“นอร์เวย์” ประเทศที่ทำให้ประชาชนครึ่งหนึ่ง หันมาใช้ “รถยนต์ไฟฟ้า” พวกเขาทำอย่างไร…?

“จีน” คือประเทศที่มีจำนวนผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากที่สุดในโลก ส่วนอันดับรองลงมาคือ “สหรัฐอเมริกา”

แต่เมื่อลองคิดเป็นเปอร์เซนจากจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศแล้ว ผู้ใช้ EV ที่จีนมีเพียงแค่ 2.4% ส่วนอเมริกานั้นอยู่ที่ 1.18%

การที่ทั้งสองประเทศอยู่ในอันดับของจำนวนผู้ใช้ EV มากที่สุด ได้เพราะประเทศของพวกเขามีจำนวนประชากรที่มหาศาล

แต่ถ้าหากพูดถึงประเทศที่จำนวนผู้ใช้ EV มากที่สุด เมื่อเทียบต่อจำนวนประชากรล่ะ?

คำตอบก็คือประเทศ “นอร์เวย์”

จากข้อมูลด้านสถิติล่าสุด เผยว่าในปี 2018 ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน (Battery EV) ในนอร์เวย์ มีสูงถึง 10% (ยังไม่รวมรถ Hybrid และ Plug-in Hybrid)

หมายความว่ารถบนท้องถนนทุกๆ 10 คัน จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ซึ่งนับว่าเยอะมาก

แล้วพวกเขาทำได้อย่างไรให้คนหันมาใช้ EV ได้มากขนาดนี้?

 

Tesla คือค่ายที่ทำยอดขายรถได้ดีที่สุดในนอร์เวย์

 

การสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่

ที่นอร์เวย์ คุณสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายพอๆ กับรถยนต์น้ำมัน แถมยังได้สิทธิพิเศษจากรัฐมากกว่าอีกต่างหาก

รัฐบาลของนอร์เวย์รู้ว่า การจะเปลี่ยนให้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้านั้น จำเป็นต้องทำให้มันมีราคาจำหน่ายที่ผู้ซื้อไม่รู้สึกว่าการซื้อรถยนต์น้ำมันนั้นคุ้มค่ากว่า

นอร์เวย์นั้นไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรมที่ค่ายรถไปตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แล้วผลิตในประเทศเหมือนอย่างบ้านเรา

ทั้งรถยนต์น้ำมันและไฟฟ้า ต่างก็ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ

รัฐจึงทำการ ยกเลิกเก็บภาษีนำเข้า เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่มาจากจากต่างประเทศเสียเลย!!

นอกจากนี้ รัฐยังทำการ ละเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของรถยนต์ไฟฟ้า จาก 25% ลดลงเหลือ 0%

รวมถึง ลดภาษีเงินได้ให้ค่ายรถยนต์ที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า ลง 50% (ก่อนจะปรับเป็น 40% ในปี 2018)

เพื่อจูงใจให้ค่ายรถขายรถยนต์ไฟฟ้าทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และวางขายในราคาที่ถูกลง

เรียกได้ว่าจูงใจให้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันแบบเต็มกำลัง

 

 

เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ…

เราลองมาดูตัวอย่างจาก Volkswagen Golf ที่มีขายในนอร์เวย์และมีให้เลือกทั้งเวอร์ชั่นน้ำมัน และเวอร์ชั่นไฟฟ้ากัน

Volkswagen Golf (เวอร์ชั่นน้ำมัน) มีราคานำเข้าตั้งไว้ที่ราวๆ 650,000 บาท แต่จะถูกภาษีอื่นๆ เข้าไปดังนี้

– ภาษีไอเสียที่รถปล่อยออกมา 123,000 บาท

– ภาษีน้ำหนักตัวรถ 77,000 บาท

– VAT 25% 215,000 บาท

ทำให้ ราคาจำหน่ายของ Volkswagen Golf อยู่ที่ ราวๆ 1,065,000 บาท

 

ขณะที่ Volkswagen e-Golf (เวอร์ชั่นไฟฟ้า) นั้นมีราคานำเข้าตั้งไว้ที่ประมาณ 943,000 บาท

แต่ไม่เสียภาษีเหมือนอย่างที่รถยนต์น้ำมันต้องเสียเพิ่มเติม

ทำให้ราคาจำหน่ายของ Volkswagen e-Golf ก็ยังคงอยู่ที่ 943,000 บาท

 

นี่ยังไม่พูดถึงการที่รถยนต์น้ำมันต้องเสียค่าบำรุงรักษา ค่าเติมน้ำมัน ค่าต่อภาษีประจำปีที่แพงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าหลายเท่า

จึงไม่แปลกใจที่ชาวนอร์เวย์จะเริ่มเปลี่ยนมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้นเรื่อยๆ…

 

สถานีชาร์จไฟสาธารณะตามท้องถนนในกรุง Oslo

 

และยังไม่หมดแค่นี้

เมื่อคุณเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ก็จะได้รับสิทธิพิเศษอีกมากมาย ดังนี้

– ค่าต่อภาษีรถประจำปีที่ถูกกว่ารถยนต์น้ำมัน

– ขึ้นทางด่วนและเรือเฟอร์รี่ข้ามเกาะฟรี (ก่อนปรับมาเป็นเสียครึ่งราคาในปี 2018)

– ไม่เสียค่าที่จอดรถในเมือง (ก่อนปรับมาเป็นเสียครึ่งราคาในปี 2018)

– เข้าใช้งานเลนรถบัสได้ ไม่ต้องทนรถติด

 

นอกจากนี้ ในปี 2008 นอร์เวย์ได้ริเริ่มโครงการ “สถานีชาร์จไฟสาธารณะ”

โดยการตั้งแท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไว้ให้ชาร์จกันฟรีๆ ตามที่จอดรถข้างทางทั่วกรุง Oslo เมืองหลวงของนอร์เวย์

ปัจจุบันที่นอร์เวย์มีแท่นชาร์จสาธารณะอยู่ถึง 7,600 จุดทั่วประเทศ

 

หากคุณมีความคิดอยากจะซื้อรถคันใหม่ แล้วมีการสนับสนุนจากรัฐแบบนี้ คุณจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันไหม?? น่าจะตอบกันได้ไม่ยากเลย…

 

รถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้งานเลนรถบัสได้

 

“เวลา” ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลง

กว่าที่นอร์เวย์จะมาถึงจุดนี้ ที่คนกว่าครึ่งประเทศเปลี่ยนจากรถยนต์น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

รู้ไหมว่าพวกเขาได้ริเริ่มการสนับสนุน EV มาตั้งแต่ปี 1990 แล้ว ก่อนที่มันจะบูมขึ้นมาในทุกวันนี้หลังจากผ่านมากว่า 20 ปีให้หลัง…

ปี 1990 นอร์เวย์ได้ทำการยกเลิกภาษีจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า

ปี 1996 ปรับค่าต่อภาษีประจำปีรถยนต์ไฟฟ้าให้ถูกลง

ปี 1999 ออกนโยบายให้รถยนต์ไฟฟ้าจอดรถได้ฟรี

ปี 2000 ลดภาษี 50% ให้ค่ายรถที่จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า

ปี 2003 ให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งในเลนรถบัสได้

ปี 2009 ไม่เก็บค่าทางด่วนและเรือเฟอร์รี่ข้ามเกาะ

สิ่งที่เราต้องการจะบอกคือ การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องใช้ “เวลา” 

มนุษย์เราอยู่กับเครื่องยนต์น้ำมันมาทั้งชีวิต เวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญมากกับการจะทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมา

ถึงแม้จะมีการสนับสนุนมาตั้งแต่ปี 1990 ก็ตาม

แต่เมื่อย้อนกลับไปในปี 2010 ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้านั้นยังอยู่ที่ราวๆ 1% เองด้วยซ้ำ

เมื่อเวลาผ่านมาเรื่อยๆ ไม่ถึงสิบปี ได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 10% ในปี 2018

 

ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าของแต่ละเมืองในนอร์เวย์ ปี 2018

 

ปัจจุบัน คงบอกได้เต็มปากแล้วว่านอร์เวย์ประสบความสำเร็จกับการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มตัว

เมื่อเดือนเมษายน 2019 ที่ผ่านมา มีรายงานว่ายอดจดทะเบียนรถใหม่นั้นมีจำนวนที่สูงถึง 58.4%

(และเป็นครั้งแรกที่ยอดจดทะเบียนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเกิน 50% ของทั้งประเทศ)

นั่นหมายความว่าในอนาคต ชาวนอร์เวย์จะหันมาเลือกรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เมื่อพวกเขาต้องการซื้อรถคันใหม่

รัฐบาลนอร์เวย์ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2025 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่จะต้องขึ้นไปถึง 100% ให้ได้ และเท่ากับว่า จะไม่มีการขายรถยนต์น้ำมันเชื้อเพลิงอีกแล้ว..

 

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากนอร์เวย์นั้นก็คือ การเปลี่ยนแปลงนั้นจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน และเวลา

เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบนี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้แบบปุบปับ ที่มันจะผลิดอกออกผลมาทันที

เมื่อการสนับสนุนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ก็ได้ผลิบานออกมา

การสนับสนุน EV ของนอร์เวย์จึงนับว่าเป็นกรณีศึกษาชั้นดี ให้กับหลายประเทศที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า

อยู่ที่ว่าประเทศเหล่านั้น จะเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ได้หรือไม่….

 

เรียบเรียงโดย: จิตริน พฤกษางกูร

แหล่งอ้างอิง: elbil.no (1)(2), fleetcarma, euki.de, reuters

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...