“เซลล์รถ” ยังจำเป็นอยู่ไหมในยุคออนไลน์ ที่คนเลือกซื้อจากคลิปรีวิว มากกว่าถามคนขาย!?

“อีโคคาร์ยี่ห้อไหนดี!?” “รถยี่ห้อxxx มือสอง” เป็นข้อความที่หลายคนกรองลงที่ช่องค้นหาของ Google เมื่อมีโจทย์ขึ้นมาว่าอยากได้รถสักคัน

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแทบจะทุกธุรกิจไม่เว้นแม้แต่การซื้อขายรถยนต์ ยังต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับโลกออนไลน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลสำรวจเผยว่าผู้บริโภคกว่า 90% จะหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ก่อนที่จะเลือกซื้อรถยนต์ และนอกจากนี้ คลิปวิดีโอรีวิว รวมทั้งการทดสอบสมถรรณะการขับขี่ยังมีผลต่อการเลือกซื้อรถด้วย

ในมุมของลูกค้า โลกออนไลน์อาจมีประโชน์สำหรับการหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ

แต่ทางฝั่งของผู้ผลิต มันกลับทำให้พวกเขาต้องปรับตัวต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เนื่องจากข้อมูลรีวิวเหล่านั้น หากเป็นด้านลบต่อตัวผลิตภัณฑ์ ก็ย่อมมีผลต่อความน่าเชื่อถือและยอดขายเช่นกัน

 

 

วิดีโอเทสไดร์ฟ คลิปรีวิวรถ คือสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด

ผลสำรวจจาก Google และ Kantar Group บริษัทที่ปรึกษาจากอังกฤษ ระบุว่าโดยปรกติแล้วการซื้อรถยนต์หนึ่งคัน ผู้บริโภคจะมีขั้นตอนการตัดสินใจประมาณ 4-5 ขั้นตอน

เริ่มจาก การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์คันใหม่ที่พวกเขาสนใจ

จากนั้นจะได้เงื่อนไขประมาณ 2-3 เงื่อนไขสำหรับตัดสินใจซื้อรถ

ก่อนที่จะนำเงื่อนไขที่ว่าไปค้นหาข้อมูลเพิ่มในโซเชียลมีเดีย หรือปรึกษากับคนใกล้ตัว ก่อนจะถึงขั้นตอนสุดท้ายคือตัดสินใจซื้อ

ซึ่งก่อนจะถึงขั้นตอนสุดท้ายผู้บริโภคมักจะหาข้อมูลจากโลกออนไลน์มากกว่า

 

“การหาข้อมูลจำนวนมากเกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ต รายงานจาก Google Gearshift ชี้ให้เห็นว่าอินเตอร์เน็ตมีอิทธิพลมากถึง 90%” Kaushik Prasad ผู้จัดการทั่วไปของ Ford ประเทศอินเดีย ให้สัมภาษณ์

 

 

คลิปวิดีโอเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญของคนที่สนใจจะซื้อรถคันใหม่ ซึ่ง 63% ของผู้ซื้อจะดูคลิปวิดีโอก่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คลิปวิดีโอ Test Drive ในยูทูบเพิ่มมากถึง 65% และการถ่ายคลิปวิดีโอแบบ 360 องศาทำให้เกิดคลิปวิดีโอ Test Driver ในรูปแบบใหม่

และเชื่อหรือไม่ว่า คลิปวิดีโอในรูปแบบนี้มีความสมจริงกว่าวิดีโอธรรดา ซึ่งมันมีส่วนในการตัดสินใจของลูกค้าอย่างมาก

ผลสำรวจจาก Google และ Kantar Group เผยว่าคลิปวิดีโอ Test Drive แบบ 360 องศา ทำให้ลูกค้าบางคนสามารถซื้อรถโดยที่ไม่เคยทดลองขับมาก่อนได้อีกด้วย

 

คลิป Test Drive Honda Civic แบบ 360 องศา


อย่างไรก็ตามแม้ว่าคลิปวิดีโอกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คลิปจากค่ายรถยนต์ ไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าจะเชื่อถือหรอกนะ

เพราะลูกค้าส่วนใหญ่กลับให้ความสนใจกับคลิปจากจากเหล่ายูทูบเบอร์ หรือรายการต่างๆ มากกว่าคลิปจากแบรนด์รถยนต์เอง

Pixability บริษัทด้านโฆษณายักษ์ใหญ่เผยว่า ยอดวิวต่อเดือนของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ในยูทูบกว่า 93% จะเป็นเนื้อหาที่มาจากเหล่ายูทูบเบอร์ หรือรายการต่างๆ ส่วนอีก 7% จะเป็นโฆษณาจากแบรนด์

 

Pixability ได้ทำการวิเคราะห์คลิปวิดีโอเกี่ยวกับรถยนต์ที่มายอดวิวสูงสุด 200 อันดับระหว่างปี 2018 ซึ่งได้แยกออกเป็น 7 ประเภทด้วยกันคือประเภทโฆษณา, ไฮไลต์, การซ่อมบำรุง, Vlog, หนัง, การให้ความรู้ และ รีวิว ซึ่งแต่ละประเภทจะได้รับยอดวิวและการมีส่วนร่วมที่แตกต่างกันออกไป

คลิปประเภทโฆษณาเป็นประเภทที่ได้ยอดวิวมากที่สุด เพราะการอัดฉีดงบเพื่อโปรโมต

แต่ในขณะเดียวกันคลิปประเภท Vlog กลับเป็นคลิปที่ผู้ชมมีส่วนร่วมมากที่สุด!!

นั่นแสดงว่า โฆษณาผ่านตาพวกเขา แต่การจะคอมเมนต์หรือแชร์อะไรออกไป พวกเขาชอบคลิปที่ยูทูบเบอร์ทำเองมากกว่า

 

การเปรียบเทียบคลิปวิดีโอทั้ง 7 ประเภทของ Pixability สีแดงคือ ยอดวิว, สีน้ำเงินคือการมีส่วนร่วมของผู้ชม

 

ลูกค้าชาวไทยกับข้อมูลออนไลน์

Google และ Kantar Group ได้ทำการศึกษาเจาะลึกไปถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ในบ้านเราด้วยเช่นกัน

โดยเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้ที่ซื้อรถยนต์ใหม่จำนาน 520 คน ระหว่างช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2019 และเผยแพร่ในผลงานวิจัยที่ใช้ชื่อว่า Gearshift 2019: Purchase Journey of Thai New Car Buyers 

จากงานวิจัยดังกล่าวได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ของลูกค้าในประเทศไทย

พบว่า 99% จะหาข้อมูลผ่าน Search Engine ก่อนจะค้นต่อไปยังเว็บอื่นๆ เช่น เว็บไซต์ของค่ายรถ เว็บข่าว ตัวแทนจำหน่าย เพื่อเป็นการหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือโปรโมชั่นที่ดีที่สุดจนนำไปสู่การซื้อ

(ซึ่งสรุปว่าในไทย ก็มีพฤติกรรมคล้ายกับผลสำรวจในระดับโลกก่อนหน้านี้)

 

 

แหล่งข้อมูลออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากสุด 5 อันดับคือ

– เข้าจาก Search Engine 99%

– วิดีโอ 98%

– เข้าจากเว็บไซต์ของค่ายรถโดยตรง 80%

– โซเชียลมีเดีย 70%

– เว็บรีวิวรถ 55%

 

แหล่งข้อมูลออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากสุด

 

รายงานจากผลการวิจัยของ Google ยังบอกอีกว่า ผู้บริโภคเองในบ้านเรามีความภักดีต่อแบรนด์น้อยลง พร้อมเปิดใจให้กับค่ายใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อความภักดีต่อแบรนด์มากที่สุด 3 ปัจจัยคือ

1. ความประหยัดเชื้อเพลิง/การมีตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

2. ความเสถียรของรถยนต์

3. ออปชั่นเสริม

 

ส่วนเรื่องของบริการหลังการขายได้อันดับ 6 ซึ่งได้อันดับต่ำกว่าที่หลายคนคาด ว่าบริการหลังการขายดี จะต้องมาเป็นอันดับต้นๆ

และเรื่องของค่าซ่อมบำรุงมีผลต่อความภักดีในแบรนด์ 30% ได้อันดับเกือบสุดท้ายอีกด้วย

 

ปัจจัยที่มีผลต่อความภักดีต่อแรนด์

 

ในช่วงที่ผ่านมา เราคงได้เห็นค่ายรถหลายค่าย ไล่ตั้งแต่สตาร์ทอัพไปจนถึงค่ายใหญ่ ที่เริ่มปรับตัวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค

อย่างล่าสุดที่ทาง BMW ได้เปิดให้ลูกค้าชาวไทยสามารถสั่งจองรถรุ่น BMW X3M และ BMW X4M ล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ได้

หรือที่เห็นได้ชัดอย่างกรณีของ Tesla ก็เริ่มหันมาขายรถผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะยุบศูนย์บริการลงให้น้อยลงในอนาคต

เรื่องดังกล่าวนอกจากจะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่แล้ว ทางค่ายยังมองว่าเป็นการช่วยลดต้นทุนอีกด้วย

 

 

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นที่น่าสนใจไม่น้อยว่าช่องทางการขายรถยนต์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร!?

การขายรถผ่านช่องทางออนไลน์จะมาแทนที่โชว์รูมอย่างนั้นหรือ!? หรือทั้งสองอย่างจะสามารถไปด้วยกันได้??

คุณผู้อ่านมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร ร่วมแสดงความคิดเห็นกันในเรื่องนี้ต่อได้เลยครับ…

 

 

ที่มา auto.ndtv, thinkwithgoogle(1),(2), brandinside, mgronline

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!