รถ Kei Car คืออะไร?? พร้อมไขข้อข้องใจว่า ทำไมรถน่ารักแบบนี้ ถึงไม่มีขายในบ้านเรา

Kei car รถขนาดเล็กที่มาพร้อมกับดีไซน์สุดน่ารัก หลายคันอาจเป็นรถที่เคยผ่านตาคุณผู้อ่านกันมาบ้าง

บางคนอาจจะเคยอ่านหรือแชร์บทความของรถประเภทนี้ โดยที่ไม่รู้ตัวว่ารถดังกล่าวก็คือตระกูลนี้ก็เป็นได้นะครับ

ความน่ารัก และค่าตัวที่สุดแสนจะถูก (เริ่มต้นที่ราวๆ 300,000 บาท!!) ทำให้ Kei car ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทุกครั้งที่ปรากฎตัวออกมา

และตามมาซึ่งคำถามที่ทีมงาน MagCarZine ได้รับเป็นประจำวัน เหตุใดรถเหล่านี้จึงไม่มีขายในไทย??

 

 

รถคันเล็กน่ารัก สีพาสเทลราคาเริ่มต้น 3 แสนปลายๆ อาจจะเป็นเพียงแค่ความฝันสำหรับคนที่กำลังติดตามอยากได้เท่านั้น

เพราะการที่ค่ายรถจะนำ Kei car เข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในบ้านเรานั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย หรือหากจะดูจากบริษัทนำเข้าอิสระค่าตัวก็พุ่งจากเดิมไปอีก 3-4 เท่า

ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของบทความพิเศษนี้ ที่จะขอพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับรถกลุ่มนี้ และไขข้อข้องใจว่า

ทำไม Kei car และตลาดรถยนต์ในบ้านเราถึงเป็นเหมือนเส้นขนานที่ไม่สามารถมาพบกันได้….

 

 

Kei car คืออะไร??

จุดเริ่มต้นของ Kei car ต้องย้อนกลับไปในปี 1949 โดยมันถือเป็นส่วนหนึ่งในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นหลังเพิ่งแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 มาหมาดๆ

โดยแผนดังกล่าวคือ ต้องการให้มีการผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก ราคาถูก เพื่อให้ผู้คนสามารถเป็นเจ้าของรถได้โดยไม่ต้องใช้เงินมาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีในขณะนั้น

Kei car หรือมีชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า Keijidōsha ซึ่งมีความหมายว่ารถขนาดเล็ก เป็นการแบ่งกลุ่มของรถที่มีเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น

ในตอนประกาศจัดเก็บภาษีรถในกลุ่มนี้ครั้งแรก Kei car ถูกจำกัดให้มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 150 ซีซี.

ก่อนที่จะขยับมาเป็น 360 ซีซี. ในปี 1955

และในปัจจุบันมีการกำหนดความจุเครื่องยนต์ไว้ที่ไม่เกิน 660 ซีซี.

 

Subaru 360 ปี 1958 Kei car ในยุคแรกๆ

 

การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดต่างๆ ของรถประเภทนี้ถูกเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อกำหนดล่าสุดสำหรับรถที่จะถูกจัดเข้าในกลุ่มของ Kei car นั้นจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

– ความยาวไม่เกิน 3,400 มม.

– กว้างไม่เกิน 1,480 มม.

– สูงไม่เกิน 2,000 มม.

– เครื่องยนต์ไม่เกิน 660 ซีซี.

-ให้กำลังสูงสุดไม่เกิน 64 แรงม้า(PS)

 

 

แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในญี่ปุ่นครั้งนั้น ไม่เพียงแค่ทำให้เกิดรถในกลุ่ม Kei car แต่ยังทำให้รถในกลุ่มนี้กลายเป็นที่นิยมมาจนถึงทุกวันนี้อีกด้วย…

 

ความนิยม Kei car ในญี่ปุ่น

แม้ว่าจะมีการกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่า รถในกลุ่มนี้จะต้องมีขนาดและเครื่องยนต์แบบไหน แต่ค่ายรถหลายๆ ค่ายก็สามารถสร้างสรรค์ตัวถังในรูปแบบต่างๆ ออกมาให้เลือกมากมาย ทั้งแบบ 5 ประตู, คูเป้ ไปจนถึงรถเปิดประทุนกันเลยทีเดียว

ตัวเลือกที่หลากหลายนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า Kei car นั้นได้รับความนิยมมากแค่ไหนในประเทศญี่ปุ่น

เว็บไซต์ Wardsauto เผยว่าในปี 2018 ที่ผ่านมา ยอดขายของรถยนต์ในกลุ่มนี้อยู่ที่ 36.5% ของยอดขายรถป้ายแดงทั้งประเทศ

หากคิดเป็นจำนวนก็จะอยู่ที่ 1,924,124 คันด้วยกัน

ยอดขายเกือบ 2 ล้านคันนี้ถือว่าไม่น้อยเลย ซึ่งเหตุนี้เองจึงทำเป็นที่น่าสนใจว่า ทำไม Kei car ถึงได้รับความนิยมมากขนาดนี้??

 

 

นอกเหนือจากขนาดกระทัดรัดที่ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้ Kei car กลายเป็นที่นิยมอีก เช่น

 

ภาษีที่ถูกกว่ารถยนต์ทั่วไปมาก:

สำหรับภาษีประจำปีของรถในกลุ่ม Kai car นั้นจะอยู่ที่ 7,200 เยน (ประมาณ 2,000 บาท)/ปี

ในขณะที่รถยนต์เครื่อง 1,500 ซีซี. จะอยู่ที่ 39,500 เยน (ประมาณ 11,000 บาท)

ถูกกว่าถึง 5 เท่า!!

นอกจากนี้ยังมีภาษีน้ำหนักที่จะเรียกเก็บทุกๆ 2 ปี ซึ่ง Kai car นั้นอยู่ที่ 6,600 เยน (ประมาณ 1,900 บาท)

ส่วนรถที่มีน้ำหนักไม่เกิน 1,500 กก. (ประมาณ Honda City, Toyota Vios) จะอยู่ที่ 24,600 เยน (ประมาณ 7,100 บาท)

 

 

ราคาน่ารักสมกับขนาดตัว:

ราคาขายของรถ Kei car นั้นจะเริ่มต้นที่ประมาณ 300,000 บาท ตัวอย่างเช่น

Suzuki Spacia รถ Kei car ที่มียอดขายเป็นอันดับ 2 ในญี่ปุ่น ตั้งราคาขายที่ 1,333,800-1,589,760 เยน (ประมาณ 387,000-461,000 บาท) ด้วยกัน

ส่วนรถเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรที่ญี่ปุ่นนั้นจะเริ่มต้นที่ราวๆ 1,700,000 เยน (ประมาณ 493,000 บาท)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการประหยัดน้ำมัน และมีค่าบำรุงรักษาที่ถูกกว่าอีกด้วย

 

Suzuki Spacia เวอร์ชั่นตกแต่งพิเศษ

 

ทั้งการออกแบบและสมรรถนะเครื่องยนต์ที่แสนจะตอบโจทย์:

หากสังเกตดูจะเห็นได้ว่ารถประเภทนี้นอกจากจะมีขนาดกระทัดรัดแล้ว โดยส่วนมากยังมีรูปคล้ายกล่อง

ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องจากว่าความแออัดในเมืองญี่ปุ่น ทำให้พื้นที่แทบจะทุกตารางนิ้วมีค่ามากๆ และรถรูปทรงดังกล่าวยังช่วยประหยัดที่จอด แถมยังได้พื้นที่ในห้องโดยสารที่กว้างขึ้นอีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น เครื่องยนต์ ขนาดไม่เกิน 660 ซีซี. นั้นก็เพียงพอสำหรับการใช้งาน

เนื่องจากว่าถนนที่ญี่ปุ่นนั้นมีการจำกัดความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 120 กม./ชม.

ซึ่งหากขับรถแบบรักษากฎจราจรอย่างเคร่งครัด เครื่องยนต์ความจุเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

 

ภายในของ Nissan Dayz

.

 

เมื่อดูจากข้อดีของรถประเภทนี้แล้ว หลายคนก็อาจจะเกิดความสงสัยว่า…

 

แล้วทำไมมันถึงไม่ถูกนำมาผลิตขายในบ้านเรา??

อย่างที่บอกไปตอนต้น รถในกลุ่ม Kei car นั้นเป็นรถกลุ่มพิเศษที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่มันไม่ถูกส่งออกไปทำตลาดนอกประเทศ

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเราเชื่อว่ายังมีผู้อ่านหลายคนอยากให้มีการนำเข้ามาขายในบ้านเรา

ซึ่งหากวิเคราะห์ดู สาเหตุที่ทำให้มันไม่ถูกนำเข้ามาขายอย่างที่หลายคนหวัง สามารถแบ่งได้ 3 ข้อดังนี้

 

 

1. กำแพงภาษีที่อาจทำให้รถราคา 300,000 กลายเป็น 1.5 ล้าน

สำหรับตัวอย่างของกรณีที่จะทำให้เห็นภาพได้ง่ายๆ เลยก็คือ Suzuki Jimny ที่เพิ่งประกาศวางจำหน่ายในบ้านเราอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

แม้ว่ารถที่ขายในบ้านเรานั้นจะไม่ใช่เวอร์ชั่น Kei car แต่เป็น Suzuki Jimny sierra เครื่องยนต์ 1.5 ซึ่งตั้งราคาที่ญี่ปุ่นเริ่มต้นที่ 1,760,400 เยน (ประมาณ 511,000 บาท)

แต่พอทะลุด่านภาษีต่างๆ เข้ามาจำหน่ายในบ้านเราจริงกลับมีค่าตัวเริ่มต้นที่ 1.5 ล้านบาทเลยทีเดียว!!

 

 

2. ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 660 ซีซี. ตอบโจทย์การใช้งานในบ้านเราจริงหรือ??

รถในกลุ่ม Kei-car เป็นรถที่ให้กำลังเครื่องยนต์ไม่ได้หวือหวามาก เน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก และทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ราวๆ 18 วินาที (Eco car อยู่ที่ประมาณ 12 วินาที)

ซึ่งจากข้อมูลตรงนี้ หากคุณอยากจะขับ Honda N-Box หรือ Suzuki Spacia ไปต่างจังหวัดในวันหยุดล่ะก็ จังหวะเร่งแซงอาจจะต้องลุ้นกันเหนื่อยหน่อย

หรือถ้าคุณเป็นคนที่ชอบขับรถเร็วล่ะก็ Kei-car ก็ไม่ตอบโจทย์เช่นกัน เนื่องจากขนาดตัวที่เล็ก และน้ำหนักตัวรถที่เบากว่านั่นเอง

 

 

3. บ้านเรามีรถในกลุ่ม Eco car อยู่แล้ว

รถในกลุ่ม Eco car ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันถือว่าเป็นรถที่ไม่ได้มีราคาสูงมาก แถมยังตอบโจทย์การใช้งานอีกด้วย จะขับไปทำงานใกล้ๆ หรือออกต่างจังหวัดก็ยังพอไหว

ลองคิดดูว่าถ้าคุณจะซื้ออีโค่คาร์สักคันที่ราคา 500,000 บาท ได้เครื่องยนต์ 1,200 ซีซี กับซื้อ Kei car ที่ราคา 400,000 บาท ได้เครื่อง 660 ซีซี เป็นคุณจะเลือกข้อไหน!?

ซึ่งหากย้อนกลับไปที่เหตุผลในข้อ 2 รวมทั้งโจทย์ของการตั้งราคาขายให้เหมาะสม นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ค่ายรถคิดหนักถึงการนำเข้า หรือตั้งโรงงานประกอบก็เป็นได้

 

 

ถึงแม้ความเป็นไปได้ที่จะเห็นการจำหน่าย Kei car อย่างเป็นทางการในบ้านเรา จะเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม

แต่การได้เห็นเรื่องราวของพวกมันผ่านทางสื่อต่างๆ ก็เป็นการเปิดหูเปิดตา รับรู้อะไรที่ไม่เคยเห็น ทำให้เราได้รู้ว่าในโลกนี้ก็ยังมีรถน่ารักๆ แบบนี้อยู่ด้วยเหมือนกันนะครับ…

 

ที่มา japan-k-car, engineeringnewworld, best-selling-cars, toyota, suzuki

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!