ศูนย์วิจัย MOVE มจธ. นำโดย รศ. ดร. ยศพงษ์ ลออนวล ชูเเคมเปญ “Move Forward For The Better Breath” พร้อมเสนอเเนวทางสู่ลมหายใจไร้ฝุ่นด้วยการเดินทางที่ยั่งยืน

 

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา รศ. ดร. ยศพงษ์ ลออนวล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน
และหัวหน้าศูนย์วิจัย Mobility and Vehicle Technology Research Center (MOVE) มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมบรรยายภายใต้หัวข้อ “มองไทย คิดไกล ก้าวทันโลก สู่การ
เดินทางที่ยั่งยืน” ภายในงาน EV Tech Forum จัดโดย สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับ Reed
Tradex ณ ไบเทค บางนา

 

รศ. ดร. ยศพงษ์ ลออนวล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน และหัวหน้าศูนย์วิจัย Mobility and Vehicle Technology Research Center

 

ท่ามกลางสถานการณ์ PM 2.5 ที่กลับมาในทุก ๆ ปีในช่วงฤดูแล้งของประเทศไทย รศ. ดร. ยศพงษ์ ลออนวลกล่าวว่า ความท้าทายในปัจจุบันของประเทศไทยด้านการใช้ยานยนต์เพื่อการเดินทางที่ยั่งยืนมีอยู่ 2 ประเด็น
ใหญ่ โดย ประเด็นเเรก คือ ปัญหาด้านมลภาวะทางอากาศโดยเฉพาะปัญหาเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5
เกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีปัญหาการจราจรติดขัดอย่างกรุงเทพมหานคร ที่ส่วนใหญ่มีต้นเหตุ
ของ PM 2.5 มาจากมลพิษการใช้ยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดมานานแล้ว แต่คนไทยเริ่มมา
ตระหนักถึงปัญหา ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาด้วยกระแสข่าวสารเรื่องการส่งผลกระทบต่อสุขภาพของ PM 2.5 ใน
ส่วนประเด็นที่สอง คือเรื่องการต่อยอดของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย ตามที่บริษัทข้ามชาติได้เข้า
มาตั้งฐานการผลิต ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของโลก อย่างไรก็ตาม
ความต้องการของประชาชนเริ่มมีความสนใจในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น และนโยบายภาครัฐที่
ต้องการส่งเสริมการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ เพื่อลดและแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศ ดังนั้นการ
ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศที่สามารถรักษาความเป็นผู้นำของอาเซียน และปรับเปลี่ยนไปสู่
เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่จึงเป็นอีกความท้าทายหนึ่งที่สำคัญ

 

 

ดังนั้นการแก้ปัญหาด้านมลพิษทางอากาศจากในภาคขนส่ง รศ. ดร. ยศพงษ์ ลออนวล จึงเสนอแนวคิด “การ
เดินทางที่ยั่งยืน (Sustainable Mobility)” หมายถึง การเดินทางและขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพที่ค านึงถึง
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยไม่สร้างปัญหาต่อคนรุ่นหลัง และมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ แนวคิด 3P สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ได้เเก่ 1. Planet (โลก) กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนโลกใบนี้
2. People (คน) คนในสังคมต้องตระหนักถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นและการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาร่วมกัน
3. Prosperity (ความมั่งคั่ง) กิจกรรมที่เราท าสามารถ สร้างคุณค่าและมูลค่าให้ประเทศได้ทั้งนี้จุดสมดุลตรง
กลางของ 3P เราจะเรียกว่า ความสามารถสู่ความยั่งยืน (Sustainability)
โดยมีหลักการของการเดินทางเเละขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ 1. การ
หลีกเลี่ยงการเดินทาง หรือ การลด (Avoid/Reduce) ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วคือ Work From Home ที่หน่วยงาน
หลายแห่งเริ่มให้พนักงานท างานที่บ้านได้ เพื่อลดการเดินทาง ส่งผลให้ระบบการท างานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
(System Efficiency) 2. การปรับเปลี่ยน (Shift) การเดินทางโดยหันมาใช้การเดินทางด้วยการขนส่งสาธารณะ
ซึ่งเป็นการเดินทางร่วมกันส่งผลให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทั้งในเชิงของการประหยัดพลังงานและการระบาย
มลพิษทางอากาศ หรือที่เราเรียกว่าการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ (Travel Efficiency)และ 3. การพัฒนา
(Improve) ยานยนต์ให้ใช้เชื้อเพลิงหรือพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Vehicle Efficiency)

 

 

นอกจากนี้ รศ. ดร. ยศพงษ์ ลออนวล เน้นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่กำลังมุ่งสู่แนวคิดที่เรียกว่า CASE
ได้เเก่ 1. C คือ Connected Vehicle ยานยนต์ที่มีการเชื่อมโยงสื่อสารกัน ซึ่งคล้ายคลึงกับโทรศัพท์มือถือ ที่มี
อินเตอร์เน็ต เช่น รถยนต์จะสามารถสื่อสารกับรถยนต์อีกคันหนึ่งได้หรือรถยนต์ถ่ายโอนพลังงานระหว่าง
โครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถจ่ายพลังงานจากรถยนต์กลับคืนไปที่ระบบเครือข่ายไฟฟ้าได้
2. A คือ Autonomous Vehicle ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยตอนนี้ระดับของการขับขี่เคลื่อนมี 5 ระดับ
และ 5 เป็นระดับสูงสุด เป็นการขับขี่ไร้คนขับโดยสมบูรณ์3.S คือ Shared Mobility ธุรกิจการใช้รถยนต์ร่วมกัน
ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์ของรถยนต์ให้คุ้มค่า และ4. E คือ Electric Vehicle
ยานยนต์ไฟฟ้าจะเป็นพื้นฐานของยานยนต์สมัยใหม่ โดยคาดว่าในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า รถยนต์รุ่นใหม่จะ
เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% เกือบทั้งหมด

 

 

การพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่บนแนวคิด CASE เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น
อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือตอบโจทย์ความท้าทายที่กล่าวมา
ข้างต้นได้ ดังนั้นจะต้องอาศัยความความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมที่จะนำไปสู่ทางออกร่วมกัน กล่าวคือ
ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญมากเนื่องจากเป็นผู้กำหนดนโยบาย แก้ไขกฎระเบียบ และ ภาครัฐสามารถร่วมมือ
กับภาคส่วนอื่น ๆ รวมทั้งการริเริ่มโครงการต่างๆ หรือทำให้เกิดธุรกิจใหม่ (Start up) ส่วน ภาควิชาการจะมี
บทบาทสำคัญในการวิจัยและ พัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรของประเทศ ภาคเอกชน จะมีบทบาทในการ
พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้งานได้จริง โดยมีราคาที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งานที่เหมาะสม
และสุดท้ายสำคัญที่สุดคือ ภาคประชาชน จะต้องมีส่วนร่วมมือกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในการเดินทางในวันนี้
สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การเดินทางที่ยั่งยืน สู่ลมหายใจไร้ฝุ่น “Move forward for the better breath”และจะ
นำไปสู่ความสามารถสู่ความยั่งยืน (Sustainability) เป็นความสามารถของสังคงมนุษย์ในการดำรงอยู่ได้อย่าง
ไม่สิ้นสุดภายใต้วัฐจักรธรรมชาติของโลกใบนี้

 

 

เกี่ยวกับศูนย์วิจัย MOVE มจธ.

ศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center หรือ MOVE มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอม
เกล้าธนบุรี ก่อตั้งในปี ค.ศ. 2020 โดยมี รศ.ดร. ยศพงษ์ ลออนวล เป็นหัวหน้าศูนย์วิจัย มีวิสัยทัศน์ในการก้าว
เป็นผู้นำด้านยานยนต์สมัยใหม่ที่ยั่งยืนผ่านการวิจัย นวัตกรรม และการศึกษา โดยมีพันธกิจเพื่อการพัฒนา
เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านยานยนต์สมัยใหม่บนพื้นฐานแนวคิด CASE (Connected, Autonomous,
Shared และ Electrified) พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการเพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ซึ่งเป็นการ
ยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ โดยทำงานร่วมกันเป็น
เครือข่ายมีบุคลากรจากหน่วยงานทั้งภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัยฯ และมีแผนพัฒนาและสร้าง
ห้องปฏิบัติการวิจัยที่ทันสมัยเพื่อรองรับการทดสอบและวิจัยด้านยานยนต์สมัยใหม

 

 

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...