เปิดตำนาน “อเมริกันมัสเซิลคาร์” จากจุดสูงสุด สู่การล่มสลายเพราะ “ความแรง” เป็นเหตุ

เมื่อพูดถึงรถยนต์ที่เน้นประสิทธิภาพความแรงเป็นหลักแล้ว รถระดับซูเปอร์คาร์น่าจะเป็นรถที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ

แต่ก็มีรถอีกประเภทที่ถึงแม้อาจจะไม่ได้เร็วสุดขีดแบบรถ 2 ประเภทดังกล่าว แต่มันก็เป็นรถที่เต็มไปด้วยเสน่ห์น่าหลงไหล เราเรียกรถประเภทนี้ว่า “มัสเซิลคาร์”

 

 

มัสเซิลคาร์คือ…?

คำว่า Muscle ถ้าให้แปลตรงตัวจะมีความหมายว่า “กล้ามเนื้อ” ดังนั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของมัสเซิลคาร์ที่เป็นรถเน้นพละกำลังเป็นหลัก เหมือนกับนักกล้าม

แต่ไม่ใช่รถที่เน้นพละกำลังทุกคันจะเป็นมัสเซิลคาร์ ได้มีเกณฑ์บัญญัติเอาไว้ว่าการจะเป็นรถมัสเซิลคาร์ได้นั้น จะต้องมีสิ่งเหล่านี้..

– รถต้องมาจากค่ายรถสัญชาติอเมริกัน

– ต้องติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ขนาดใหญ่เกินกว่า 5.0 ลิตร

– เป็นรถทรงคูเป้และมี 2 ประตู

– ขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง

– ตัวถังต้องถูกออกแบบมาสำหรับการแข่งขันแดร็กในทางตรง แต่ต้องถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

– มีราคาที่จับต้องได้ (ในอเมริกา)

– ผลิตออกมาในยุค 1960 – 1970 ช่วงต้น

หากมีรถคันไหนที่ถูกสร้างมาโดยแหกบัญญัติเหล่านี้ รถคันนั้นจะถูกตีตราว่า “ไม่ใช่อเมริกันมัสเซิลคาร์ที่แท้จริง”

แต่สงสัยกันไหมว่ามัสเซิลคาร์เริ่มต้นเกิดขึ้นมาได้ยังไง ทำไมถึงต้องมีข้อบัญญัติเหล่านี้กำหนดเอาไว้?

วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกัน..

 

Dodge Charger 1969

 

จุดเริ่มต้นของมัสเซิลคาร์ แม้เป็นอะไรที่ไม่แน่ชัดนักแต่มีเรื่องราวที่เล่ากันมาว่า

มัสเซิลคาร์เกิดจากกลุ่มนักค้าเหล้าเถื่อนในยุค 1920 ที่ตอนนั้นอเมริกาออกกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศ

กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการรถที่มีความแรงในการเร่งหนีตำรวจ พวกเขาจึงเริ่มดัดแปลงรถของตัวเองให้แรงขึ้น

แต่พอเข้าสู่ปี 1933 กฎหมายห้ามขายเหล้าได้ถูกยกเลิกไป ทำให้กลุ่มพ่อค้าเหล่านี้ไม่สามารถทำกำไรจากธุรกิจเดิมได้อีกต่อไป

พวกเขาจึงผันตัวมาเป็นผู้ปรับแต่งรถแทน และนำรถที่ปรับแต่งเข้าร่วมการแข่งขันทำให้มีชื่อเสียงในวงการรถซิ่ง

และภายหลัง รถซิ่งเหล่านั้นได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับค่ายรถที่ทำการสร้างมัสเซิลคาร์คันแรกในประวัติศาสตร์ออกมาขายให้แก่ตลาดวงกว้างได้สำเร็จ ซึ่งก็คือ Oldsmobile Rocket 88

 

Oldsmobile Rocket 88 มัสเซิลคาร์คันแรก

 

Oldsmobile Rocket 88 นั้นเป็นรถที่ตรงตามบัญญัติของมัสเซิลคาร์ครบถ้วน ทั้งการติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร เป็นรถคูเป้ 2 ประตู ขับเคลื่อนล้อหลัง และมีสัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด

Oldsmobile Rocket 88 ได้ถูกนำไปลงแข่งขันในรายการ NASCAR เพื่อโชว์ประสิทธิภาพ และปรากฏว่ามันสามารถคว้าชัยมาได้ถึง 8 จาก 10 สนามที่ลงแข่ง

นั่นทำให้มัสเซิลคาร์คันนี้ได้กลายมาเป็นจุดสนใจของชาวอเมริกันผู้รักในความแรงทันที

ประจวบกับในช่วงนั้น อเมริกาได้รับชัยชนะจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เศรษฐกิจในอเมริกาเฟื่องฟูอย่างสุดขีด Oldsmobile Rocket 88 จึงทำยอดขายได้ดีมาก

การประสบความสำเร็จของ Oldsmobile Rocket 88 ทำให้ค่ายรถสัญชาติอเมริกันทั้งหลายมองเห็นช่องทางการทำเงิน

หลายค่ายเริ่มสร้างมัสเซิลคาร์ออกมาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดทันที เช่น Chrysler C-300 และ Rambler Rebel ที่ออกมาในปี 1955 และ 1957

 

Chrysler C-300

 

ต่อมาในช่วงปี 1960-1970 เรียกได้ว่าเป็นยุคที่มัสเซิลคาร์รุ่งเรืองมากที่สุด

มัสเซิลคาร์สุดคลาสสิกหลายรุ่นได้ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อที่เราคุ้นหูอย่าง Chevrolet Camaro, Ford Mustang, Dodge Charger, Pontiac GTO และอีกมากมายจนแทบจะนับไม่ถ้วน

มัสเซิลคาร์กลายเป็นส่วนสำคัญในวงการยานยนต์อเมริกา และทำให้การแข่งขัน Drag Racing กลายเป็นที่นิยมไปทั่วประเทศ เพราะความนิยมของมัสเซิลคาร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

จนกระทั่งจุดพลิกผันก็ได้เกิดขึ้น..

 

1967 Ford Mustang Fastback

 

ในช่วงต้นยุค 1970 อเมริกาได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายควบคุมมลพิษ และผู้ที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ก็คืออุตสาหกรรมยานยนต์ในขณะนั้น

เนื่องจากค่ายรถถูกบังคับให้สร้างรถออกมาโดยผ่านมาตรฐานค่าไอเสียที่ตั้งไว้

แต่เหล่ามัสเซิลคาร์ทั้งหลายนั้นล้วนแต่สอบตกด้านนี้เกือบทั้งหมด..

สาเหตุเป็นเพราะมัสเซิลคาร์ “แรงเกินไป”

ด้วยเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ภายในรถ ทำให้รถประเภทนี้ปล่อยไอเสียออกมามหาศาลเมื่อเทียบกับรถในปัจจุบัน

ผลคือค่ายรถจำเป็นต้องปรับความแรงในเครื่องยนต์ของมัสเซิลคาร์ลงให้ผ่านมาตรฐาน ซึ่งเป็นเรื่องที่สาวกมัสเซิลคาร์ไม่สามารถยอมรับได้

ไม่เพียงแค่นั้น ในปี 1973 อเมริกาเจอกับวิกฤติน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ก็ยิ่งส่งผลกระทบเข้าไปอีก เพราะเรารู้กันดีว่ามัสเซิลคาร์กินน้ำมันมากแค่ไหน

ด้วยเหตุที่กล่าวมาทำให้มัสเซิลคาร์หลายรุ่นถูกยกเลิกสายการผลิตไปตามๆ กันในช่วงปี 1975

จะเหลือรอดก็แต่รถที่ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ อย่างเช่น Ford Mustang ที่ผันตัวเองไปเป็นรถคอมแพ็คระดับไฮเอนด์

รวมถึงอีกหลายรุ่นที่ไปเน้นด้านความสวยงามแทนประสิทธิภาพข้างใน เพื่อให้รถอยู่รอดต่อไปได้

นี่จึงกลายเป็นยุคล่มสลายของอเมริกันมัสเซิลคาร์

 

โฉมหน้าของ Ford Mustang เจเนอเรชั่น 3 ที่เปลี่ยนไปหลังการล่มสลายของมัสเซิลคาร์

 

การกลับมาของโมเดิร์นมัสเซิลคาร์

ในช่วงยุค 2000 หลังจากที่เทคโนโลยีด้านยานยนต์พัฒนาขึ้นจนสามารถจัดการกับค่าไอเสียจำนวนมากที่ปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ได้แล้ว

ค่ายรถทั้งหลายก็เริ่มโปรเจกต์ชุบชีวิตซีรีส์มัสเซิลคาร์ในอดีตให้กลับมาอีกครั้ง

ไม่ว่าจะเป็น Dodge Charger, Dodge Challenger หรือ Chevrolet Camaro ได้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในฐานะ “โมเดิร์นมัสเซิลคาร์”

รวมถึง Ford Mustang ก็ได้กลับมาเป็นมัสเซิลคาร์อีกครั้ง หลังจากที่ต้องถูกปรับไปเพื่อความอยู่รอดในยุคล่มสลาย

 

Chevrolet Camaro, Ford Mustang และ Dodge Demon โฉมปี 2019

 

ถึงแม้ในปัจจุบัน มัสเซิลคาร์บางคันอาจจะแหกขนบธรรมเนียมเดิมของมัสเซิลคาร์ไปบ้าง

ทำให้มีคนบางกลุ่มที่ยังยึดติดอยู่กับมัสเซิลคาร์ยุคเก่า ที่จะต้องตรงตามข้อกำหนดเป๊ะๆ และไม่แหกกฎดั้งเดิมเหล่านั้น ซึ่งรถเหล่านั้นได้กลายเป็นของมีมูลค่ามหาศาลในปัจจุบัน

แต่ก็มีบางกลุ่มที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ จากมัสเซิลคาร์ยุคใหม่ เพราะโมเดิร์นมัสเซิลคาร์ได้ถูกเสริมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่หาไม่ได้ในมัสเซิลคาร์ยุคก่อนเข้ามามากมาย

อย่างเช่นระบบความปลอดภัยในรถที่มีมากกว่าในอดีต รวมถึงอัตราการกินน้ำมัน และมลพิษที่ถูกปล่อยออกมาจากตัวรถที่ลดลงเช่นกัน

 

ไม่มีใครทราบได้ว่าในอนาคต จะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้มัสเซิลคาร์หายไปจากวงการยานยนต์อีกหรือไม่

แต่มัสเซิลคาร์นั้น ก็ได้สร้างวัฒนธรรมที่ฝังลากลึกเอาไว้ในวงการยานยนต์ของโลกนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ที่มา: gentlemansgazette, cjponyparts, nytimes, musclecarclub

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...