ความท้าทายครั้งใหม่ของ Elon Musk เมื่อ Tesla บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า อาจต้องหันไปทำเหมือง

การตื่นตัวของกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วโลก และความต้องการที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์ ทำให้เรามีโอกาสเห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นในวงการรถยนต์มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นการลดขนาดเครื่องยนต์ให้เล็กลง แต่เพิ่มประสิทธภาพให้มากขึ้น รวมถึงการผลิตรถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เราเรียกกันว่ารถยนต์พลังงานสะอาดออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

 

เมื่อพูดถึงรถยนต์พลังงานสะอาด(หรือพลังงานไฟฟ้า) ปัจจุบันมีค่ายรถจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น อย่างที่เราจะเห็นได้จากข่าวการเปิดตัวรถรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่ๆ รวมทั้งการเกิดบริษัทสตาร์ทอัพมากมายในวงการนี้

รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน 100% สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Battery EV (BEV) และ Fuel Cell EV (FCEV) อธิบายคร่าวๆ คือ…

Battery EV (BEV) ก็คือรถที่ใช้แบตเตอรีเป็นตัวเก็บและจ่ายพลังงานไฟฟ้า

ส่วนรถแบบ Fuel Cell EV (FCEV) จะได้พลังงานไฟฟ้ามาจากการทำปฏิกิริยาทางเคมี ของไฮโดรเจน

ซึ่งปัจจุบันค่ายรถหลายค่ายต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนารถแบบ BEV มากกว่า FCEV เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่า และมีข้อดีมากกว่า

(ซึ่งคราวหน้าหากมีโอกาส เราจะมาแนะนำให้เห็นความแตกต่างของรถทั้ง 2 แบบนี้กันครับ)

 

 ตัวอย่างก็คือ Mirai รถแบบ FCEV จาก Toyota

 

กลับมาที่รถแบบ Battery EV (BEV) อันเป็นที่มาของบทความพิเศษชิ้นนี้ของเรากันต่อ

ตามชื่อของมัน อุปกรณ์สำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับรถ BEV นั่นก็คือตัวแบตเตอรี่นั่นเอง

ดังนั้นหากในอนาคต รถยนต์แบบที่ว่านี้ถูกผลิตออกมาเยอะขึ้นจนกลายเป็นกระแสหลักของอุตสาหกรรมรถยนต์ ก็อาจทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า…

ปริมาณของแร่ที่เอามาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำแบตเตอรี่นั้นจะเป็นอย่างไร??

จะลดลงไปจนกลายเป็นผลกระทบกับค่ายรถหรือไม่!?

และถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ค่ายรถจะปรับตัวอย่างไร??

ร่วมหาคำตอบไปพร้อมๆ กันได้เลยครับ….

 

 

แหล่งพลังงานของ BEV

โดยส่วนมากแล้ว แบตเตอรี่ที่ใช้กันในรถ BEV จะเป็นแบตเตอรี่ชนิด ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion อีกชื่อ Li-Ion)

เดิมทีนั้นแบตชนิดนี้ถูกใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ทั่วไป เช่นโทรศัพท์มือถือ หรือ โน๊ตบุ๊ก ก่อนที่จะถูกพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และสามารถเก็บประจุได้เพียงพอสำหรับใช้ในรถไฟฟ้า

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นที่นิยมมากสำหรับรถไฟฟ้าแบบ BEV ในปัจจุบัน ซึ่งมีข้อดีคือ

– มีน้ำหนักเบา

– อายุการใช้งานนาน สามารถเก็บประจุไฟได้นานกว่าแบตเตอรี่แบบอื่น

– ให้พลังงานที่สูง คงที่ และชาร์จได้เร็ว

– เป็นเซลล์แห้ง ปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมมากกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่น

 

และการที่จะได้มาซึ่งแบตเตอรี่ Li-Ion สักหนึ่งก้อนนั้นจะต้องมีวัสดุต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นธาตุสำหรับใช้ทำขั้วบวกขั่วลบของแบต, โลหะที่นำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับทำตัวรับกระแส เป็นต้น

ซึ่งในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังโตขึ้นไปเรื่อยๆ ปริมาณของวัสดุที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่กลับเดินทางในทิศทางที่ตรงกันข้าม

 

 

ปัญหาโคบอลต์ขาดแคลน ฝันร้ายของรถไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นภายในปี 2050

โคบอลต์ และลิเทียมถือเป็นแร่ที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่แบบ Li-Ion แต่จากผลการศึกษาของวิทยาลัย Karlsruhe Institute of Technology ซึ่งออกมาเมื่อปีที่แล้วกลับพบว่า

“วัสดุทั้ง 2 อาจจะมีไม่พอใช้ภายในปี 2050”

เนื่องจากความต้องการโคบอลต์ และลิเทียมจะเพิ่มเป็น 2 เท่าจากทุกวันนี้ ทำให้เกิดการขาดแคลน และมีราคาสูงขึ้น

 

 

มีค่ายรถจำนวนไม่น้อยได้ตระหนักถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และได้มีการปรับตัวเพื่อรับมือ

เช่น Toyota ที่ออกมาประกาศก่อนหน้านี้ว่าพวกเขาค้นพบวิธีที่จะใช้วัสดุอื่นมาทนแทน ซึ่งจะเป็นจะแก้ปัญหาขาดแคลนโคบอลต์ได้ แถมยังประหยัดต้นทุนมากกว่าเดิมด้วย

หรือทาง Tesla เองก็เปลี่ยนไปใช้นิกเกิลแทนโคบอลต์

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ปัญหาความขาดแคลนก็ยังคงตามหลอกหลอนพวกเขา

 

Tesla คาดทั่วโลกจะขาดแคลนธาตุสำหรับผลิตแบตเตอรี่ ที่ใช้กับรถไฟฟ้า

เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2019 ที่ผ่านมา สำนักข่าว Reuters รายงานถึงคำพูดของ Sarah Maryssael หัวหน้าฝ่ายจัดหาแร่ของ Tesla กล่าวในการประชุมภายในของบริษัทว่า

ในอนาคตอัตใกล้นี้บริษัทจะขาดแคลนแร่นิกเกิล, ทองแดง และลิเทียม ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการผลิตแบตเตอรี่รถไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของพวกเขา

ตามรายงานข่าว แร่สำคัญที่ทาง Tesla เป็นกังวลก็คือทองแดง เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังมีเหมืองทองแดงที่ไม่มากพอ

และรถไฟฟ้าเองก็ต้องการแร่ทองแดงในการผลิต มากกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปภายในถึง 2 เท่า

นอกจากนี้ทาง Tesla เองก็กำลังต้องการนิกเกิลที่มากขึ้น เนื่องจากต้องการใช้ทดแทนโคบอลต์ ในการผลิตแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้า

เนื่องจากแร่ดังกล่าวนั้นหายาก เหมืองส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ประเทศคองโก และพบว่ามีการใช้แรงงานเด็ก ซึ่ง Tesla ก็มองว่านี่คือปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญทางอ้อมด้วย

 

freightwaves

 

เมื่อเหมืองมันหายาก ก็ขุดเองซะเลย

จากปัญหาที่เกิดขึ้นนำมาสู่ไอเดีย “ตั้งเหมืองแร่” ของ Elon Musk เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา

หลังการประชุมผู้ถือหุ้นของ Tesla ซีอีโอหนุ่มบอกว่า พวกเขาอาจต้องเข้าสู่ธุรกิจเหมืองแร่ เพื่อหาแร่มาใช้ในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าด้วยตัวเอง

ปัจจุบัน Tesla มีโรงงานสำหรับผลิตแบตเตอรีของตัวเองอยู่แล้ว นั่นก็คือ โรงงาน Gigafactory 1 อยู่ที่รัฐเนวาดา

แต่ Elon Musk มองว่าหากพวกเขาจะขยายกำลังการผลิต และดำเนินแผนเพิ่มสินค้าอย่าง รถกระบะไฟฟ้า และรถยนต์กึ่งบรรทุก จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการผลิตแบตเตอรี่ที่มากพอ

และการลงลึกไปถึงระดับการผลิตวัตถุดิบ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหานี้ แถมยังทำให้บริษัทสามารถขยายตัวได้เร็วขึ้นอีกด้วย

 

 

วิธีการแก้ปัญหาของ Tesla นั้นอาจจะเป็นการจัดการกับปัญหาการขาดแคลนแร่ธาตุ ที่มีสาเหตุมาจากการผลิตที่น้อยเกินความต้องการ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว วันที่ทรัพยากรลดลงอย่างมาก ในขณะที่ความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจมาถึงได้สักวันหนึ่ง

เนื่องจากไม่ได้มีเพียงแค่รถไฟฟ้า BEV เท่านั้นที่ใช้แบตเตอรี่ Li-Ion

ยังมีรถพวกไฮบริด และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ด้วยเช่นกัน

และเมื่อถึงตอนนั้น เราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อมุ่งหาแหล่งพลังงานแบบใหม่ แบบที่เคยเกิดการพยายามเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล มาเป็นพลังงานไฟฟ้า

เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกบริษัทก็ย่อมต้องปรับตัว ต่อให้เป็นบริษัทใหญ่ระดับโลกแค่ไหนก็ตามที… คุณคิดว่าอย่างไรครับ!?

 

ที่มา techcrunch, reuters, nissan, mtec, medium

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!