Kimbal Musk น้องชายสุดที่รัก ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Elon และบริษัท Tesla

“ตอนที่ผมและน้องชายเริ่มต้นธุรกิจแรก เราต้องเช่าออฟฟิศเล็กๆ และนอนในโบสถ์ แทนที่จะเป็นอพาร์ทเมนต์ เราต้องอาบน้ำกันในศูนย์ชาวคริสต์

เราเริ่มต้นด้วยความยากลำบาก เพราะมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว”

Elon Musk ย้อนถึงช่วงเริ่มต้นธุรกิจแรกกับน้องชาย

เขาคือผู้ก่อตั้ง Tesla เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และหนึ่งในคนที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของโลก

แต่นอกจากตัวเขาเองแล้ว การจะก้าวมาเป็นหนึ่งในนักธุรกิจเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จ ย่อมจะต้องมีบุคคลอยู่เบื้องหลังมากมาย

หนึ่งในนั้นคือคนที่เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกันสักเท่าไหร่ อย่าง Kimbal Musk น้องชายที่คลานตามกันมา

แม้จะไม่ได้แต่งงานในวันเดียวกัน แต่ความเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดก็ตัดกันไม่ขาด ทำให้เรื่องราวของพวกเขาเป็นที่น่าสนใจ จนต้องหยิบมาขยายความกันครับ…

 

Kimbal  และ Elon Musk

 

– Kimbal Musk เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายนปี 1972 เป็นลูกคนกลาง ที่มีพี่น้อง 2 คนคือ Elon Musk (พี่ชายแก่กว่า 1 ปี) และ Tosca Musk (น้องสาวอ่อนกว่า 2 ปี)

ชีวิตในวัยเด็กแม้จะไม่ง่าย เพราะเป็นครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้าง แต่พี่น้องทั้งสามก็รักใคร่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี

 

– Kimbal และ Elon เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Queen’s University เหมือนกัน ขณะที่ Kimbal จบการศึกษาที่นี่เมื่อปี 1995

แต่ Elon ย้ายไปเรียนที่ University of Pennsylvania กลางคันในปี 1992 และจบการศึกษาจากที่นั่นแทน

 

– ในปี 1995 Kimbal ร่วมกับพี่ชายก่อตั้งบริษัท Zip2 ทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการซอฟต์แวร์ ก่อนขายกิจการให้กับบริษัท Compaq Computer ในอีก 4 ปีให้หลัง ด้วยมูลค่ากว่า 307 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,500 ล้านบาท)

 

– นี่ดูเหมือนจะเป็นรอยราวเล็กๆ ของสองพี่น้อง หลังจากมีข้อมูลว่า การปิดฉาก Zip2 ในครั้งนั้นมาจากความเห็นที่ไม่ตรงกันในหลายๆ เรื่อง ซึ่ง Kimbal เองไม่อยากบอกว่าใครเป็นฝ่ายถูก แต่ทุกคนต่างมีทางของตัวเอง

“พี่ชายใหญ่กว่า แต่ผมก็มีทางของตัวเองเช่นกัน”

 

 

เรื่องน่ารู้…

แม้ข้อมูลจากสื่อต่างประเทศจะระบุว่า Zip 2 คือธุรกิจแรกของทั้งคู่ แต่ย้อนกลับไปตอนอายุ 14-15 ขณะที่ทั้งคู่ยังอาศัยอยู่ในเมืองพริทอเรีย เมืองหลวงของประเทศแอฟริกาใต้

Kimbal และ Elon เคยช่วยกันทำช็อกโกแล็ตออกขายให้ในช่วงวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งเด็กน้อยทั้ง 2 ตั้งราคาขายต่อชิ้นมากกว่าต้นทุนถึง 20 เท่า แต่ด้วยเทคนิคการขายของพวกเขา ทำให้มันได้ผลตอบรับที่ดี

“ตอนนั้นเราขายไข่ Easter Egg 1 ชิ้นที่ราคา 10 ดอลลาร์ (ประมาณ 300 บาท) จากต้นทุนแค่ชิ้นละ 50 เซนต์ (ประมาณ 15 บาท)

มีคนถามผมหลายคนว่า ทำไมเราถึงขายแพงขนาดนั้น?? ซึ่งผมมักจะตอบเขาว่า ตอนนี้คุณกำลังสนับสนุนนักธุรกิจตัวน้อยๆ อยู่ครับ และผมรู้ว่าคุณสามารถจ่ายเงิน 10 ดอลลาร์ได้อยู่แล้วครับ” 

Kimbal ให้สัมภาษณ์ถึงธุรกิจในวัยเด็กของเขาและ Elon

 

(จากซ้ายไปขวา : Elon, Tosca และ Kimbal )

 

– นอกจากการขายขนม ตอนที่กำลังเรียนอยู่ไฮสคูล Kimbal และ Elon ได้รับการชักชวนจาก Lyndon ญาติที่อายุอ่อนกว่า เพื่อร่วมกันเปิดร้านตู้เกมใกล้ๆ กับโรงเรียน

Elon ทำหน้าที่เป็นหัวโจกในการติดต่อขอทำสัญญาเช่าที่ แต่ทว่าขั้นตอนสุดท้ายในการขออนุญาติเปิดกิจการกับเจ้าหน้าที่รัฐ พวกเขากลับถูกมองว่ายังเด็กเกินไป และต้องให้ผู้ใหญ่มาเซ็นชื่อเพื่อขออนุญาติแทน

Kimbal ให้สัมภาษณ์ว่า ในตอนนั้นลุงและพ่อของเขาไม่เห็นด้วย ดังนั้นแผนการเปิดร้านเกมจึงต้องล้มพับไป

***ภายหลัง Lyndon และ Peter ฝาแฝดของเขา ร่วมกันก่อตั้ง SolarCity ทำธุรกิจทางด้านพลังงานสะอาด โดยมี Elon เข้ามาร่วมทุนด้วย จากนั้นในปี 2016  SolarCity ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Tesla ในที่สุด

 

(จากซ้ายไปขวา : Russ Rive , Elon Musk, Kimbal Musk และ Peter Rive เมื่อปี 1980 )

 

– หลังการขาย Zip2 ทั้ง Kimbal และ Elon ยังคงสนใจในธุรกิจเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ ก่อนที่ทั้งคู่จะกลับมาพบกันอีกครั้ง

โดยในครั้งนี้เป็น Kimbal ผู้เข้ามาลงทุนใน X.com ของ Elon ก่อนที่มันจะถูกรวมเข้ากับ Paypal กลายเป็นบริการทางการเงินออนไลน์ที่หลายคนต่างรู้จักกันดี

 

– ในปี 2004 ขณะที่พี่ชายกำลังก้าวเข้ามาเป็นนายใหญ่ที่ Tesla น้องชายอย่าง Kimbal เองก็ได้ร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านอาหาร The Kitchen Boulder ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก และมีสาขาอยู่ในหลายๆ รัฐของอเมริกา

แม้จะอยู่คนละวงการ แต่ดูเหมือนว่าดวงของ 2 พี่น้องคู่นี้จะหนีกันไม่พ้น โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน!!

 

– ปี 2008 ในขณะที่ Tesla กำลังประสบปัญหาทางด้านการเงิน จนกระทั่ง Elon Musk ต้องนำเงินส่วนตัวมาค้ำจุนบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะไปไม่รอด

Kimbal ทุ่มเข้ามาลงทุนในบริษัทของพี่ชาย เขาให้สัมภาษณ์ว่า ณ เวลานั้นมันเป็นการตัดสินใจที่บ้ามาก แต่เขาก็ต้องทำ

“ตอนนั้นเราอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก มันเป็นสิ่งที่บริษัทใหม่ต้องเจอ แต่สำหรับบริษัทสตาร์ทอัพรถยนต์ มันเป็นเรื่องที่บ้ามาก

ผมต้องตัดสินใจลงทุนใน Tesla เพื่อให้ธุรกิจของเราพ้นจากการถูกฟ้องล้มละลาย ผมมีภารกิจที่จะต้องขับเคลื่อนบริษัท(Tesla) และจะไม่ให้อภัยตัวเองได้เลย ถ้าผมไม่ทุ่มเงินลงทุนครั้งนั้น”

Kimbal ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC

 

ว่ากันว่า หากไม่ได้รับการประคับประคองจากทั้งพี่ชาย Elon ที่ทุ่มเต็มกำลัง และกำลังเสริมจากน้องชาย Kimbal ล่ะก็ Tesla ก็อาจจะไม่รอด

และบริษัทยานยนต์ที่พลิกโฉมวงการรถยนต์ไฟฟ้า และทำให้โลกนี้เปลี่ยนไป ก็คงจะไม่มีโอกาสได้ออกรถอย่าง Tesla Model S มาให้คนทั่วไปได้ใช้กัน

จะพูดว่า.. การช่วยชีวิต Tesla ในวิกฤตครั้งนั้น อาจจะเรียกว่าเป็นการช่วยชีวิตวงการรถยนต์ไฟฟ้าของโลกไปในเวลาเดียวกัน

แม้มันจะไม่ได้จริงแท้ 100% แต่มันก็คงไม่ใช่คำพูดที่ผิดอะไรเลย

 


ปัจจุบัน นอกเหนือจากการบริหารธุรกิจส่วนตัวแล้ว Kimbal ยังเป็นบอร์ดบริหารของ Tesla บริษัทยานยนต์ชื่อดัง และ SpaceX ที่เน้นงานด้านเทคโนโลยีอวกาศ

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการดูแลองค์กร Big Green องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มุ่งเน้นในด้านการศึกษาของเด็กๆ และให้ความรู้ทั้งด้านเทคโนโลยี เกษตรกรรม และด้านวิทยาศาสตร์ ที่ตัวเขาเองร่วมก่อตั้งอีกด้วย

 

หากจะมองในด้านการประสบความสำเร็จ และชื่อเสียงระดับโลก เมื่อเทียบกับพี่ชายอย่าง Elon แล้ว เขาก็คงไม่อาจทาบรัศมีนั้นได้

แต่หากมองในแง่ของคนสักคนหนึ่ง

ซึ่งเป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสำคัญ มีบริษัทของตัวเอง นั่งเป็นบอร์ดบริหารของบริษัทระดับโลก แถมยังมีเวลาไปตั้งองค์กรเพื่อพัฒนาเด็กๆ อีก

Kimbal ก็นับว่าเป็นอีกบุคคลที่ประสบความสำเร็จ และน่ายกย่องไม่น้อยเลยเช่นกัน

คุณคิดว่าอย่างไรครับ….!?

 

ที่มา vanityfai, cnbc

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!