ถ้าให้นึกถึงแบรนด์รถหรูจากแดนปลาดิบล่ะก็ ชื่อแรกที่หลายคนนึกออกคงหนีไม่พ้น Lexus แบรนด์ลักชัวรี่คาร์จากทาง Toyota แน่นอน

ซึ่งนอกจากเครื่องยนต์ไฮบริดที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ว่ากันว่า Lexus เองก็เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของพี่โตด้วยเช่นกัน

ทำไมน่ะหรือ!?

เพราะว่านี่คือแบรนด์ ที่กล้าเทียบรัศมีความพรีเมียมกับรถยุโรป และครั้งหนึ่ง Lexus ได้ทำให้ชาวอเมริกันรู้จัก “รถหรูที่คุ้มค่าเงินทุกดอลลาร์” มาแล้ว

 

 

เหตุการณ์มันเริ่มจากวิกฤติราคาน้ำมัน…

ย้อนไปเมื่อประมาณปี 1973 เกิดวิฤติน้ำมันครั้งสำคัญ อาจจะเรียกว่านี่คือจุดเสื่อมถอยของการผลิตรถใหญ่ที่มีกำลังสูง และสิ้นเปลืองน้ำมันก็ว่าได้

เป็นเหตุให้ค่ายรถญี่ปุ่นส่วนมาก ณ เวลานั้นต่างมุ่งเป้าไปที่การผลิตรถเล็กประหยัดน้ำมัน เพื่อส่งไปทำตลาดทั่วโลก และแน่อนว่ามันก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐ ที่กำลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นสูงอย่างมาก

ยอดขายของรถญี่ปุ่นโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากส่วนแบ่งทางการตลาด 11% ในปี 1969 กลายมาเป็น 28% ในปี 1980

หรือพูดง่ายๆ ก็คือโตเกือบๆ 3 เท่า เท่าภายในเวลา 11 ปี

 

Mazda 323 ปี 1980

 

ทางรัฐบาลอเมริกันเริ่มเห็นแล้วว่า หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ อุตสาหกรรมยานยนต์ของพวกเขาคงตกเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นแน่นอน

ดังนั้นในปี 1981 จึงมีการจำกัดการนำเข้ารถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นเหลือเพียง 1.68 ล้านคัน/ปี

การจำกัดการนำเข้าส่งผลโดยตรงต่อ Honda, Nissan และ Toyota ที่กำลังได้รับความนิยมจากคนอเมริกัน ซึ่งทำให้พวกเขาต้องมองหาตลาดอื่น ที่เน้นการทำกำไรเท่าเดิม แต่ขายในปริมาณน้อยลง

และนั่นหมายถึง “ตลาดรถหรู” นั่นเอง

 

แต่ปัญหาอยู่ที่… ภาพลักษณ์ของรถญี่ปุ่น ถูกชาวอเมริกันมองว่าเป็นรถในราคาประหยัด

นอกจากภาพลักษณ์ของรถญี่ปุ่นที่ดูเป็นรถราคาถูก(แต่คุ้มค่านะ)

ตลาดรถหรูที่สหรัฐ ยังถูกยึดสัมปทานโดยพวกเยอรมันอย่าง Mercedes Benz, BMW หรือเจ้าถิ่นอย่าง Cadillac และที่สำคัญค่ายจากญี่ปุ่นเองก็ไม่มีทุนมากพอที่จะไปแข่งขันได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม คำว่า “เป็นไปไม่ได้” ไม่มีในพจนานุกรมของ Toyota

 

Eiji Toyoda ผู้ที่ทำให้ Toyota กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก

 

จริงอยู่ว่ารถหรูที่สหรัฐถูกครองโดยค่ายรถยุโรปและเจ้าถิ่น แต่เนื่องจากค่ายรถเหล่านั้นไม่ค่อยให้ความสนใจกับลูกค้าเท่าไหร่ ตามสไตล์ชาวตะวันตก

พวกเขาเน้นการปรับออปชั่นเล็กน้อยแต่เพิ่มราคาทุกปี ซึ่งเริ่มทำให้หลายคนคิดว่ามันไม่คุ้มกับเงินดอลลาร์ที่จ่ายไปเลย

นั่นยังพอมีช่องว่างให้ Toyota มองว่า งานนี้เราแทรกตัวเข้าไปได้นะเฟ้ย!!

เมื่อเป็นเช่นนั้น ในปี 1983 Toyota รีบดำเนินการโปรเจกต์ F1 ของพวกเขาทันที

แต่ขอโทษ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับวงการมอเตอร์สปอร์ตเลย เพราะตัว F ในชื่อโปรเจกต์ย่อมาจาก “Flagship” หรือแปลง่ายๆ ว่า “โปรเจกต์เรือธงหมายเลข 1” นั่นเอง

 

 

แม้ว่าจะไม่ได้ร่ำรวยเหมือนค่ายรถอเมริกัน หรือมีเงินถุงเงินถังเหมือนฝั่งยุโรป แต่คิดจะลุยทั้งทีมันต้องเอาให้สุด Toyota รวบรวมทีมวิศวกรและช่างเทคนิคกว่า 3,700 คน แบ่งออกเป็น 24 ทีมย่อย เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า…

รถหรูแบบไหนที่โดนใจคนอเมริกัน!?

หลังใช้เวลาราวๆ 2 ปีและเงินทุนกว่า 13,000 ล้านบาท สิ่งแรกที่ออกมาจากโปรเจกต์นี้คือ เครื่องยนต์ V8 ระดับตำนานในรหัส 1UZ

และเมื่อได้ขุมพลังแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการเฟ้นหารถตามโจทย์ที่พวกเขาต้องการ

 

 

Toyota สร้างรถต้นแบบออกมาถึง 450 คัน และดึงนักแข่งชื่อดัง Roger Penske มาร่วมขับเพื่อสดสอบสมรรถนะของรถ

จนในที่สุดก็คลอดออกมาเป็น Lexus LS400 ที่เปิดตัวครั้งแรกในงาน Detroit Auto Show ปี 1989

Lexus ชูความเป็นรถหรูที่คุ้มค่าคุ้มราคา ด้วยค่าตัวในระดับ 40,000 ดอลลาร์ (ราวๆ 1.2 ล้านบาท) ถูกกว่าคู่แข่งอย่าง Mercedes Benz, BMW มาก

และไม่เพียงเท่านั้น อีกจุดขายหนึ่งของพวกเขาก็คือ ความเงียบของเครื่องยนต์และความนุ่มของช่วงล่าง ที่โฆษณาไว้ว่า มันนุ่มจนคุณสามารถเอาแก้วแชมเปญไปเรียงต่อกันบนฝากระโปรงได้เลย!!

 

Lexus LS400

 

ตามมาด้วยโฆษณาความนุ่มของรถรุ่นนี้ ที่กลายเป็นสุดยอดโฆษณาในยุคนั้น

 

การปรากฎตัวของ Lexus LS400 สร้างปรากฎการณ์ครั้งใหญ่ในตลาดรถหรูของสหรัฐ เครื่องยนต์ 1UZ ไม่เพียงแต่ให้ความเงีบเท่านั้น แต่ความแรงของมันยังทำให้ BMW 740i และ Mercedes Benz 300 SE ต้องสะดุง

ซึ่งผลก็คือ LS400 กวาดยอดขายไปได้ถึง 42,000 คันด้วยกัน แซงหน้า Mercedes Benz และ BMW ไปตั้งแต่ปีแรกที่เปิดตัว

การปรากฎตัวของ Lexus สร้างแรงสั่นสะเทือนตลาดรถหรูของสหรัฐอย่างมาก เล่ากันว่าแบรนด์เจ้าถิ่นอย่าง Cadillac ยังต้องหันมาซื้อ LS400 เพื่อไปผ่าศึกษา

ส่วนค่ายตราดาวยังต้องปรับราคาลงถึง 10% เพื่อลงมาแข่ง และรีบออก S Class มาแก้เกมในปี 1991 โดยทันที

 

 

หลังจากรถตระกูล LS ประสบความสำเร็จอย่างมาก Lexus ก็ไม่รอช้าปล่อยรถในเจเนอร์เรชั่นที่ 2 ตามมาในปี 1995

และปัจจุบัน LS ได้เดินทางมาถึงในเจเนอร์เรชั่นที่ 5 ในชื่อรุ่นว่า LS 500 ซึ่งเปลี่ยนมาใช้ขุมพลัง V6 3.5 ลิตร และเครื่องยนต์ไฮบริด

ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นรถที่ทำยอดขายได้ตู้มต้าม อย่างเจนแรกที่ออกมา แต่ก็เป็นรถที่ได้รับคำชมและยังขายได้เรื่อยๆ

 

เมื่อไม่นานมานี้ Lexus ได้นำโฆษณาที่สาธิตความนิ่งของตัวรถด้วยแก้วแชมเปญกลับมาอีกครั้ง โดยคราวนี้เป็น Lexus LS 500 ที่รับบทเป็นผู้ทดสอบ ร่วมกับ Akio Toyoda CEO ของทาง Toyota

และถึงแม้ว่าจะผ่านไปนานกว่า 30 ปี ที่รอบเครื่องยนต์ 4,000 รอบ/นาที แก้วแชมเปญก็ยังคงนิ่งเหมือนตอนที่รถเปิดตัวออกมาครั้งแรกเช่นเดิม….

 

Akio Toyoda และ Lexus LS 500

 

เพิ่มเติมสักนิด

– ก่อนจะได้ชื่อ Lexus ทาง Toyota คิดชื่อแบรนด์เอาไว้มากถึง 200 กว่าชื่อ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Chaparel ชื่อที่คล้องจองกับ Chaparral พืชที่พบได้ในแถบชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย

– นอกจาก Lexus แล้ว ค่ายรถญี่ปุ่นรายอื่นก็ส่งแบรนด์หรูทำตลาดที่สำหรัฐด้วย เช่น Honda ก็มี Acura ทาง Nissan ก็มี Infiniti

– เคยมีการทดสอบวางแก้วเชมเปญบนฝากระโปรงรถ Lexus LS400 จริงๆ และได้ผลที่ได้คือ ทุกอย่างเหมือนในโฆษณาเปี๊ยบ

 

 

อีกคลิปที่ทดสอบคล้ายกับในโฆษณา

 

ที่มา lexus, autocar

Advertisement

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!