หากพูดถึงรถสปอร์ตสายซิ่งของค่ายญี่ปุ่น โดยไม่ต้องระบุชื่อค่ายเลย เชื่อว่าชื่อแรกที่ทุกคนต้องนึกถึงคงหนีไม่พ้น Nissan Skyline GT-R

เพราะนี่คือรถที่ถูกยกให้เป็นตำนานและเป็นหนึ่งในรถที่มีอิทธิพลอย่างมากกับวงการยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ตในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

และยังเป็นรถสัญชาติญี่ปุ่นที่ทำให้ชาวโลกยอมรับอย่างแพร่หลาย จนถูกตั้งฉายาว่า “ก็อดซิลลา” เพราะมันเหมือนกับปีศาจจากญี่ปุ่น ที่มาบดขยี้รถทุกคันบนสนามแข่งขัน

วันนี้เราจึงขอนำผู้อ่านทุกท่าน ไปเปิดตำนานเรื่องราวของรถคันนี้กัน ว่ามีจุดกำเนิดอย่างไร!? และอะไรที่ทำให้มันกลายเป็นรถสุดพิเศษในวงการยานยนต์มาจนถึงปัจจุบัน…

 

 

จุดกำเนิด Skyline ที่ไม่ได้มาจาก Nissan

จริงๆ แล้ว Skyline ไม่ได้เกิดมาจาก Nissan แต่กลับเป็นบริษัทรถที่ชื่อว่า Prince Motor Company

Prince เป็นค่ายรถสัญชาติญี่ปุ่นที่กำเนิดจาก Tachikawa Aircraft Company บริษัทผลิตเครื่องบินรบให้กับกองงทัพญี่ปุ่นในอดีต เมื่อสงครามจบลง พวกเขาก็เหมือนกับอีกหลายบริษัทที่ผันตัวมาทำยานยนต์

ซึ่งพวกเขาได้ทำการสร้าง Skyline ขึ้นมาครั้งแรกในปี 1957 วางตัวเป็นรถระดับหรูที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 60 แรงม้า

 

1957 Prince Skyline

 

ในช่วงปลายยุค 50s การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตเริ่มเติบโตขึ้นทางฝั่งยุโรป ทำให้ Prince อยากที่จะมีรถแข่งของตัวเองบ้าง

ค่ายจึงได้แต่งตั้ง Shinichiro Sakurai หัวหน้าทีมออกแบบรถของบริษัท ขึ้นมาเป็นหัวหน้าโปรเจกต์รถแข่ง

Sakurai นั้นเคยมีประสบการณ์เคยได้ชมการแข่งขัน Formula 1 ที่ยุโรปมาแล้วก่อนหน้านั้น เขาจึงจับเอาเจ้า Skyline มาดัดแปลงให้กลายเป็นรถแข่ง จึงออกมาเป็น Prince Skyline 2000GT

 

Prince Skyline 2000GT

 

แต่ Sakurai รู้สึกว่ารถมันยังไปไม่สุดเมื่อเทียบกับรถแข่งของค่ายอื่นๆ เขาจึงดำเนินโปรเจกต์พัฒนา Skyline ต่อไป

จนกระทั่งในปี 1967 Prince Motor Company ได้ถูกซื้อกิจการเข้าไปรวมกับ Nissan

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคชะตากำหนเไว้ หรือผู้บริหาร Nissan ในยุคนั้นตาแหลม พวกเขาเดินหน้าสนับสนุน Skyline ต่อ เพราะมองว่าคือซีรีส์รถที่มีอนาคตคุ้มค่าแก่การลงทุน

ทำให้ 2 ปีให้หลัง หลังจากสองบริษัทผนวกเข้าด้วยกัน Sakurai ก็ประสบความสำเร็จกับการพัฒนารถสปอร์ตซีดานคันแรงขึ้นมา

โดยรถคันที่ว่านี้คือการเอา Skyline 2000GT มาต่อยอด ด้วยการวางเครื่องยนต์ตัวเดียวกับรถแข่งที่ในสนาม พวกเขาจึงต่อท้ายชื่อรุ่นไปว่า Skyline 2000GT-R

โดยคำว่า GT นั้นย่อมาจาก Grand Tourer

ส่วน R ก็ย่อมาจาก Racer

ซึ่งชื่อนี้ก็ตั้งมาเพื่อบ่งบอกว่านี่คือ รถระดับเดียวกับรถแข่งในสนามที่สร้างมาขึ้นเพื่อ “คว้าชัยชนะ”

 

Nissan Skyline 2000GT-R

 

เริ่มต้นตำนาน GT-R เจนแรก “ฮาโกะซูกะ”

สิ่งที่ทำให้ GT-R โดดเด่นกว่ารถคันอื่นๆ คือการนำเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส S20I6 มาจาก Prince R380 

ในขณะที่ Prince R380 นั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อคว้าชัยมาจาก Porsche ให้ได้ในการแข่ง Japan Grand Prix ซึ่งมันก็สามารถทำได้อย่างที่หวังเอาไว้

นั่นทำให้ในวงการรถซิ่งญี่ปุ่นขณะนั้นฮือฮาเป็นอย่างมาก เมื่อเครื่องยนต์จากรถระดับแชมป์ได้ถูกนำมาใส่ให้กับรถทั่วไปที่สามารถเป็นเจ้าของได้

 

Prince R380 

 

นอกจากนั้นแล้ว Skyline GT-R ก็ยังทำผลงานได้ดีในสนามแข่งด้วย โดยสามารถคว้าชัยมาได้ถึง 49 สนาม

จนทำให้มันถูกตั้งชื่อเล่นว่า “ฮาโกะซูกะ” โดยคำว่า ฮาโกะ แปลว่าทรงกล่องในภาษาญี่ปุ่น มาจากรูปร่างของตัวรถที่ออกเหลี่ยมๆ

ส่วนคำว่า ซูกะ มาจากคำว่า Skyline ในภาษาญี่ปุ่นที่เรียกแบบทับศัพท์ในอักษรคาตะคานะว่า “ซูไกไลน์” (ซู-กะ-อิ-ระ-อิ-น)

ณ ตอนนั้น Sakurai ก็ได้เรียนรู้ถึงเคล็ดลับในการเป็นเจ้าแห่งสนามแข่ง ซึ่งก็คือ รถเล็ก + เครื่องยนต์ใหญ่ = ไม่มีวันแพ้!!

 

Nissan Skyline 2000GT-R

 

สานต่อความยอดเยี่ยมด้วย GT-R เจนสอง “เคนเมริ”

จากนั้นในปี 1972 Skyline ได้มีการออกโฉมใหม่รหัส C110 ออกมา โดยมีการปรับดีไซน์ของรถโฉมเดิมจากที่เหลี่ยมๆ ให้โค้งมนมากขึ้น (ส่วนมากจะบอกว่าโฉมนี้ดีไซน์รถคล้าย Dodge ของอเมริกา)

จากนั้นในช่วงปลายปี เวอร์ชั่น GT-R ก็ออกตามมา

จากโฆษณาของรถที่ฉายทางทีวีโดยที่มีนักแสดงชาย-หญิงสองคนมาสวมบทบาทเป็น Ken และ Mary คู่รักกันที่มักจะออกไปเที่ยวท่องโลกด้วย Skyline คู่ใจ

โฉมนี้จึงได้รับฉายาเรียกว่า “เคนเมริ”

 

1973 Nissan Skyline GT-R

 

โฆษณา Skyline โฉมปี 1972 ที่ทำให้รถโฉมนี้ถูกเรียกว่า “เคนเมริ”

 

มีการเผยว่าในช่วงปีนั้นได้เกิดวิกฤตน้ำมันขึ้นทั่วโลก ทำให้ Nissan ปรับจูนให้รถแรงได้แค่ 197 แรงม้าเพื่อไม่ให้มันกินน้ำมันเกินไป

นอกจากนี้ “เคนเมริ” ยังถูกส่งออกไปขายนอกประเทศญี่ปุ่นเพียงออสเตรเลียประเทศเดียวอีกด้วย เพราะตลาดใหญ่อย่างอเมริกา ณ เวลานั้นได้รับผลกระทบหนักมากจากวิกฤติน้ำมัน

 

 

การหายไปชั่วคราวของ GT-R

จากวิกฤตน้ำมันยุค 70 ที่กล่าวไปข้างต้น ได้ทำให้ Skyline อีกสองเจนถัดมาทั้งรหัส C210 (1977-1981) และ R30 (1981-1990) ไม่มีการทำรุ่น GT-R ออกมาจำหน่าย

นอกจากนี้ในปี 1984  Shinichiiro Sakurai หัวเรือผู้พัฒนาโปรเจกต์ GT-R ยังมาป่วยหนักจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

แต่ถึงอย่างนั้น ทาง Nissan ก็ไม่ได้จะยกเลิกโปรเจกต์ GT-R แต่หายเงียบไปเพื่อรอวันที่จะกลับมาได้อีกครั้ง

 

ต่อมาหลังจากที่ตลาดรถยนต์เริ่มกลับมาเป็นปกติ และคนเริ่มกลับมาเล่นรถซิ่งเหมือนเดิม

Nissan จึงแต่งตั้ง Nagamori Ito ลูกศิษย์เอกของคุณ Sakurai ขึ้นมาเป็นผู้พัฒนา GT-R โฉมใหม่แทน

และ Skyline ตัวแรงของ Ito ก็ได้เปิดตัวออกมาในปี 1987

แต่ถึงอย่างนั้น ความนิยมของรถซิ่งคันนี้ก็ยังห่างชั้นกับ GT-R ในอดีต เท่ากับว่าศิษย์เอกทำผลงานออกมา ไม่ได้รับความนิยมแบบที่อาจารย์เคยทำไว้

Ito จึงต้องเก็บประสบการณ์ไว้บทเรียน และเดินหน้าโปรเจกต์ GT-R ต่อ

 

Nissan Skyline GTS-R (R31)

 

การกลับมาอย่างเต็มตัวของ GT-R

Ito มีความมุ่งมั่นอย่างมากกับการทำให้ Skyline GT-R กลับมานิยมเหมือนในอดีตอีกครั้ง เขาจึงตั้งโจทย์ให้กับรถที่จะออกแบบเอาไว้ให้ชัดเจนขึ้น

อย่างแรก มันจะต้องเป็นที่หนึ่งในการแข่งขัน Touring Car Group A ของประเทศญี่ปุ่น

และอย่างที่สองคือ หลังจากครองญี่ปุ่นแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการพาเจ้า GT-R เป็นแชมป์ให้ได้ทั่วโลกด้วย

และแล้วในปี 1989 Skyline GT-R รหัส R32 ก็เปิดตัวออกมาทั้งเวอร์ชั่น 2 และ 4 ประตู พร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ RB26DETT (และกลายเป็นเครื่องยนต์ในตำนานมาจนถึงปัจจุบัน)

 

1989 Nissan Skyline GT-R (R32)

 

นอกจากเครื่องยนต์แล้วรถยังถูกพัฒนาใหม่หมดไม่ว่าจะเป็น ตัวถัง แชสซี ระบบขับเคลื่อนที่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม การออกแบบใหม่ที่รถให้ความสปอร์ตและลงตัวกว่าเดิม

และ GT-R R32 ก็ได้ทำให้เป้าหมายของ Ito เป็นจริง เพราะในการแข่ง Japan Touring Car Group A สามารถเอาชนะได้ทั้งหมด 29 สนามที่มีการแข่งขัน

ซึ่งรถคันที่ใช้แข่งนั้น เป็นรถสีน้ำเงินหมายเลข 12 ที่กลายมาเป็นตำนานจนถึงปัจจุบัน

 

 

กำเนิดฉายา “ก็อดซิลลา”

ต่อมาในปี 1990 เราข้ามไปที่ออสเตรเลียบ้าง ทีมแข่ง Gibson Motorsport ที่เชี่ยวชาญในการปรับแต่ง Nissan ลงแข่งใน Australian Touring Car Championship Group A

พวกเขาก็ได้นำ Skyline R-32 NISMO มาปรับแต่งอย่างจัดเต็มด้วยการถอดระบบที่ไม่จำเป็นออกหมดอย่างระบบแอร์ ระบบปัดน้ำฝน

นอกจากนี้ Gibson ยังสร้างอะไหล่ภายในรถขึ้นมาใหม่หมดทั้งคัน!!

เท่ากับว่าสุดท้ายแล้ว รถที่ลงแข่งนั้นมีเพียงบอดี้ คานรถ และเครื่องยนต์ ที่เป็นของเดิมๆ จาก Nissan

ผลที่ออกมาคือ Gibson Motorsport สามารถคว้าแชมป์ ATCC Group A ได้ 3 ปีติดต่อกัน 1990 – 1992

จนมันถูกขนานนามว่าเป็น “ก็อดซิลลา” ที่มาจากญี่ปุ่น และพร้อมทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง

 

Gibson MotorSport ทีมที่ทำให้ Skyline R32 ได้รับฉายาว่า “ก็อดซิลลา”

 

สานต่อความสำเร็จใน GT-R R33 และ R34

หลัง GT-R กลับมาผงาดจนสร้างชื่อไปทั่วโลกได้อีกครั้ง

ทาง Nissan ก็ได้นำ GT-R R33 ซึ่งเป็นรุ่นที่ปรับปรุงดีไซน์ให้มีความลงตัวมากขึ้นมาโชว์ที่งานโตเกียวมอเตอร์โชว์ ในปี 1993

ก่อนที่รถจะออกวางขายอย่างเป็นทางการในปี 1995 และก็มีรุ่นพิเศษตามออกมาอีกหลายตัวทั้งรุ่น V:Spec, LM Limited, Autech และอีกมากมาย

ณ ตอนนี้ Skyline GT-R ประสบความสำเร็จอย่างมาก และได้กลายเป็นเหมือนไอคอนรถซิ่งของค่าย Nissan ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

Nissan Skyline GT-R (R33)

 

ต่อมาในปี 1999 ทางค่ายก็เข็น GT-R R34 ออกมาโดยใช้เครื่องยนต์รหัสเดิมจาก R32 แต่จูนให้แรงยิ่งขึ้น อิงดีไซน์เดิมเอาไว้ แต่ปรับปรุง Aerodynamic ของรถให้ดีมากขึ้นไปอีก

และแน่นอนว่าหลังจากนั้นก็มี GT-R R34 รุ่นพิเศษออกมามากมายไม่ว่าจะเป็น V:Spec, V:Spec II, M:Spec, Nismo Z-Tune และอีกหลายรุ่น

มีหลายคนยกว่า R33 และ R34 นั้นคือ GT-R ที่มีดีไซน์ลงตัวมากที่สุดที่ถึงจะผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว มันก็ยังดูไม่ตกยุค

 

Nissan Skyline GT-R (R34)

 

จนกระทั่งในปี 2002 ทาง Nissan ได้ปิดสายการผลิตของ Skyline GT-R R34 ไป และประกาศว่าต่อจากนี้ จะแยกชื่อรุ่น Skyline และ GT-R ออกจากกัน

GT-R จะกลายเป็นรถสปอร์ตซีดานแบบเต็มตัว โดยที่ไม่ใช่เป็นรุ่นย่อยตัวแรงอีกต่อไป

ส่วน Skyline ก็จะเป็นรถ Luxury Sport อย่างเต็มตัว

โดยที่รถทั้งสองคันยังจะพัฒนาขึ้นจากแพลตฟอร์มเดียวกันอยู่

 

 

Nissan GT-R R35 เจนปัจจุบัน

ปี 2007 Nissan GT-R R35 ที่ไม่ได้ใช้ชื่อของ Skyline ก็เปิดตัวออกมา ครั้งนี้ Nissan ได้พัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ขึ้นมาแทนที่เครื่องยนต์ RB26 อีกด้วย

ใน GT-R R35 นั้นติดตั้งเครื่องยนต์เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ

ซึ่งทาง Nissan ยังได้เพิ่มเรื่องราวให้กับ GT-R ด้วยการให้การประกอบเครื่องยนต์นั้น ทำโดยช่างฝีมือระดับพระกาฬเพียง 5 คน ที่ทำงานอยู่ในสำนักงานใหญ่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นอีกด้วย

 

ช่างประกอบเครื่อง GT-R ทั้ง 5 ของ Nissan

ช่างปรมาจารย์ทั้ง 5 ผู้ประกอบเครื่อง GT-R ด้วยมือ 1 คน ต่อ 1 เครื่องยนต์

ไปรู้จักกับ "ช่างปรมาจารย์" ทั้ง 5 คน ผู้ประกอบเครื่อง GT-R ด้วยมือ 1 คน ต่อ 1 เครื่องยนต์เบื้องหลังของเครื่องยนต์สุดแรงของ Nissan GT-R ก็คือการประกอบของช่างผู้เชี่ยวชาญ จนชาวญี่ปุ่นเรียกว่าปรมาจารย์เราจะพาคุณไปชมการประกอบ พร้อมรู้จักพวกเขาและรถรุ่นนี้กันให้มากขึ้น ติดตามในคลิปนี้ครับ…

Magcarzine.com ข่าวสารยานยนต์ ให้คุณรู้จริงก่อนใคร 發佈於 2020年4月3日 星期五

 

หลังจากนั้น GT-R R35 ก็มีรุ่นพิเศษตามออกมาอีกมากมาย และก็เป็นโฉมที่ทาง Nissan ใช้มาจนถึงปัจจุบันโดยมีอายุในตลาด 13 ปีแล้ว

 

2019 Nissan GT-R R35 รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี

 

และนี่ก็คือเรื่องราวของ GT-R รถที่เราเชื่อว่าโด่งดังและสร้างชื่อให้กับ Nissan ได้มากที่สุด เป็นรถที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในรถระดับตำนานแห่งวงการยานยนต์

ว่ากันว่า สำหรับคนที่มีใจรักรถยนต์ญี่ปุ่นแล้ว นี่คือรถที่ใครๆ ต่างก็ฝันอยากได้มาขับขี่ในสักวันหนึ่ง

ซึ่งเราเชื่อว่า ใครที่อ่านบทความนี้จบแล้ว จะต้องมีความคิดนี้ด้วยอย่างเช่นกันครับ…

 

ที่มา: motorauthority, nissanusa, topgear

Advertisement

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...