บทวิเคราะห์ Tesla ทำอย่างไรให้คนกล้าใช้ “รถยนต์ไฟฟ้า” ทั้งที่ขับรถน้ำมันมาตลอดชีวิต!?

หากย้อนกลับไปสัก 10 ปีก่อนแล้วบอกว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมาแทนรถยนต์น้ำมันในอนาคตอันใกล้ คุณจะเชื่อกันไหม?

เชื่อว่าคำตอบเกือบ 99% จะต้องตอบว่า “ไม่เชื่อ” – “ไม่จริงหรอกน่า!!”

เพราะแต่ก่อน รถยนต์ไฟฟ้าอาจเป็นได้แค่รถในสนามกอล์ฟ หรือรถคันเล็กๆ ที่ดูแล้วไม่น่าจะเอามาออกถนนใหญ่ได้

แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นรถที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีและมีข้อดีมากมายที่หาไม่ได้จากรถยนต์น้ำมัน

และในปี 2019 นี้ ทิศทางของวงการยานยนต์โลกนั้นกำลังหันไปทางรถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน

 

หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นเทรนด์ในปัจจุบัน เพราะกระแสในบ้านเราค่อนข้างเงียบไปหน่อย

แต่ถ้าหากติดตามข่าวสารวงการยานยนต์โลก หรือถ้าหากเป็นผู้ที่ติดตาม MagCarZine อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าทุกคนน่าจะได้เห็นข่าวเหล่านี้

– Toyota ประกาศแผน EV พร้อมลงทุน 61,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่อินโดนีเซีย

– Mercedes-Benz ประกาศเลิกพัมนาเครื่องยนต์สันดาปฯ หันมาเอาจริงด้านรถยนต์ไฟฟ้า

 

Daimler บริษัทแม่ของ Mercedes-Benz เผย ไม่มีแผนที่จะพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน รุ่นใหม่อีกต่อไป…

โพสต์โดย Magcarzine.com ข่าวสารยานยนต์ ให้คุณรู้จริงก่อนใคร เมื่อ วันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2019

 

รวมไปถึงที่ค่ายรถทั้งหลายต่างก็เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าออกมากันเป็นว่าเล่นไม่ว่าจะเป็น Volkswagen ID.3 , MINI Electric, Honda-e และ Porsche Taycan

หรือกระทั่ง Mazda ที่ไม่เคยสนใจในรถพลังงานทางเลือก ก็เตรียมจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกออกมาในปลายปีนี้

(อ่าน: เผยโฉม “รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” คันแรกจาก Mazda พร้อมเปิดตัวเดือนหน้า คาดจำหน่ายปี 2020)

นี่เป็นหลักฐานที่ว่าค่ายรถระดับโลกหลายค่ายไม่ว่าจะค่ายสัญชาติญี่ปุ่น เยอรมนี หรืออเมริกา กำลังค่อยๆ หันเหไปทาง “รถยนต์ไฟฟ้า”

 

แต่รู้ไหมว่าอะไรหรือจุดเปลี่ยน ใครคือผู้ที่ปฏิวัติทิศทางของวงการยานยนต์?

เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้คำตอบของคำถามดังกล่าว

ผู้ที่เข้ามาปฏิวัติวงการจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Tesla ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกในปัจจุบัน

แต่เคยสงสัยไหมว่า ทั้งที่มนุษย์เราใช้ชีวิตกับรถเครื่องยนต์สันดาปฯ หรือที่เรียกว่า “รถยนต์น้ำมัน” มาทั้งชีวิต

Elon Musk ทำอย่างไรให้รถยนต์ไฟฟ้าเกิดบูมขึ้นมาจนกลายเป็นการปฏิวัติวงการยานยนต์?

วันนี้เราจะพาย้อนไปหาคำตอบนั้นกัน..

 

 

แม้จะมีหลายปัจจัยที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าบูมขึ้น แต่ต้องยอมรับว่ามัน “บูมเร็ว” กว่าที่คาดคิดเป็นสิบปี คงเป็นเพราะการปฏิวัติวงการของค่ายรถยนต์อเมริกัน จนทั้งค่ายจีนและยุโรปต้องมาเดินรอยตาม

สิ่งที่ทำให้ Tesla ทำให้คนกล้าที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ทีมงานของแบ่งออกง่ายๆ เป็น 5 ปัจจัยดังนี้

 

1. ประสิทธิภาพของรถ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า หากย้อนกลับไป ภาพลักษณ์ของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นได้แค่รถกอล์ฟที่ไม่สามารถขับออกถนนใหญ่ได้

แต่ Tesla ได้ลบภาพนั้นออกไป และทำให้ทุกคนรู้ว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพดีกว่าจะเป็นได้แค่รถกอล์ฟ

ในอดีต ส่วนมากรถยนต์ไฟฟ้านั้นถูกสร้างขึ้นโดยใช้แบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรด ที่ให้พลังงานน้อย และความทนทานต่ำ

แต่เทคโนโลได้ก้าวกระโดดมาเรื่อยๆจนกระทั่งแบตเตอรี่ Li-on (ลิเธียมไอออน) ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่เริ่มมีราคาถูกลงเรื่อยๆ

แบตเตอรี่ Li-on มีข้อดีที่ทั้งน้ำหนักเบากว่าและมีอายุการใช้งานที่มากกว่า

และก็เป็น Tesla ที่มองเห็นโอกาสนั้นและเริ่มทำการจับมือกับบริษัทผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำอย่าง Panasonic

 

 

ต้องนำเสนอให้ตื่นตาตื่นใจ

ก่อนอื่น Tesla ทำให้คนรู้ว่ารถไฟฟ้าก็เท่ได้ ด้วยการเปิดตัวรถสปอร์ต Tesla Roadster มาเป็นรุ่นแรกของค่าย ซึ่งนั่นก็สร้างกระแสให้กับวงการยานยนต์ได้ตามเป้า

เฮ้ย.. ใครมันจะคิดว่ารถไฟฟ้าก็ทำรถสปอร์ตคันแรงได้ด้วย นึกว่ามีแต่รถเล็กๆ ซะอีก

 

Tesla Roadster เปิดตัวในปี 2008

 

หลังจากโชว์ประสิทธิภาพจนคนเริ่มเชื่อมั่น เขาก็เปิดสั่งจองรถแบบธรรมดา ให้คนทั่วไปในทันที

กระทั่งในปี 2012 Tesla ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสไตล์สปอร์ตซีดานออกมาสองรุ่นในชื่อว่า Model S และ X

โดยที่รถสามารถทำระยะทางได้ขั้นต่ำที่ 380 กม. และปัจจุบันแบตเตอรี่ในรถ Tesla ถูกอัพเกรดให้วิ่งได้ถึง 420-480 กม.

 

ไม่เพียงแค่นั้น ประสิทธิภาพด้านการใช้งานจริงออกมาน่าประทับใจ

ทั้งการออกตัวของรถที่ไม่ต้องรอรอบ อัตราเร่งที่กินขาดรถในเรทราคาเดียวกัน และความทนทานของรถที่ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายของเหลวบ่อยเหมือนรถน้ำมัน

รวมไปถึงดีไซน์ของรถที่ออกแบบมาเป็นรถสปอร์ตซีดานที่มีความหรูและดูไฮเทคในตัว สลัดภาพว่ารถยนต์ไฟฟ้าเป็นได้แค่รถกอล์ฟทิ้งไปหมด

Tesla ได้ลบล้างข้อครหาต่อรถยนต์ไฟฟ้าไปหนึ่งอย่างซึ่งก็คือคำถามในอดีตที่ว่า “รถยนต์ไฟฟ้าใช้งานได้จริงหรือ?” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

2. ราคาของรถ ที่คนเข้าถึงได้

ถึงแม้ Tesla Model S และ X จะมีประสิทธิภาพที่ดีเลิศมาก แต่มันก็ยังไม่ใช่รถที่ทำให้ Tesla พลิกโฉมวงการได้

เพราะยังมีกำแพงที่ปิดกั้นไม่ให้คนสามารถหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ซึ่งก็คือ “ราคา”

Tesla Model S และ X มีราคาอยู่ที่ราวๆ 2.4-2.6 ล้านบาท ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นราคาที่สูง คนที่เข้าถึงได้ยังมีเพียงแต่คนฐานะดีเท่านั้น

Elon Musk มองว่าการจะให้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องมีรถที่ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

แต่เดิม Tesla ต้องจ้างให้โรงงานอื่นทั้งผลิตแบตเตอรี่และประกอบรถ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง

ในปี 2014 Elon Musk จึงแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตัดสินใจทุ่มเงินมหาศาลสร้างโรงงาน Gigafactory สำหรับประกอบรถ Tesla ขึ้นมา

 

 

Elon Musk ยังมองว่าการจะให้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องมีรถที่ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

และในเมื่อ Tesla มีโรงงานเป็นของตัวเองแล้ว การตั้งราคารถให้ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ยากอีกต่อไป

ต่อมาในปี 2016 Tesla Model 3 ก็ถูกเปิดตัวออกมาโดยเป็นรถที่ราคาถูกที่สุดของ Tesla (ราวๆ 1.1 ล้านบาท)

ผลก็คือ Tesla ได้รับยอดจองจำนวนมหาศาลถึง 325,000 คันด้วยกัน

ปัจจุบัน Tesla Model 3 กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำยอดขายได้มากที่สุดของแบรนด์จำนวนเกินกว่า 100,000 คันเฉพาะที่อเมริกา

เมื่อรถยนต์ไฟฟ้ามีราคาเข้าถึงได้ คนที่รู้ถึงข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าก็ไม่รีรอที่เริ่มเปลี่ยนใจจากรถยนต์น้ำมัน

และนี่ก็คือการพังกำแพง “ราคา” ที่ขวางไม่ให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ของ Tesla

 

กราฟแสดงจำนวนส่งมอบรถของ Tesla Source: CleanTechnica

 

3. สถานีชาร์จไฟ ไม่มีก็สร้างขึ้นมาเอง

แม้รถจะดี ราคาเข้าถึงได้แล้ว แต่ก็มีอีกประเด็นที่ยังทำให้หลายคนกังวลใจที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าซึ่งก็คือ “การเติมเชื้อเพลิง”

อย่างที่เราทราบกันดีว่าการชาร์จแบตรถนั้น ใช้เวลานานกว่าการเติมน้ำมันหลายเท่า

รวมไปถึงจำนวนของสถานีชาร์จไฟก็เทียบกับ ปั๊มน้ำมัน ที่มีอยู่มหาศาลบนโลกใบนี้ไม่ได้

และการที่จะมารอให้บริษัทอื่นลงทุนเปิดสถานีชาร์จไฟครอบคลุมทั่วประเทศก็คงจะไม่ทันการ

Tesla รู้ถึงจุดนี้ดี พวกเขาจึงได้ทำลงทุนสร้างสถานีชาร์จไฟ ด้วยตัวเองเสียเลย!!

ปัจจุบันสถานีชาร์จไฟ Tesla Supercharger มีอยู่ 1,604 แห่ง พร้อมกับแท่นชาร์จกว่า 14,000 แท่นทั่วโลก และมีแผนจะยายเพิ่มขึ้นอีก

ไม่ว่าจะพื้นที่ที่มีความเจริญสูง หรือทางหลวงระหว่างเมืองอันห่างไกล (ในอเมริกาและยุโรป) คุณก็จะไม่ต้องกังวลว่าแบตรถจะหมดกลางทางเลย

และเมื่อผู้ใช้หมดห่วง พวกเขาก็กล้าที่จะเปลี่ยนจากรถยนต์น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง

 

 

4. Autopilot เทคโนโลยีที่หาไม่ได้ในรถคันอื่นๆ

และนี่คือสิ่งที่ไม่ว่าจะเป็นรถแบรนด์ไหนในปัจจุบันก็ตามไม่มี แต่ Tesla มีให้ซึ่งก็คือระบบ ‘Autopilot’

เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา Tesla ได้ทำการโชว์เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติในรถของ Tesla

เทคโนโลยีนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ Tesla ไม่จำเป็นต้องจดจ่ออยู่กับการขับรถ เพียงแค่เปิดระบบ Autopilot ไว้ รถก็จะไปถึงจุดหมายที่เราตั้งเอาไว้

(อ่านเพิ่มเติม: Tesla ปล่อยคลิป “รถยนต์ขับได้เอง” คนนั่งเฉยๆ ก็ไปถึงจุดหมาย แต่สงสัยไหมมันทำงานยังไง??)

แม้ตอนแรกมันจะยังไม่ถึงขั้นขับได้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้คนช่วย แต่หลังการมาของระบบ Autopilot กระแสในแวดวงยานยนต์ไฟฟ้าก็ฮือฮาอย่างมาก

และหลายคนพบว่าระบบนี้ใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ของที่ทำมาเพื่อโฆษณาเท่านั้น

Tesla เผยว่าในอนาคตเขาจะพัฒนาระบบดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ไปจนถึงขั้นที่ไม่ต้องใช้คนขับช่วยเลยสักนิดเดียว

แล้วมีใครบ้างล่ะจะไม่อยากขับรถที่สามารถขับรถที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำแบบนี้?

 

วิดีโอสาธิตฟังก์ชั่นรถยนต์ไร้คนขับของ Tesla

 

5. ชายที่ชื่อว่า Elon Musk

และนี่คือปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ Tesla สามารถเปลี่ยนมุมมองของรถยนต์ไฟฟ้าได้ ซึ่งก็มาจากตัวของซีอีโอบริษัทเอง

การันตีได้ง่ายๆ จากบัญชีทวิตเตอร์ของเขาที่มีคนติดตามมากกว่า 28 ล้านคน

และหลายคนน่าจะรู้ดีว่านอกจาก Tesla แล้ว Musk ยังมีบริษัท SpaceX ที่ผลิตชิ้นส่วนจรวดและกำลังพยายามส่งไปที่ดาวอังคารให้ได้

เขาพยายามออกสื่ออยู่ตลอดเวลา และถึงบางครั้งจะไม่อยากออกสื่อ แต่สื่อก็ตามไปเล่นข่าวของเขา เพราะอะไร? เพราะข่าวมันขายได้นั่นเอง!!

เขาเปลี่ยนตัวเองจากแค่ผู้บริหาร มาเป็นมาสค็อตของบริษัทไปเรียบร้อยแล้ว

ถ้า Elon ทำดี หุ้นก็อาจจะขึ้นตาม แต่ถ้า Elon มีพฤติกรรมแย่ๆ ก็ทำให้หุ้นตกลงไปได้

ลองคิดดูว่าวันหนึ่งบริษัทไม่อดทนกับเขา เกิดเขาทำให้บอร์ดบริหารปวดหัวหนัก จนมีความเห็นปลดเขา เชื่อว่าในระยะสั้นๆ หุ้น Tesla คงตกฮวบแน่

Elon Musk เป็นอัจฉริยะที่ถูกยกให้เป็น Iron Man ในโลกแห่งความเป็นจริงเขาจึงเปรียบเหมือนเซเลบคนนึงก็ว่าได้

นั่นทำให้คนที่หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้รู้สึกภาคภูมิใจเล็กๆ ว่า “เราได้ขับรถที่ Elon Musk สร้างขึ้นมา”

 

 

 

ถ้าพูดรวมๆ 5 ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น คือสิ่งที่ทำให้ Tesla กลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการยานยนต์

และเปลี่ยนมุมมองต่อมนุษย์เราให้กล้าที่จะเปลี่ยนจากที่ใช้รถยนต์น้ำมันมาทั้งชีวิต ไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

เป็นเรื่องน่าคิดว่า หากเมื่อ 15 ปีก่อน Tesla ไม่ได้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้

จะมีค่ายรถค่ายไหนที่เป็นผู้เริ่มจุดกระแสของรถยนต์ไฟฟ้าเหมือนอย่างที่ Tesla ทำหรือไม่

คุณคิดอย่างไรกันครับ..?

 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.tesla.com

https://www.tesla.com/supercharger

https://insideevs.com/news/335444/heres-the-story-of-teslas-partnership-with-panasonic/

https://evannex.com/blogs/news/seven-ways-tesla-is-changing-the-world

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...