AMG เมื่อคุณเห็นตัวอักษรสามตัวนี้ ติดอยู่หลังรถตราดาวสามแฉกของ Mercedes-Benz เมื่อไหร่ คุณจะรู้ได้ทันทีว่า รถคันที่เห็นอยู่นั้น ‘แรง’ มากกว่ารุ่นปกติแน่นอน

หลายคนน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้วว่า AMG หรือ Mercedes-AMG คือแบรนด์ย่อยภายในสังกัดของ Daimler AG บริษัทผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ Mercedes-Benz

แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ถึงที่มาของ AMG ว่าเกิดขึ้นมาเพราะต้องการหนีจาก Benz ที่ไม่ค่อยสนับสนุนพวกเขา

หรือแม้แต่ว่าครั้งหนึ่ง AMG เคยรับงานปรับจูนรถให้กับ Mitsubishi ค่ายรถดังจากแดนปลาดิบ!?

วันนี้เราจะพาผู้อ่านทุกท่านมารู้จักกับ AMG กันให้มากขึ้น ติดตามได้ในบทความนี้ครับ…

 

 

เรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ Hans Werner Aufrecht และ Erhard Malcher สองวิศวกรที่ทำงานอยู่ในแผนกพัฒนารถแข่งของ Daimler Benz

ด้วยใจรักของพวกเขาที่มีต่อความเร็ว ทั้งสองได้ร่วมกันสร้างเครื่องยนต์สำหรับรถแข่งในสนามขึ้นมา และนำมาติดตั้งกับ Mercedes 300 SE Sedan

ทำให้รถรุ่นนี้กลายเป็นรถจากโรงงานที่แรงที่สุดในเยอรมนี ณ เวลานั้น ด้วยกำลัง 170 แรงม้า

 

Hans Werner Aufrecht

 

Erhard Malcher

 

แต่เมื่อนำรถที่ว่าลงสู่สนามแข่ง มันกลับยังไม่ดีพอ ทั้งคู่จึงหาทางวิธีทำให้เครื่องแรงขึ้นด้วยการนำระบบหัวฉีดน้ำมัน จากเครื่องยนต์ของ 300 SL Gullwing มาใส่ในเครื่องยนต์ SE

ผลก็คือรถแรงขึ้นจาก 170 แรงม้ามาเป็น 238 แรงม้า พวกเขาหมายมั่นปั้นมือว่า มันจะต้องโชว์ผลงานสุดประทับใจในสนามได้อย่างแน่นอน

แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะได้โชว์พลังของเครื่องยนต์ใหม่ ก็มีข่าวฟ้าผ่าลงมากลางใจของนักแต่งผู้รักความเร็ว

Daimler Benz ได้ตัดสินใจปิดแผนกแข่งรถลงเสียก่อน…

 

ถึงอย่างนั้น ทั้งคู่ก็ไม่ตัดใจจากการแข่งรถ และนำเครื่องยนต์ใหม่นั้น ติดตั้งให้กับ 300 SE และนำรถลงแข่งรายการ German Touring Car Championship โดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากค่ายรถที่พวกเขาทำงานอยู่

แต่ผลปรากฎว่า รถของพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 10 ครั้ง แต่ค่ายก็ยังไม่สนับสนุนทั้งคู่อยู่ดี

เมื่อมาถึงจุดนี้ ทั้งคู่เริ่มมองหน้ากันแล้วคิดว่า การอยู่กับ Daimler ต่อไปนั้น จะยิ่งทำให้พวกเขาอึดอัดใจไปมากกว่าเดิม

ส่งผลให้ในปีต่อมา ทั้งคู่ตัดสินใจลาออก และมาเปิดอู่ปรับแต่งรถด้วยตัวเองในชื่อว่า AMG

 

ทำไมต้องใช้ชื่อว่า AMG นั่นเพราะ อักษรแต่ละตัวของ AMG นั้นย่อมาจาก

A = ชื่อของ Hans Werner Aufrecht

M = ชื่อของ Erhard Malcher

G = เมือง Grossaspach ที่เป็นที่ตั้งของบ้าน Aufrecht ที่พวกเขาใช้เปิดอู่

 

สตูดิโอรถแห่งแรกของ AMG

 

รถคันแรกที่ AMG ปรับจูนคือ Mercedes 300 SEL รถหรูของค่ายดาวสามแฉกที่มีตัวถังยาวถึง 4.8 เมตร และหนัก 1.7 ตัน

AMG ได้ทำการถอดเครื่องยนต์ออกมาและเปลี่ยนวัสดุข้างใน เปลี่ยนประตูรถใหม่ให้เบาลง รวมถึงใส่ยางที่ให้รถพร้อมซิ่งในสนาม

หลังปรับแต่งเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็ตั้งชื่อให้กับรถว่า Red Pig และนำมันไปเปิดตัวที่งานแข่ง ‘สปา 24 ชั่วโมง’ ที่ประเทศเบลเยี่ยม

และปรากฎว่า Red Pig ได้กลายเป็นกระแสไปทั่ววงการ เพราะ AMG ได้เปลี่ยนรถหรูที่มีภาพลักษณ์ดูเหมาะกับคนรวยอายุเยอะ หรือเราจะเรียกว่า “เสี่ยแก่ๆ” ก็ได้

ให้กลายมาเป็นรถสุดซิ่ง ที่สามารถเอาชนะรถสปอร์ตหลายคันได้ด้วยการจบที่ 2 ของรายการ

 

Mercedes 300 SEL ‘Red Pig’ ใน Spa 24 Hours ปี 1971

.

 

หลังจากการแข่งจบลง ชื่อของ AMG ได้แพร่หลายออกไปในหมู่คนขับ Benz ว่าพวกเขาคือคู่หูพระกาฬที่เชี่ยวชาญในการปรับรถตราดาวสามแฉกให้เร็ว แรง และเท่ยิ่งขึ้น

กราฟของธุรกิจ AMG พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงยุค 70-80 และขึ้นมาพีคสุดในปี 1986

เมื่อพวกเขาได้ปล่อยรถคันใหม่ออกมาอีกครั้งในชื่อว่า AMG ‘The Hammer’ ที่เป็นการนำ Mercedes-Benz 300 SE Sedan มาติดตั้งเครื่อง V8 สุดแรงที่ค่ายโมด้วยตัวเอง พร้อมกับนำรถมาปรับตัวถังให้มี Aerodynamic มากขึ้น

 

The Hammer สามารถเร่ง 0-60 ไมล์ (96.5 กม.) ได้ใน 5 วินาที ทำท็อปสปีดได้ 286 กม./ชม. ซึ่งเป็นตัวเลขระดับท็อปในยุคนั้น

นอกจากรถจะแรงแล้ว AMG Hammer ยังคงรักษาความเงียบในห้องโดยสารและให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่นุ่มนวลที่เป็นจุดเด่นของรถเยอรมันได้อย่างครบถ้วน

ผลก็คือ AMG Hammer ประสบความสำเร็จทางด้านยอดขายอย่างล้นหลาม

 

AMG ‘The Hammer’

 

หลัง AMG เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อย ได้ทำให้ Daimler Benz เริ่มอยู่เฉยไม่ได้

พวกเขาจึงมีไอเดียเกิดขึ้นมาว่า AMG ก็ปรับแต่งรถของพวกเขาเป็นกิจลักษณะอยู่แล้ว ทำไมไม่จับมือกันล่ะ? เพราะคู่แข่งอย่าง BMW ก็มีแผนกที่ค่ายใบพัดตั้งขึ้นมาเองในชื่อ BMW M เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หากปล่อยไว้นานไปเข้า ลูกค้าอาจจะมองว่า AMG นั้นน่าเชื่อถือว่าผู้จัดจำหน่ายเสียเอง ต้องรีบนำเข้ามาเป็นกิจการเดียวกันแล้ว

ในปี 1993 Daimler จึงเซ็นสัญญาทำข้อตกลงกับ AMG

เบื้องต้นนั้นคือการสร้างผลประโยชน์ระหว่างกัน ว่า Daimler จะช่วยทำขายรถที่ AMG ปรับแต่งมาแล้ว ผ่านโชว์รูม Benz ทั่วโลก

ขณะที่ AMG ก็จะได้ทำหน้าที่ปรับแต่งรถ Mercedes-Benz ให้เร็วแรงตามที่ใจรักต่อไป ค่ายก็จะสนับสนุนรถรุ่นใหม่ๆ ออกมามากยิ่งขึ้น

 

 

ก่อนที่ถัดมาอีก 6 ปี ในปี 1999 Daimler จะเข้าซื้อหุ้น 51% ดึง AMG เข้ามาเป็นแบรนด์ในเครือ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น Mercedes-AMG GmbH

รถโมเดลแรกหลังเปลี่ยนมาเป็น Mercedes-AMG คือ Mercedes-Benz C36 AMG ที่ทำออกมาแข่งกับ BMW M3

และหลังจากนั้นก็มีรถมากมายหลายรุ่นตามออกมาจนถึงปัจจุบัน จนแบรนด์ AMG กลายเป็นคู่ขวัญคู่บุญของค่าย Mercedes-Benz เป็นที่เรียบร้อย…

 

 

เรื่องน่ารู้เพิ่มเติม

– AMG อาจจะจูนรถ Mercedes-Benz เป็นหลัก แต่ก่อนที่ AMG จะตกเป็นของ Daimler พวกเขาเคยตกลงร่วมงานกับ Mitsubishi ในปี 1989-1991

Mitsubishi ได้ขอให้ AMG นำ Galant VR-4 ไปปรับแต่ง ซึ่งรถได้ถูกจูนออกมาขายจำนวนจำกัดเพียง 500 คัน เฉพาะที่ญี่ปุ่นเท่านั้น

AMG Galant VR-4 ถูกจูนให้แรง 170 แรงม้า ด้วยเครื่อง 4 สูบ 2.0 ลิตร ที่ติดตั้งเทอร์โบเข้าไปเพิ่ม นอกจากนี้ยังจูนให้เครื่องทำงานขึ้นไปถึง 8,000 รอบ/นาทีด้วย ขับเคลื่อนล้อหน้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

 

Mitsubishi Galant VR-4 AMG

 

– นอกจาก Mitsubishi แล้ว AMG ยังผลิตเครื่องยนต์ให้กับ Pagani แบรนด์ไฮเปอร์คาร์ชื่อดังจากอิตาลี ตั้งแต่ปี 1995 มาจนถึงปัจจุบัน

 

เครื่อง V12 จาก AMG ใน Pagani Huayra

 

– เครื่องยนต์ของ Mercedes-AMG นั้นจะถูกประกอบด้วยมือจากช่างเครื่องเพียงคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ โดยใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง จากนั้นช่างเครื่องก็จะติดตราที่มีลายเซ็นของตัวเองลงไปบนเครื่อง ทำให้แต่ละเครื่องสามารถสืบสาวไปได้เลยว่า มาจากงานฝีมือของช่างยนต์คนไหน

ปัจจุบันโรงงานประกอบเครื่องยนต์ AMG มีพนักงานอยู่ที่ราวๆ 250 คน

 

 

ตราลายเซ็นของผู้ประกอบเครื่องยนต์ AMG

 

– ในอดีตนั้น AMG เข้าแข่งมอเตอร์สปอร์ตหลายรายการ แต่ปัจจุบันพวกเขาทุ่มอยู่กับรายการเดียวซึ่งก็คือ Formula 1 ในนามของทีม Mercedes-AMG Petronas

ซึ่งค่ายตราดาวสามแฉกก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในรายการรถสูตร 1 หลังคว้าแชมป์ 6 สมัยติดต่อกัน นับตั้งแต่ปี 2014-2019 อีกด้วย

 

 

ที่มา : Donut Media, mbbhm, motoringresearch, nydailynews, autocardrivetribe

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...