเร็วแบบไม่ต้องสงสัย ซึ่งนั่นหมายถึงกลุ่มรถซิ่งเลือดซามูไรด้วยเช่นกัน พวกเขานี้เองที่มีส่วนทำให้เทคนิคการเข้าโค้งของ ทากาฮาชิ ถูกนำไปใช้ในการแข่งบนถนนจริง

และจึงเป็นที่มาของชายที่ถูกเรียกว่า “ดริฟต์คิง”

 

กำเนิดดริฟต์คิง

ในช่วงที่วงการมอเตอร์สปอร์ตของญี่ปุ่นกำลังเฟื่องฟู การแข่งรถบนถนนจริงก็เติบโตไปพร้อมๆ กัน และหนึ่งในนั้นก็คือ ไทโกะ หรือการแข่งรถบนภูเขา ซึ่งมันได้สร้างตำนานนักขับที่ชื่อว่า “เคอิชิ สึชิยะ” ขึ้นมา

ชื่อเสียงของเคอิชิเป็นที่พูดถึงอย่างมากในวงการไทโกะ และว่ากันว่าเขาคือคนที่เอาเทคนิคการเข้าโค้งแบบใหม่มาใช้ในการแข่งขัน ซึ่งเทคนิคที่ว่านั้นเหมือนกับการเข้าโค้งของทากาฮาชิ พร้อมกับเรียกมันว่าการ “ดริฟต์”

มีข่าวลือว่าครั้งหนึ่งในการแข่งขัน จังหวะที่รถหลายคันกำลังขับเคี่ยวกันอยู่

เมื่อถึงจังหวะทางโค้ง เคอิชิซึ่งอยู่อันดับท้ายๆ ได้ใช้การดริฟต์เพื่อปาดแซงรถเหล่านั้น ก่อนจะเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก

และตั้งแต่นั้นไม่ว่าการแข่งไทโกะสนามไหน ก็ตกเป็นของเคอิชิหมด จนเขาถูกเรียกว่า Dorikin หรือ Drift King (ดริฟต์คิง)

 

เคอิชิ สึชิยะ

 

เคอิชิเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะโด่งดังสุดขีดในช่วงยุค 80 พร้อมกับพาเทคนิคการดริฟต์และรถคู่ใจของเขา Toyota Corolla AE86 ให้เป็นที่รู้จักเป็นวงกว้าง

ปี 1987 นิตยสารรถและสำนักแต่งได้ร่วมทุนเพื่อสร้างสารคดีเกี่ยวกับการดริฟต์ โดยใช้ชื่อว่า Pluspy ซึ่งเป็นเรื่องราวของเคอิชิ พร้อมการโชว์ทักษะการดริฟต์ของเขาแบบจัดเต็มกว่า 23 นาที

 

 

Pluspy กลายเป็นฟุตเทจระดับตำนาน ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักขับดริฟต์รุ่นหลัง

และไม่เพียงเท่านั้น เรื่องราวของ ดริฟต์คิง ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับการ์ตูนเรื่องดังอย่าง  Initial D อีกด้วย…

 

จากชีวิตจริงสู่การ์ตูน

Initial D ผลงานของชูอิจิ ชิเงโนะ การ์ตูนแนวแข่งรถอันโด่งดัง (ที่ถูกนำไปสร้างเป็นหนังที่ใช้ชื่อเดียวกัน) และมีชื่อภาษาไทยว่า “ดริฟท์ติ้ง ซิ่งสายฟ้า”

เรื่องราวของ Initial D พูดถึงทาคูมิ นักเรียนมัธยมปลายตัวเอกของเรื่อง ที่ต้องขับรถข้ามเขาอากินะเพื่อส่งเต้าหู้ในทุกๆ เช้าโดยใช้รถ AE86 ของคุณพ่อ

ซึ่งการรีบทำเวลาในช่วงเช้าเพื่อที่จะได้กลับมานอนต่อ ทำให้ทาคูมิเกิดทักษะพิเศษโดยไม่รู้ตัว ทำให้นักแข่งคนอื่นๆ สนใจที่จะทดสอบความสามารถของเขา จนนำไปสู่การแข่งรถแห่งเทือกเขาอากินะ

 

 

ทั้ง Toyota AE86, การขับรถลงเขาเพื่อส่งเต้าหู้ รวมไปถึงทักษะการดริฟต์ของทาคูมิ ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบที่ชูอิจิได้มาจากเคอิชิทั้งสิ้น

นั่นเพราะ เคอิชิฝึกทักษะการดริฟต์โดยอาศัยการขับรถส่งของในระหว่างช่วยงานที่บ้าน ซึ่งเส้นทางที่เป็นทางโค้งบวกกับหิมะที่ปกคลุมภูเขาในหน้าหนาวก็เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับการฝึกดริฟต์

 

นอกจากนี้รถ AE86 ใน Initial D ก็ยังมาจากรถคู่ใจของเคอิชิ ด้วย ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่ามันคือรถคันโปรดของเขาเลย

“รถคันโปรดของผมงั้นหรอ!? มันคือ AE 86 ปี 1986 ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เครื่อง 1.6 ลิตร แต่ของผมเป็นเครื่อง 1.8 ลิตร 180 แรงม้า มันสุดยอดมากๆ และทุกวันนี้ผมก็ยังขับมันอยู่” เคอิชิ ให้สัมภาษณ์

 

เคอิชิ และ AE86 คู่ใจ

 

ปัจจุบันการดริฟต์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทักษะที่ใช้ในการแข่งรถเท่านั้น แต่มีรายการแข่งขันที่ตัดสินการแพ้ชนะด้วยการดริฟต์โดยเฉพาะอยู่หลายรายการ

ไม่ว่าจะเป็นรายการ D1 Grand Prix ประเทศญี่ปุ่น, FD formula drift และ European Drift Championship เป็นต้น

ซึ่งเกณฑ์การตัดสินที่ใช้หลักๆ จะมีอยู่ 4 อย่างด้วยกันคือ มุมการเข้าโค้ง ไลน์ ความเร็ว และลูกเล่นหรือสไตล์การดริฟต์ของผู้เข้าแข่งขันนั่นเอง

จริงอยู่ว่าการดริฟต์นั้นอาจไม่ใช่เทคนิคที่สามารถใช้ได้ในทุกการแข่งขัน เนื่องจากว่ามีการเข้าโค้งในแบบอื่นที่เหมาะกว่า

แต่ทั้งนี้ความตื่นเต้นและความเท่ที่การเข้าโค้งแบบธรรมดาให้ไม่ได้ คือปัจจัยหลักที่ทำให้การเข้าโค้งด้วยเทคนิคพิเศษนี้ยังคงได้รับความนิยม

และคงจริงอย่างที่ดริฟต์คิงเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “ผมใช้การดริฟต์เพื่อแซง ไม่ใช่เพราะมันทำให้เข้าโค้งได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่เพราะมันตื่นเต้นเร้าใจเอามากๆ ด้วย” 

 

 

ที่มา toyota, drivetribe, tirestickers, drifted

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!