เปิดต้นกำเนิด ‘Tesla’ รถไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเพราะ “อยากประชดเมีย” แต่ Elon Musk ไม่ใช่คนก่อตั้ง

ครั้งสุดท้ายที่ค่ายรถสตาร์ทอัพเล็กๆ สัญชาติอเมริกันประสบความสำเร็จไปถึงระดับโลกนั้น ต้องย้อนกลับไป 116 ปีก่อน ค่ายรถที่ว่านั้นมีชื่อว่า Ford

จนกระทั่ง Tesla ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 16 ปีที่แล้ว

ก่อนที่บริษัทรถไฟฟ้าขนาดเล็กนี้ จะยกระดับขึ้นมาเป็นค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่ร้อนแรงที่สุดในปัจจุบัน และมีมูลค่าทางการตลาดสูงกว่า Ford ไปแล้วเกือบ 1.7 เท่า

และเชื่อว่าเมื่อเราพูดถึง Tesla แล้ว หลายคนก็มักจะนึกถึง Elon Musk ซีอีโอผู้ที่พาบริษัทมาจนไกล

ทำให้หลายคนติดภาพว่า Elon คือคนที่สร้าง Tesla ขึ้นมาตั้งแต่ 0

แต่…ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่!!

อ่าว แล้วเขาเป็นใครกัน…!?

 

 

ความจริงก้คือ เราอาจจะไม่ได้เห็น Tesla เกิดขึ้นมาบนโลกนี้เลย หากผู้ให้กำเนิดที่แท้จริงไม่ได้ทำการ ‘หย่าร้าง’ กับภรรยาของเขา

นี่คือเรื่องราวของต้นกำเนิด Tesla ก่อนที่ Elon Musk จะก้าวเข้ามาสู่บริษัทแห่งนี้ครับ..

 

รถที่เอื้อมแตะคอนโซลไม่ถึง

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ในช่วงหน้าร้อนของปี 2004

Malcolm Smith (ปัจจุบันเป็นรองประธานด้านวิศวกรรม Tesla) ได้รับสายโทรศัพท์จาก Martin Eberhard ชายที่เคยทำงานด้วยกันในอดีต

Eberhard บอก Smith ว่าไม่สามารถบอกได้ว่าทำอะไรอยู่ แต่อยากให้มาดูรถคันหนึ่งของเขา

Smith จึงไปตามคำชวนของเพื่อน เพื่อไปชมรถคันดังกล่าว

นอกจากดูรถแล้ว Eberhard ยังได้แนะนำให้รู้จักกับ Marc Tarpenning ผู้เป็นหุ้นส่วนของโปรเจกต์รถยนต์ครั้งนี้

 

ซ้าย: Marc Tarpenning ขวา: Martin Eberhard

 

ทั้งคู่ได้โชว์แผนธุรกิจในการสร้างบริษัทรถขึ้นมา ไม่ใช่รถธรรมดาทั่วไป แต่เป็น ‘รถยนต์ไฟฟ้า’

คำถามได้เกิดขึ้นมาในหัว Smith เป็นร้อยๆ เรื่องในเวลานั้น..

จากนั้น Eberhard ก็ชักชวนให้ Smith ไปนั่งรถเล่นด้วยรถไฟฟ้าคันต้นแบบซึ่งเป็นรถสปอร์ตสองประตูสีเหลืองที่มีชื่อว่า tZero

 

 

Eberhard ขับออกมาด้วยความเร็วราวๆ 20 กม./ชม. ก่อนที่จะบอกกับ Smith ว่าให้ลองจับแผงคอนโซลหน้ารถสิ..

เมื่อ Smith เอื้อมไปจะจับ Eberhard ก็ได้กดคันเร่งเข้าไปเต็มเหนี่ยว

ปรากฏว่า Smith ไม่สามารถเอื้อมมือไปแตะแผงคอนโซลหน้ารถได้เพราะแรง G ที่กดเขาให้หลังติดเบาะ

เนื่องจากรถมีแรงบิดที่สูงจนน่าทึ่ง และเร่ง 0-60 ไมล์ (96.5 กม.) ได้ในเวลาต่ำกว่า 4 วินาที

 

จากนั้นคำถามในหัวของ Smith ก็หมดไปและเขาได้รู้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่เขานั่งอยู่นั้น เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากแค่ไหน

เพราะไม่มีรถยนต์น้ำมันคันไหนแน่นอนที่ให้แรงบิดได้ 100% ในทันทีที่เหยียบลงไปเหมือนกับรถไฟฟ้า

หลังจากออกไปขับรถเล่น Eberhard ก็ได้บอกกับ Smith ว่าบริษัทของพวกเขาจะมีชื่อว่า “Tesla Motors”

ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งเพื่อยกย่อง Nikola Tesla ผู้คิดค้นมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับขึ้นมานั่นเอง

 

โลโก้แรกของ Tesla Motors

 

เลิกกับภรรยา อยากประชดชีวิต

แล้วอะไรล่ะที่ดลใจให้ Eberhard และ Tarpenning สนใจที่จะสร้างบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมา?

ย้อนกลับไปอีกนิดในปี 1997 ทั้งคู่ได้ประสบความสำเร็จกับการสร้าง ‘เครื่องอ่าน e-Book’ จนมีบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาซื้อกิจการด้วยเงินจำนวน 187 ล้านดอลลาร์ (ราว 5,600 ล้านบาทในค่าเงินปัจจุบัน)

ทำให้ทั้งคู่มีเงินทุนที่จะไปทำธุรกิจอื่น แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำเข้าสู่ธุรกิจใดดี

และในเวลานั้นเองที่ Eberhard ประสบปัญหาครอบครัวจนถึงขั้นหย่าร้างกับภรรยา

Eberhard เสียใจหนักมากกับชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลว เขาจึงเกิดความคิดที่อยากจะประชดชีวิตด้วยการเอาเงินที่มีอยู่ไปผลาญเล่นด้วยการซื้อรถสปอร์ตมาขับโก้ๆ

แต่ด้วยความเป็นนักประดิษฐ์ที่มีความเนิร์ดอยู่ในตัว ทำให้เขาทำใจซื้อรถที่ซดน้ำมันมหาศาลในขณะที่โลกกำลังมีปัญหาเรื่องน้ำมัน และมันก็คงธรรมดาจนเกินไป

เขาจึงฉุกคิดได้ว่า “แล้วทำไมถึงไม่มีรถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงให้เลือกในตลาด?”

 

Eberhard จึงได้ทำการรีเสิร์ชข้อมูลอยู่พักใหญ่ และพบว่าแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน กำลังมีประสิทธิภาพดีขึ้น 7% ในทุกๆ ปี แถมราคาของมันยังถูกลงเรื่อยๆ

นั่นทำให้เขาตัดสินใจแล้วว่าธุรกิจต่อไปที่เขาจะก้าวเข้าไปก็คือธุรกิจยานยนต์ และเป็นตลาดที่ยังไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จซึ่งก็คือ.. “รถยนต์ไฟฟ้า” นั่นเอง

 

Martin Eberhard มีความคิดที่จะสร้างรถสปอร์ตไฟฟ้าหลังจากหย่าร้างกับภรรยา

 

เมื่อคนไม่เคยสร้างรถ ต้องสร้างรถที่ไม่เคยมีมาก่อน

หลังตัดสินใจแล้ว Eberhard ก็ชักชวน Tarpenning มาเป็นหุ้นส่วนในบริษัทใหม่นี้ เปิดโปรเจ็กต์ใหม่ไปด้วยกัน

แต่ปัญหาคือ.. ทั้งคู่ไม่เคยสร้างรถยนต์มาก่อนเลยในชีวิต แถมตอนนั้นโลกยังไม่มีรถสปอร์ตพลังไฟฟ้าวางจำหน่ายทั่วไปอีก

แล้วการจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้าจะทำอย่างไรดี?

 

Eberhard ได้เริ่มด้วยการเข้าไปในเว็บไซต์คอมมูนิตี้เล็กๆ ที่ร่วมคนที่รักและประดิษฐ์รถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาด้วยตัวเอง

จากนั้นเขาก็ได้รู้จักกับบริษัท AC Propulsion ผู้เป็นบริษัทสร้างรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังในวงการขณะนั้น

และนั่นเองที่ Eberhard ได้ติดต่อขอซื้อ tZero มาจาก AC Propulsion เพื่อนำมาศึกษา

และเขาก็ได้พบว่ารถไฟฟ้าให้ประสบการณ์การออกตัว ที่เทียบเท่ากับรถระดับลัมโบกินี่เลยทีเดียว

 

แต่ด้วยความที่เป็นรถแฮนด์เมดทำให้รถจึงมีความก๊องแก๊งเกินไปหน่อย ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะปรับตรงนี้ในรถ Tesla ให้มีความรู้สึกหรูหรากว่ารถไฟฟ้าแฮนด์เมด

เขาจึงได้ทำการชักชวน Malcolm Smith (ในตอนต้นเรื่อง) ที่มีประสบการณ์ด้านนี้เข้ามาร่วมทีม Tesla

 

แต่แน่นอนว่าการสร้างรถขึ้นมาสักคันหนึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ

“พวกเราไม่มีประสบการณ์ในการสร้างรถ และเรามีหลายอย่างจะต้องเรียนรู้” Eberhard กล่าว

รถคันแรกที่ Eberhard ตั้งเป้าไว้จะสร้างออกมาคือรถสปอร์ต 2 ประตูที่มีประสิทธิภาพไม่ธรรมดาเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่ารถไฟฟ้านั้นก็หรูและใช้งานได้จริง

พวกเขาจึงได้ทำการจับมือกับผู้ที่มีความรู้ในด้านนี้ดีในเรื่องมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนอย่าง AC Propulsion

โอเค ตอนนี้เรามีแบตเตอรี่มาใช้งานแล้ว

แต่โครงรถล่ะ จะทำอย่างไรดีให้รถดูแพงไม่ก๊องแก๊งเหมือนรถแฮนด์เมด?

Eberhard จึงหารถสปอร์ตในตลาดดู และก็สะดุดเข้ากับ Lotus Elise ของค่ายรถเก่าแก่สัญชาติอังกฤษเข้า

 

Lotus Elise

 

ทั้งคู่จึงคิดว่าการจะออกแบบรถจาก 0 เป็นอะไรที่ยากมากแน่ๆ จึงต้องใช้ทางลัดช่วยด้วยการติดต่อไปที่ Lotus

เพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์โครงรถของ Lotus Elise นำมาใส่เครื่องยนต์ไฟฟ้าเสียเลย

และเมื่อทาง Lotus ตอบตกลงทั้งคู่ก็ก็ได้วางสเป็กให้กับรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของค่าย และตั้งชื่อว่า Tesla Roadster เริ่มคุ้นหูกันหรือยังครับ!?

 

สเป็กของ Tesla Roadster ที่ถูกวางเอาไว้ก่อนการผลิต

 

Tesla Roadster เริ่มการผลิตในปี 2004 และปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้น เนื่องจากทั้งคู่เริ่มงบหมด

พวกเขามาถึงจุดที่ว่า ไม่สามารถผลิตรถยนต์ออกมาวิ่งได้จริงๆ แม้จะมีลิขสิทธิ์โครงสร้างรถ และบริษัทด้านแบตเตอรี่อยู่ในมือก็ตาม

ถึงตอนนี้พวกเขาไม่รู้ว่าจะหาเงินจากไหนมาสานต่อ ลูกค้าก็ยังไม่มี รถก็ยังไม่เสร็จเป็นรูปเป็นร่าง แล้วใครจะมาสนใจเอาเงินมาทุ่มกับบริษัทนี้ล่ะ!?

พวกเขาจึงต้องหาคนลงทุนเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งตอนนี้เองที่ Elon Musk เข้ามามีส่วนกับเรื่องนี้

 

Elon Musk (ที่เพิ่งขาย PayPal ด้วยมูลค่ามหาศาลไปหมาดๆ) ได้มีโอกาสพูดคุยแนวทางของ Tesla กับสองคู่หู Eberhard และ Tarpenning

ปรากฏว่า Elon ถูกใจกับแนวคิดที่จะทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและทิศทางของ Tesla เข้าอย่างจัง เขาจึงควักเงินลงทุนให้ Tesla Motors ไปถึง 7.5 ล้านดอลลาร์ฯ ในตอนแรก (ก่อนจะต้องคัวกอีกหลายก้อนในภายหลัง)

พร้อมกับขอเข้ามาเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารให้กับ Tesla โดยที่หัวเรือใหญ่ของบริษัทยังเป็น Eberhard ที่ดำรงตำแหน่งซีอีโอ และ Tarpenning ดำรงตำแหน่งหัวหน้าบอร์ดบริหาร

 

 

หลังจากนั้นในปี 2006 Tesla Roadster ก็ผลิตออกมาเสร็จสมบูรณ์และถูกนำไปโชว์ตัวในงานแสดงรถ ปรากฏว่ากระแสตอบรับของรถดีอย่างไม่น่าเชื่อ

เพียงแค่สองอาทิตย์หลังเปิดตัว มียอดจองเข้ามาถึง 127 คัน ก่อนที่รถจะเข้าสู่การผลิตและส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2008

 

 

แล้ว Elon กลายมาเป็นภาพจำของ Tesla ได้อย่างไร?

ย้อนกลับไปในปี 2007 ก่อนที่ Roadster จะเริ่มผลิตส่งมอบให้ลูกค้า Tesla ได้เกิดปัญหาการเงินหนักมากขึ้นไปอีก

อย่างที่บอกว่า รถยังไม่ได้ส่งมอบ คนยังไม่เห็นถึงประสิทธิภาพจริงๆ ทำให้ยอดขายยังหยุดอยู่ที่หลักร้อย เงินที่จะหมุนมันก็เลยไม่มี

 

Elon Musk จึงได้ทำการควักเงินมหาศาลอุดรอยรั่วให้กับบริษัท ซึ่งนับตั้งแต่เขาเข้ามาเป็นบอร์ดบริหาร เขาได้ลงทุนไปแล้วมากกว่า 105 ล้านดอลลาร์ฯ เพื่อไม่ให้บริษัทล้มลง

ต่อมา Elon ได้จัดประชุมบอร์ดบริหาร Tesla ขึ้น (สื่อหลายแห่งรายงานว่า เป็นการจัดขึ้นโดยไม่มี Eberhard และ Tarpenning เข้าร่วม)

ผลปรากฏว่าสองผู้ก่อตั้งได้ถูกปลดออกจากตำแหน่ง CEO ให้ไปดำรงตำแหน่ง ‘ประธานฝ่ายเทคโนโลยี’

ซึ่งทางเทคนิคแล้ว แม้เป็นตำแหน่งระดับสูง แต่พวกเขาก็แทบไม่มีอำนาจในการตัดสินใจอะไรเรื่องแผนงานของบริษัทเลย

ทั้งคู่เหมือนได้โดนไล่ออกจากบริษัทไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อรู้สึกแบบนั้น ทั้งสองคนจึงตัดสินใจลาออกด้วยตัวเองในเวลาต่อมา

และ Elon ก็ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งซีอีโอของ Tesla นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา

 

 

ต่อมา Eberhard ได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อ Tesla ว่า Musk พยายามจะแย่งเครดิตไปจากพวกเขาทั้งสองคนและพยายามทำให้คนเชื่อว่า Musk เป็นคนสร้าง Tesla ขึ้นมา

ทำให้ Musk ยื่นฟ้องกลับในทันที!!

ก่อนที่ Eberhard จะยกฟ้องหลังจากมีการตกลงกันนอกศาล แต่ไม่มีรายงานว่าพวกเขาตกลงเรื่องอะไรกันบ้าง

ซึ่งหลังจากนี้ Tesla ก็เริ่มมีเชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มี Elon เป็นเหมือนพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ จนกลายเป็นภาพจำที่ว่า เขาสร้างบริษัทนี้มาตั้งแต่ต้นนั่นเอง

 

และนี่ก็เป็นต้นกำเนิดของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้ทำการพลิกโฉมวงการยานยนต์ของโลกอย่าง Tesla

แน่นอนว่าถ้าหากไม่มี Martin Eberhard ค่ายรถไฟฟ้าอย่าง Tesla ก็อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นมาบนโลก

หากวันนั้นพวกเขาไม่ได้พบปะกัน Tesla อาจจะไม่มีเงินทุน จนเจ๊งไปตั้งแต่ตอนนั้น หรือ Elon ก็อาจจะไปทำธุรกิจด้านอื่นแล้ว

หรือถ้าหาก Elon Musk ไม่ได้เข้ามาบริหาร เราก็อาจจะไม่ได้เห็น Tesla ผลิตรถยนต์ได้สำเร็จ ทั้งรถสปอร์ต หรือรถใช้งานทั่วไป จนกระทั่งเติบโตขึ้นมายิ่งใหญ่อย่างในปัจจุบันก็เป็นได้

เรื่องนี้มันมีหลายปัจจัย มีหลายแง่คิด และมองได้หลายมุมเช่นกัน..

แล้วคุณคิดอย่างไรกันบ้างครับ?

 

ที่มา: businessinsider, Business Casualtesla, britannica

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...