ในอดีต การสร้างความบันเทิงระหว่างขับขี่รถยนต์ก็คงจะหนีไม่พ้นการฟังวิทยุ หรือเพลงจากเครื่องเล่นเทป/ซีดี/ดีวีดี ที่ติดมากับเครื่อง

แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ได้ล้าสมัยไปตามกาลเวลาเรียบร้อยแล้ว และมันได้ถูกทดแทนด้วยระบบ “Infotainment

สงสัยล่ะสิครับ ว่ามันคืออะไร!?

 

Infotainment คือคำที่รวมมาจาก Info+Entertainment หน้าที่ของมันก็ตรงตามชื่อเลย นั่นก็คือเอาไว้แสดงผลข้อมูลของตัวรถ รวมถึงเป็นระบบที่สร้างความบันเทิง

ซึ่งมันได้กลายมาเป็นสิ่งที่ต้องมาพร้อมกับรถทุกคันแทนเพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความบันเทิงให้ผู้ขับขี่ได้มากขึ้นกว่าเดิม

ฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้ในระบบ Infotainment ของรถเกือบทุกยี่ห้อ ก็จะมีคล้ายๆ กัน เช่น การรองรับบลูทูธเชื่อมต่อกับมือถือเพื่อใช้งานโทรศัพท์ หรือเล่นสื่อบันเทิง, ระบบนำทางด้วย GPS, แสดงภาพกล้องท้ายรถ-หน้ารถ เป็นต้น

 

 

แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ใช้รถยนต์ส่วนมากคิดว่าระบบ Infotainment ในปัจจุบัน สามารถพัฒนาออกมาได้ดีกว่านี้

มีการสำรวจความพึงพอใจของผู้ที่ใช้งานจริง ปรากฏว่ามีเพียงแค่ 56% ที่พึงพอใจกับระบบ Infotainment ในรถของพวกเขา

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ มีการจัดอันดับออกมาว่าระบบ Infotainment ของรถยี่ห้อไหน คือระบบที่ทำออกมาได้ดีที่สุด

ผลสำรวจนี้มาจากเว็บ Consumer Reports โดยให้คะแนนอิงจาก 3 ระบบหลักๆ ใน Infotainment ประกอบไปด้วย ระบบเสียง, ระบบการโทร, ระบบนำทาง

ซึ่งผลปรากฏว่าระบบ IVI ของ Tesla ทำไปถึง 86 คะแนน เป็นอับดับ 1 ซึ่งผู้ใช้พึงพอใจทั้ง 3 ระบบหลัก

ตามมาด้วยระบบ iDrive ของ BMW มาเป็นอันดับ 2 ด้วย 80 คะแนน

ส่วนระบบที่ได้คะแนนน้อยสุดคือ Remote Touchpad ของ Lexus ได้ไปเพียงแค่ 46 คะแนนเท่านั้น

 

 

จากคะแนนดังกล่าว ทำให้บอกได้เลยว่าระบบ IVI ของ Tesla น่าจะเป็นระบบที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายเข้าจะต้องหันมาเอาอย่าง หรือตอบสนองผู้ใช้ให้ได้อย่างที่ Tesla ทำ

มาถึงตอนนี้ หลายคนน่าจะอยากรู้แล้วว่า ระบบ Infotainment ที่ถูกจัดว่าที่ดีที่สุด นั้นมันทำงานอย่างไรกันนะ?

วันนี้ MagCarZine ก็ขอไขข้อสงสัยนี้ให้กับผู้อ่านได้รับทราบกันครับ..

 

“ความไหลลื่นคือหัวใจสำคัญ”

แม้การจัดอันดับจะอิงจากแค่ 3 ปัจจัย ระบบเสียง, ระบบการโทร, ระบบนำทาง

แต่เมื่อได้ศึกษาข้อมูล Infotainment ของ Tesla ทางเราได้พบว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้คือระบบ IVI นั้น “ลื่นไหล” และ “สัมผัสได้ไวตามนิ้วสั่ง”

ขณะที่ระบบ Infotainment ของรถยนต์หลายยี่ห้อยังมีความหน่วง และสัมผัสได้ไม่ตามนิ้วสั่งอยู่บ้าง

แต่ใน Tesla นั้น ระบบของพวกเขาลื่นพอๆ กับสมาร์ทโฟนในสมัยใหม่เลยทีเดียว

และในตัว Infotainment เองก็มีระบบเชื่อมต่อ 4G LTE อยู่ตลอดเวลา เหมือนกับสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่ง เพียงแต่นั่นคือหน้าจอ ที่ติดตั้งมากับรถของคุณแล้ว

นอกจากนี้ขนาดหน้าจอของ Tesla นั้นมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่จัดเต็ม ก็ช่วยส่งเสริมประสบการณ์การใช้งานได้มากขึ้น

ลองดูตัวอย่างที่สองภาพนี้ครับ

 

Tesla Model 3 มาด้วยจอสัมผัสขนาด 15 นิ้ว แนวนอน

 

Tesla Model S มาด้วยจอสัมผัสขนาด 17 นิ้ว แนวตั้ง

 

และเมื่อระบบพื้นฐานนั้นมาดี มันก็ช่วยส่งเสริมให้ทั้ง 3 ปัจจัยหลักที่เป็นปัจจัยสำคัญของการใช้งานในรถ ทำงานได้ดีขึ้น

ซึ่งทั้ง 3 ปัจจัยหลักในระบบ IVI ของ Tesla ที่ถูกยกย่องนั้นมีการทำงานอย่างไร ลองมาดูกันเลยครับ

 

1. ระบบนำทาง

 

 

จากการจัดอันดับข้างต้น จะเห็นได้ว่า Tesla เป็นแบรนด์เดียวที่มีระบบนำทางดีที่สุด พวกเขาทำได้อย่างไร?

ระบบนำทางของ Tesla จะมีรูปแบบคล้ายกับ Google Maps ที่หลายคนคุ้นเคย (และแน่นอน พวกเขาใช้แผนที่จาก Google ด้วย)

ระบบจะแสดงแผนที่ขึ้นมาโดยมีตัวรถของผู้ใช้ที่ GPS จับได้ เป็นจุดศูนย์กลาง

แผนที่จะแสดงชื่อถนน ชื่อสถานที่หลักๆ ในบริเวณนั้น รวมถึงการจราจรในขณะนั้นว่าติดขัดหรือไม่

ขณะที่การใช้งาน ในการสั่งให้ระบบนำทางก็เพียงใส่ชื่อสถานที่ไป หรือจะสั่งงานด้วยเสียงก็ทำได้

จะเห็นได้ว่ามันใช้งานง่าย และมีประสิทธิภาพ เมื่อบวกกับระบบสัมผัสลื่นไหล และจอขนาดใหญ่(สะใจผู้ใช้งาน) ก็ไม่แปลกใจเลยที่จะถูกโหวตให้เป็นระบบนำทางที่ดีที่สุด

 

 

2. ระบบเสียง

ความบันเทิงในรูปแบบเสียงนั้น คุณสามารถเปิดเล่นสื่อบันเทิงกับ Tesla ได้ 3 วิธี

– ระบบวิทยุสตรีมมิ่งที่ติดมากับระบบ ประกอบไปด้วยแอป Slacker Radio และ TuneIn ในรถเวอร์ชันอเมริกา ส่วนในเวอร์ชันยุโรป จะมี Spotify ติดรถให้ใช้ด้วย!!

– เชื่อมต่อบลูทูธกับโทรศัพท์

– ช่องเสียบ USB

 

 

แม้โดยพื้นฐานจะเหมือนรถทั่วๆ ไป แต่เรียกได้ว่า Tesla นั้นรองรับผู้ใช้ทุกรูปแบบ แม้กระทั่งคนสูงอายุที่ไม่เคยใช้งานมาก่อน

หากคุณไม่ได้เป็นคอเพลง แต่อยากเปิดเพลงฟังระหว่างขับรถ ก็เปิดได้จากวิทยุที่มีการจัดเพลงมาให้แล้ว ด้วยคลิกเดียวง่ายๆ

หรือหากคุณเป็นคอเพลงที่มีรสนิยมฟังเพลงเป็นส่วนตัวก็สามารถเปิดผ่านมือถือด้วยการเชื่อมต่อบลูทูธ และเปิดด้วย Apple Music หรือ Spotify 

รวมถึงวิธีคลาสสิกอย่างการเอาไฟล์เพลงใส่ลงในแฟลชไดรฟ์ และนำมาเสียบในช่อง USB ก็ได้เช่นกัน

 

3. ระบบโทรศัพท์

สำหรับระบบโทรศัพท์นั้น ใน Tesla เหมือนกับรถทั่วไปที่คุณสามารถรับสายและคุยผ่านลำโพง หรือตัดสายได้จาก Infotainment ได้เหมือนทั่วไป

แต่สิ่งที่ Tesla ได้คะแนนสูงจากการจัดอันดับก็คงหนีไม่พ้น ระบบที่รวดเร็ว สัมผัสไวตามใจนึก (อีกแล้ว)

 

สามารถซิงค์รายชื่อผู้ติดต่อ ให้โชว์ขึ้นบนหน้าจอได้เลย

 

สามารถกดเบอร์โทรได้ผ่านหน้าจอ

 

นอกจากนี้ ยังฟีเจอร์อื่นๆ อีก

Infotainment ของ Tesla เรียกได้ว่าเป็นเหมือนกับสมองของรถ เพราะเราสามารถสั่งการได้เกือบทุกอย่างบนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็น

– การปรับอุณหภูมิในรถ และความแรงของแอร์

– สั่งละลายฝ้ากระจกหน้าและหลัง

– ปรับความอุ่นให้ตัวเบาะ

– สั่งล็อครถ

– สั่งเปิดกระโปรงหน้า หรือกระโปรงหลัง

– สั่งพับหูกระจกข้าง

– ปรับระบบ Autopilot

– ปรับสมรรถภาพตัวรถ

– ปรับไฟส่องสว่าง

– เช็คพลังงานไฟฟ้า คำนวนได้ว่าใช้ได้ถึงระยะทางประมาณเท่าไหร่

– แสดงภาพกล้องมองหลัง

ดูเหมือนว่าขนาดหน้าจอที่ใหญ่ และระบบที่ลื่นไหล จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ระบบอื่นนั้นเข้าถึงได้ง่าย และโดนใจผู้ใช้มากเช่นกัน

 

สำหรับคนที่ยังงงๆ และอยากเห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูวิดีโอแนะนำการใช้ Infotainment ในรถ Tesla ตามคลิปนี้ครับ

 

และนี่ก็เป็นข้อมูลทั้งหมดของระบบ Infotainment ที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดจากผู้ใช้งานจริง

ซึ่งหลังจากที่สังเกตุระบบ IVI ของ Tesla เราจะพบว่าการจะทำระบบออกมาให้ถูกใจผู้ใช้นั้น มีหลักการคล้ายคลึงกับตอนที่สมาร์ทโฟนเปลี่ยนโลกอย่าง iPhone ออกมาใหม่ๆ อย่างมาก

ที่ปัจจัยสำคัญคือการมีระบบที่ลื่นไหล สัมผัสไม่ติดขัด และนำเทคโนโลยีที่น่าปวดหัวเหล่านั้น มาให้ผู้ใช้สามารถใช้งานมันได้อย่างง่ายดาย

 

และในยุคถัดไป หากค่ายรถแข่งกันทำ Infotainment ที่มีประสิทธิภาพในระดับนี้ หรือพัฒนาให้ยอดเยี่ยมไปกว่านี้ เชื่อว่าผลดีก็จะตกมาอยู่ที่ผู้บริโภคอย่างเรานั่นเอง

ลองแบ่งปันประสบการณ์ในการใช้งานของคุณ ถูกใจค่ายไหน หรือไม่ถูกใจค่ายไหน เล่ามาให้ฟังในคอมเม้นต์ได้เลยครับ…

 

ที่มา: consumerreportsundecidedmf, David Bravo Jr., Eddy Joe, DÆrik

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...