ปัจจุบัน แม้กระแสของรถยนต์ไฟฟ้าจะมาแรงและได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ข้อถกเถียงที่ว่า “รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้สะอาดไปกว่ารถน้ำมัน” ก็ยังเป็นหัวข้อที่มักจะถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันอยู่เสมอ

 

ประเด็นที่มักจะเป็นหัวข้อถกเถียงอย่างแรก ฝั่งที่ไม่เปิดรับรถยนต์ไฟฟ้าก็จะเปิดประเด็นว่า พลังงานไฟฟ้าที่ถูกผลิตมาเติมให้รถวิ่ง ไม่ได้มาจากพลังงานสะอาดที่แท้จริง

ซึ่งตรงจุดนี้ เราก็ต้องมาดูแหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่แตกต่างกันไปของแต่ละประเทศ

เช่น บางประเทศอาจผลิตด้วยถ่านหิน หรือแก๊สธรรมชาติ ที่เป็นพลังงานไฟฟ้าไม่สะอาด

บางประเทศอาจผลิตด้วยพลังงานกังหันลม/โซลาร์เซลล์/เขื่อน ที่เป็นพลังงานไฟฟ้าสะอาดเสียมากกว่า

 

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือ การถกเถียงที่เจาะไปถึงขั้นตอนการสร้าง ตั้งแต่การขุดแร่ เพื่อมาผลิตแบตเตอรี่

ทำให้มีข้อถกเถียงว่า หากรวมไอเสียที่เริ่มมาตั้งแต่การขุดหาแร่ และขั้นตอนการสร้างแบตเตอรี่ สุดท้ายแล้วมันสะอาดกว่าการขับรถยนต์น้ำมันหรือไม่?

 

ในบทความนี้ เราจึงอยากจะขอสรุปข้อสงสัยในทั้งสองประเด็น มาให้ได้ลองศึกษากันครับ…

 

 

ล่าสุด Transport and Environment : T&E องค์กรณ์เอกชนไม่แสวงผลกำไรจากยุโรป ได้ออกงานวิจัยที่เปรียบเทียบ การใช้งานของรถยนต์ไฟฟ้าและรถน้ำมัน

เพื่อหาคำตอบว่าสุดท้ายแล้ว รถประเภทไหนที่ทำให้ไอเสียเกิดขึ้นมากกว่า โดยรวมปัจจัยด้านการผลิตทั้งรถและแบตเตอรี่รวมเข้าไปด้วยในฝั่งของรถยนต์ไฟฟ้า

ซึ่งไฮไลท์ของงานวิจัยได้สรุปออกมาได้ดังนี้…

 

T&E ระบุว่าทุกวันนี้ ค่าเฉลี่ยรถน้ำมันปล่อยมลพิษ (CO2) ออกมาในประเทศยุโรป มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) 3 เท่า

แม้จะรวมกระบวนการผลิตแบตเตอรี่และการสร้างรถเข้าไปแล้ว

 

T&E ระบุว่า ตลอดอายุการใช้งานรถ EV จะใช้พลังงานน้อยกว่า รถเบนซิน 58% และดีเซล 54%

แม้รวมปัจจัยด้านการสร้างรถและแบตเตอรี่เข้าไปด้วยก็ตาม

 

T&E ระบุว่ารถ EV ปัจจุบันในยุโรป แม้จะรวมค่าแบตเตอรี่ไปแล้ว แต่เงินที่จะเสียไปกับอายุการใช้งานทั้งหมดของ EV ก็จะต่ำกว่ารถน้ำมันราว 255,000 บาท

(ข้อนี้ปัจจัยอิงจากราคารถ และราคาน้ำมัน ในทวีปยุโรป)

 

ที่น่าสนใจอีกข้อก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า จะเหลือวัตถุดิบ (เหล็ก) มารีไซเคิลใช้ต่อได้มากกว่ารถน้ำมันเกิน 100 เท่า

ในวิจัยระบุว่า เมื่อพวกเขาได้นำแบตเตอรี่มารีไซเคิล แร่เหล็กที่ใช้ในการสร้างจะหายไปราว 30%

กลับกัน รถน้ำมันที่ติดตั้งเครื่องเบนซินหรือดีเซล ที่ถูกใช้งานมาเท่ากัน จะสูญเสียธาตุเหล็กไปมากกว่า 300-400 เท่า

การที่สามารถรีไซเคิลแร่กลับมาใช้ได้มากกว่า ก็จะทำให้ต้องการแร่น้อยกว่าเดิม นั่นทำให้การปล่อยไอเสียจากการขุดแร่ก็ลดลงในระยะยาวตามไปด้วย

 

การนำเข้าแร่ดิบในยุโรปจะน้อยลง เพราะสามารถรีไซเคิลของเดิมมาใช้ได้

เนื่องจาก T&E เป็นองค์กรในยุโรป พวกเขาจึงชี้ไปที่ยุโรป (แต่ก็ส่งผลกับประเทศที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบอื่นๆ ด้วย)

ซึ่งพวกเขามองเห็นว่าและเมื่อแบตรถ EV สามารถรีไซเคิลกลับมาสร้างใหม่ได้ การนำเข้าแร่ดิบก็จะลดลง และนำไปสู่การเสียดุลการค้าของยุโรปที่ลดลงอีกด้วย

 

ก่อนหน้านี้ VW ได้เปิดโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่แห่งใหม่ขึ้น พร้อมปล่อยคลิปขั้นตอนมาให้ชมกัน

 

แร่ดิบที่ใช้สร้างแบตเตอรี่ จะต้องการน้อยลงเรื่อยๆ

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จะยิ่งทำให้จำนวนที่ต้องใช้แร่ลิเธียมในการสร้างแบตเตอรี่รถ EV น้อยลง

ซึ่งวิจัยระบุว่าเมื่อเข้าสู่ปี 2030 เป็นต้นไป การใช้แร่ลิเธียมสร้างแบตจะลดลงครึ่งนึง

แร่โคบอลต์จะใช้ลดลง 75%

และแร่นิกเกิล จะใช้ลดลง 20%

สำหรับปัจจัยที่ T&E นำมาประกอบว่า ทำไมในอนาคตการสร้างแบตเตอรี่จะใช้แร่น้อยลง ก็สามารถเข้าไปติดตามงามวิจัยเต็มๆ ได้ด้านล่างนี้ครับ

2021 02 Battery Raw Materia… by Fred Lamert

 

 

นอกจากนี้ สถานการณ์ของรถยนต์ไฟฟ้าที่ยุโรปมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และสดใสในอนาคตข้างหน้า ในสายตาของ T&E อีกด้วยครับ

แต่ในส่วนของพื้นที่อื่นๆ อย่างเช่นเอเชีย อาเซียน รวมถึงกระทั่งประเทศไทยเอง

คุณคิดว่าอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตได้มากน้อยอีกแค่ไหน อยากให้ลองมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนกันต่อได้เลยครับ..

 

ที่มา : electrek

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...