“เซินเจิ้น” เมืองที่ปฏิรูปขนส่งมวลชน จนกระทั่ง “รถเมล์-รถแท็กซี่ไฟฟ้า 100%” พวกเขาทำได้อย่างไร!?

เมื่อเอ่ยถึงชื่อเมือง “เซินเจิ้น” คุณจะนึกถึงอะไร?

เชื่อว่าความคิดแรกที่เข้ามาในหัวของหลายๆ คน ก็คงจะหนีไม่พ้น “สินค้าก๊อปปี้” ของแบรนด์ดังทั้งหลายจากทั่วโลก

เนื่องจากก่อนหน้านี้เป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมที่มีโรงงานผลิตสินค้าตั้งอยู่จำนวนมาก ที่นี่จึงเป็นจุดกำเนิดของสินค้าก๊อปปี้มากมาย ก่อนจะถูกส่งออกไปขายทั่วโลก

แต่ก็มีอีกด้านหนึ่งของเมืองเซินเจิ้นที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน…

 

เซินเจิ้นในทุกวันนี้ เปรียบเสมือนเมืองแห่งเทคโนโลยีของประเทศจีน มีการพัฒนาและลงทุนด้านไอทีในระดับสูงมาก จนถึงขนาดที่ได้รับฉายาว่า “Silicon Valley แห่งเอเชีย”

และกำลังจะเป็นเมืองที่รถโดยสารสาธารณะ ทั้ง รถบัส-รถแท็กซี่ ได้เปลี่ยนไปให้บริการด้วยรถพลังงานไฟฟ้า

โดยที่รถบัสไฟฟ้าได้ถูกนำมาให้บริการแล้ว 100% ส่วนแท็กซี่ไฟฟ้าอยู่ที่ 99% ไปเป็นที่เรียบร้อย

พวกเขาทำได้อย่างไร ในการเปลี่ยนขนส่งมวลชนให้มาใช้พลังงานสะอาดได้?

มาทำความรู้จักกับเมืองทางตอนใต้ของประเทศจีนแห่งนี้กันให้มากขึ้นกันครับ…

 

 

เมืองแรกของโลก ที่ให้บริการรถบัสไฟฟ้าเต็มรูปแบบ 100%

อย่างที่เรารู้กันว่า หลายๆ เมืองใหญ่ในประเทศจีน ต้องประสบปัญหาเรื่องฝุ่นควัน PM2.5 หนักมาก จนกลายเป็นปัญหาระดับชาติ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้หาทางแก้หลากหลายวิธี หนึ่งในนั้นก็คือการสนับสนุนให้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษบนท้องถนน

การจะเปลี่ยนประชาชนในประเทศ ก็ต้องเริ่มจากรัฐบาลก่อน

ภาครัฐจึงแผนที่จะเปลี่ยนระบบขนส่งมวลที่ปัจจุบันยังใช้รถเครื่องยนต์สันดาป อย่างรถบัส หรือรถแท็กซี่ ให้กลายเป็นยานยนต์ไฟฟ้าให้หมด

หน้าที่นั้นก็เลยตกเป็นของ “เซินเจิ้น” เมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะพลาดการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำให้แก่เมืองอื่นๆ ในประเทศ?

รัฐบาลจีนไม่รอช้า สนับสนุนเมืองเซินเจิ้นเต็มที่เพื่อเปลี่ยนระบบขนส่งในเมืองให้หันมาใช้พลังงานสะอาด

การสนับสนุนเริ่มขึ้นโดยมีการนำรถบัสไฟฟ้า 277 คันมาใช้ในปี 2012

ก่อนที่จะตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดไปที่ 16,359 คันในปี 2017

ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นถึง 60 เท่า!!

และทำให้รถบัสทั้งหมดในเมืองเซินเจิ้น กลายเป็นรถบัสไฟฟ้าทั้งหมดแบบ 100%

หรือก็คือ เมืองเซินเจิ้นใช้เวลา 5 ปีในการเปลี่ยนรถบัสทุกคันที่วิ่งในเมืองมาเป็นรถบัสไฟฟ้าทั้งหมดนั่นเอง…

 

กราฟแสดงจำนวนที่เพิ่มขึ้นของรถบัสไฟฟ้าในเมืองเซินเจิ้น

 

จำนวนของรถบัส เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นกับรถทั้งหมดที่วิ่งอยู่บนท้องถนนเมืองเซินเจิ้นแล้ว มีเพียงแค่ 0.5% เท่านั้น

แต่ตอนที่รถบัสยังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลนั้น ปล่อยไอเสียออกมา 20% จากจำนวนยานพาหนะทั้งหมดในเมือง เพราะรถมีอายุมากกว่าและวิ่งระยะทางที่ไกลกว่ารถส่วนตัวนั่นเอง

แต่เมื่อรถบัสทั้งเมืองได้เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดก็ทำให้ค่าไอเสียตรงจุดนั้นหมดไป

นอกจากนี้ มลภาวะทางเสียงของเครื่องยนต์ ที่เกิดจากรถบัสยังหายไปด้วย

 

Joseph Ma ผู้จัดการทั่วไปของ Shenzen Bus Group หน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนรถสาธารณะของเซินเจิ้นนี้เผยว่า

“ผมจำได้ตอนที่ยืนอยู่ที่ป้ายรถบัส และเมื่อรถบัสที่ใช่เครื่องยนต์ดีเซลมาถึง มันทั้งส่งไอร้อน มลภาวะทางเสียง และมลภาวะทางอากาศ ผมนี่แทบจะทนนั่งรถบัสไม่ได้เลยในฤดูร้อน”

“แต่สำหรับรถบัสไฟฟ้าแล้ว มันได้เปลี่ยนทุกอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมือ”

“รถบัสไฟฟ้านั้นเงียบมากจนไม่เป็นมลภาวะทางเสียง แต่เราก็ได้รับคำขอร้องว่าให้เพิ่มเสียงเข้าไปหน่อย เพราะมันเงียบเกินไปจนบางครั้งคนเดินถนนอาจจะไม่รู้ตัวว่ารถมา และจะเกิดอันตราย”

 

Joseph Ma ผู้จัดการทั่วไปของ Shenzhen Bus Group

 

แต่ถึงอย่างนั้น Ma ก็เผยว่าต้นทุนของรถบัสไฟฟ้านั้นมีราคาสูงกว่ารถบัสปกติอยู่มาก

รถบัสคันหนึ่งมีราคาสูงถึง 1.8 ล้านหยวน (ประมาณ 8 ล้านบาท) การสนับสนุนจากรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“ค่ารถบัสไฟฟ้ากว่าครึ่งเราได้การสนับสนุนจากรัฐบาล และรัฐก็ช่วยสนับสนุนเมื่อรถมาวิ่งตามท้องถนนแล้วด้วย”

“ถ้าเราวิ่งรถได้ถึง 60,000 กม. ทางรัฐบาลท้องถิ่นจะให้เงินอุดหนุนที่ 500,000 หยวน (ราว 2.24 ล้านบาท) ซึ่งเงินตรงนี้จะนำไปสู่การลดต้นทุนของค่าโดยสารที่คนทั่วไปต้องจ่าย”

ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อมีรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว สิ่งที่จำเป็นมากก็คือสถานีชาร์จไฟ

สำหรับ Shenzhen Bus Group พวกเขาได้ติดตั้งสถานีชาร์จไฟให้กับรถบัสในโรงจอดรถกว่า 180 แห่งทั่วเมือง

Ma กล่าวว่ารถบัสไฟฟ้าทำระยะได้ 200 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และใช้เวลาชาร์จ 2 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นก็ต้องมีรถมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอยู่ตลอด และส่วนใหญ่รถจะถูกชาร์จแบตในเวลากลางคืนเมื่อรถหยุดให้บริการแล้ว

 

 

ไม่ใช่แค่รถบัส แท็กซี่ทั้งหมดในเมืองเตรียมเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

ที่เซินเจิ้นมีรถแท็กซี่ให้บริการอยู่ทั้งหมด 21,689 คัน

ในปีที่แล้ว ยังมีแท็กซี่ราวๆ 7,500 คัน ที่ยังใช้รถยนต์น้ำมัน

แต่จากการรายงานเมื่อเดือนมกราคม ในปี 2019 นี้พบเรื่องที่น่าสนใจก็คือ… 99% จากจำนวนแท็กซี่ทั้งหมดได้เปลี่ยนมาให้บริการโดยรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว

ซึ่งคาดว่าแท็กซี่ทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่างแน่นอนภายในปีนี้

นอกจากนี้รัฐยังทำการสร้างสถานีชาร์จไวความเร็วสูง สำหรับการชาร์จแบบไม่ต้องรอนาน เพื่อให้ใช้กับแท็กซี่โดยเฉพาะ โดยมีจำนวนถึง 637 แท่นด้วยกัน ในทั่วเมืองเซินเจิ้น

 

สถานีชาร์จแบตแท็กซี่ในเมืองเซินเจิ้น

 

BYD บริษัทยานยนต์ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลง

ไม่ว่าจะเป็นรถบัส หรือรถแท็กซี่ เราจะเห็นว่ารถทุกคันนี้ต่างก็ติดตราของแบรนด์ BYD ทั้งสิ้น

สำหรับใครที่ไม่รู้จักค่ายรถค่ายนี้ เราลองมาทำความรู้จักกันคร่าวๆ…

BYD หรือ Build Your Dream คือบริษัทผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นมาในปี 1995

ก่อนที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจยานยนต์ในปี 2002 โดยการเข้าซื้อกิจการของ Tsinchuan Automobile และเดิมที BYD ก็ผลิตรถยนต์ทั่วไปขายให้กับผู้ใช้งานธรรมดาอยู่แล้ว

จนกระทั่งปี 2008 BYD ได้มองช่องทางของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า

ด้วยการที่เคยเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่มาก่อน ทำให้พวกเขามีความชำนาญในด้านนี้มาก

ต่อมา BYD จึงกลายเป็นแนวหน้าในด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนไปโดยปริยาย

นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับบุคคลทั่วไปแล้ว พวกเขายังเน้นผลิตรถสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ รถบัส รถบรรทุก

BYD กลายเป็นค่ายที่ทำยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอันดับ 1 ตั้งแต่ปี 2015-2017 เหนือ Tesla ค่ายรถยนต์ชั้นนำจากอเมริกา

รถยนต์ไฟฟ้าของ BYD ถูกส่งออกไปขายหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา,​ เม็กซิโก, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ฮอลแลนด์, บราซิล, ออสเตรเลีย รวมถึงประเทศไทยเองด้วย

จึงไม่แปลกใจเลยที่ระบบขนส่งสาธารณะในเซินเจิ้น เมืองที่เป็นที่ตั้งของสำงานใหญ่ BYD เอง ได้ถูกขับเคลื่อนโดยค่ายยานยนต์ไฟฟ้าค่ายนี้

(อ่านเพิ่มเติม: ไปรู้จัก BYD บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีน ที่ใหญ่กว่า Tesla ถึง 3 เท่า เพียงแต่คุณอาจะไม่เคยได้ยินชื่อ…)

 

วิดีโอที่ BYD ทำการโชว์รถบัสที่พวกเขาสร้างและส่งมอบให้เมืองเซินเจิ้น

แท็กซี่ไฟฟ้า BYD e6

 

ที่ผ่านมา มีหลายหลายเมืองใหญ่ที่พยายามจะเปลี่ยนขนส่งสาธารณะมาให้บริการด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งที่มหานครนิวยอร์ก กรุงลอนดอน รวมถึงกรุงเทพด้วยเช่นกัน

แต่ก็ไม่มีเมืองไหนเลยที่ประสบความสำเร็จเท่าเซินเจิ้น เมืองทางตอนใต้ของประเทศจีนเมืองนี้

จึงบอกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเมืองเซินเจิ้นครั้งนี้ คือกรณีศึกษาชั้นดีให้กับเมืองที่ต้องการจะปฏิวัติรถยนต์สาธารณะ ทั้งเมืองอื่นๆ ของจีน และทุกเมืองใหญ่รอบโลก

ปัจจุบันกระแสของยานยนต์ไฟฟ้ากำลังแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายประเทศ แต่ในอนาคต จะมีเมืองใดบ้างที่เจริญตามรอยเซินเจิ้นได้บ้าง ก็ต้องติดตามกันต่อไป…

คุณคิดอย่างไรกันครับ!?

 

เรียบเรียงโดย: จิตริน พฤกษางกูร

แหล่งอ้างอิง: theguardianwri, asiatimes, phys, thedriven, scmp

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...