หนุ่มต่างชาติ เผยประสบการณ์ใช้รถ Tesla ไป 320,000 กม. สึกหรอแค่ไหน?? ค่าดูแลแพงจริงหรือ!?

คุณผู้อ่านหลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่า รถยนต์ไฟฟ้านั้นมีค่าบำรุงรักษาต่อปีที่ถูกกว่ารถยนต์แบบที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันมาก

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า แล้วที่ว่าถูกกว่านั้น มันถูกสักเท่าไหร่กัน??

ซึ่งในครั้งนี้เองเพื่อเป็นการคลายข้อสงสัยที่ว่า Magcarzine.com ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งประสบการณ์จริงของผู้ใช้งานของรถไฟฟ้าจาก Tesla มาฝากคุณผู้อ่านกัน

และหากคุณตัดสินใจจะเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะยี่ห้อใดก็ตามในอนาคต จะได้ทั้งตัดสินใจง่ายขึ้น และเปิดหูเปิดตาถึงข้อมูลใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนครับ

 

 

ประสบการณ์จากตรงจากผู้ใช้งาน Tesla Model S กว่า 300,000 กิโลเมตร

Steve Sasman บล็อกเกอร์หนุ่มจากสหรัฐอเมริกา เล่าถึงประสบการณ์และค่าใช้จ่ายต่างๆ หลังใช้ Tesla Model S มานานกว่า 7 ปี

เขาซื้อรถมาตั้งแต่ปี 2012 และขับมาจนถึงปัจจุบันครบ 200,000 ไมล์ (ประมาณ 321,000 กิโลเมตร) เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

 

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ Steve จ่ายไปตลอด 7 ปีที่ผ่านมา แบ่งออกได้ดังนี้

– ค่าซ่อมบำรุงในช่วง 100,000 ไมล์แรก (ประมาณ 160,000 กิโลเมตร) อยู่ที่ 1,050 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33,000 บาท)

– เปลี่ยนหน้าจอกลาง เดือน มิถุนายน 2018 ราคา 2,215 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 70,000 บาท)

– เปลี่ยนช่องชาร์จไฟ เดือน มกราคม 2019 ราคา 790 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25,000 บาท)

– เปลี่ยนมือจับประตู เดือน มีนาคม 2019 ราคา 515 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,000 บาท)

– ค่าใช้จ่ายอื่นๆ นับแต่ปี 2016-2019 อีก 845 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 26,000 บาท)

 

รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่บล็อกเกอร์หนุ่มรายนี้จ่ายไปทั้งหมด รวมเป็นเงินราวๆ 5,415 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 170,000 บาท) ด้วยกัน

 

 

บล็อกเกอร์หนุ่มได้ทำให้เราเห็นภาพชัดๆ โดยการเปรียบเทียบว่า…

หากเป็นรถหรูที่มูลค่ามากกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ซึ่งรถยนต์ Tesla Model S ขายในพิกัดราคานี้) เมื่อใช้มาถึง 200,000 ไมล์ จะต้องจ่ายค่าซ่อมบำรุงมากกว่านี้อีก 2-4 เท่าด้วยกัน

อย่างไรก็ตามหากดูจากค่าใช้จ่ายของ Steve แล้ว หลายคนอาจจะเกิดคำถามตามมาว่า…

 

แล้วรถ Tesla ไม่ต้องเข้าตรวจเช็คระยะประจำปีหรือ??

จากข้อมูลทางหน้าเว็บไซต์ของ Tesla ระบุว่า รถ Tesla นั้นไม่จำเป็นต้องเข้าเช็คระยะประจำปีเหมือนกับรถทั่วๆ เนื่องจากไม่ต้องมีการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง หรือน้ำมันเกียร์ตามระยะ

(ก็แน่ล่ะ เพราะรถไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์และระบบเกียร์เหมือนรถทั่วๆ ไปยังไงล่ะ)

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คุณกับศูนย์บริการจะไม่ต้องมาเจอกันอีกเลย เพราะอุปกรณ์บางอย่างยังจะต้องเข้ารับการบำรุงรักษาเมื่อครบกำหนด

และคุณจะต้องนำรถเข้ามาอัพเดทซอร์ฟแวร์ต่างๆ เมื่อมีการแจ้งเตือนจากทางบริษัทอีกด้วย

 

 

โดยทาง Tesla ได้มีการแนะนำระยะเวลาสำหรับบำรุงรักษาของชิ้นส่วนต่างๆ ของรถดังต่อไปนี้

– ไส้กรองอากาศแอร์ แนะนำให้เปลี่ยนทุก 2 ปี

– แผ่นกรองฝุ่น HEPA แนะนำให้เปลี่ยนทุก 3 ปี

– สลับยางทุกๆ 16,000-32,000 กิโลเมตร

– น้ำมันเบรค แนะนำให้เปลี่ยนทุก 2 ปี

– ตรวจเช็คระบบแอร์ทุก 2 ปีสำหรับ Model S, ทุก 4 ปีสำหรับ Model X และทุก 6 ปีสำหรับ Model 3

ส่วนในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตกในประเทศแถวหนาวนั้น ทาง Tesla แนะนำให้ตรวจเช็คคาลิปเปอร์เบรคทุกๆ 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตร

 

 

แล้วแบตเตอรี่ล่ะ??

แม้ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายของการตรวจเช็คระยะอาจจะถูกเมื่อเทียบกับรถใช้น้ำมันโดยทั่วไป แต่หลายคนก็ยังกังวลในส่วนของแบตเตอรี่ อันเป็นที่ทราบกันดีว่าราคาสูงใช่เล่น

แต่อย่างไรก็ตามจากข้อมูลการรับประกันของทาง Tesla ทางผู้ผลิตจะรับประกันแบตเตอรี่ของรถในแต่ละรุ่น

โดยจะแยกได้ดังนี้

Model S and Model X รับประกัน 8 ปี ส่วนรถที่ผลิตก่อนปี 2015 จะรับประกัน 8 ปีหรือ 125,000 ไมล์ แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

 

Model 3 รับประกัน 8 ปีหรือ 100,000 ไมล์ แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน โดยตลอดระยะเวลารับประกัน ต้องมีปริมาณแบตไม่ต่ำกว่า 70%

 

Model 3 with Long-Range Battery เงื่อนไขเดียวกับ Model 3 แต่เพิ่มระยะทางในการรับประกันเป็น 120,000 ไมล์

 

 

ไม่ได้ช่วยแค่ประหยัดค่าซ่อมบำรุงเท่านั้น แต่ยังประหยัดค่าเชื้อเพลิงที่เราต้องจ่ายอีกด้วย

กลับมาที่ประสบการณ์ของ Steve อีกครั้ง บล็อกเกอร์หนุ่มเล่าว่าการใช้ Tesla ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาของเขาช่วยประหยัดค่าน้ำมันไปได้เกือบ 600,000 บาท!!

เขาอธิบายว่า เมื่อคำนวณการใช้งานของตนเองแล้ว การใช้รถไฟฟ้าเขาเสียค่าเชื้อเพลิงในการเดินทางประมาณ 220 บาท ต่อการเดินทาง 320 กิโลเมตร

ทำให้ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมาเขาเสียค่าเชื้อเพลิงไปประมาณ 111,000 บาท

หรือหากเขาใช้บริการสถานีซูปเปอร์ชาร์จตลอด ค่าใช้จ่ายตรงนี้จะเพิ่มเป็น 220,000 บาทด้วยกัน

ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการใช้น้ำมัน โดยคิดอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 11 กม./ลิตร จะเป็นเงินประมาณ 760,000 บาท (คิดราคาน้ำมันที่สหรัฐ ลิตรละประมาณ 25 บาท)

 

 

หากลองเปรียบเทียบตามข้อมูลทั้งหมดนี้แล้วก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า รถไฟฟ้านั้นช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อย

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีค่าใช้จ่ายสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่เจ้าของรถจะพิจารณา นั่นก็คือค่าประกันรายปีที่จะต้องจ่ายนั่นเอง

ปัจจุบันค่าเบี้ยประกันของรถประเภทนี้อาจจะยังอยู่ในระดับที่สูง เนื่องจากเทคโนโลยีของรถยังค่อนข้างใหม่ ขณะที่ตัวแบตเตอรี่ของรถนั้นมีราคาแพง และค่าซ่อมแบตเตอรี่ก็สูงด้วยเช่นเดียวกัน

ซึ่งหากในอนาคตหากมีการพัฒนาแบตเตอรี่ให้มีราคาถูกลง ก็อาจแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้ นั่นอาจจะอีก 10 ปี 20 ปี หรือ 50 ปีก็ตาม

และเมื่อนั้นเราอาจจะได้เห็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมันกลายเป็นแค่รถที่อยู่ในสนามแข่ง หรือจอดโชว์ที่พิพิธภัณฑ์ก็เป็นได้ ใครจะรู้นะครับ…

 

ที่มา tesla/car-maintenance, tesla/vehicle-warranty, evannex, drivingelectric

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!