ปี 2019 เรียกได้ว่าเป็นปีที่ครบรสของ Tesla เลยก็ว่าได้

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมหุ้นของ Tesla ได้ตกลงไปที่ 185 ดอลลาร์ฯ ต่ำที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง

แต่ในช่วงสิ้นปีก่อน ต่อเนื่องมายังต้นปี 2020 หุ้นของพวกเขากลับพึ่งขึ้นไปแตะที่ 480 ดอลลาร์ฯ เติบโตขึ้นถึง 2.5 เท่า!! จากจุดต่ำสุดในครั้งนั้น มูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 2.5 ล้านล้านบาท ไปในทันที

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้หุ้นของ Tesla ตกต่ำ!? และอะไรที่ทำให้หุ้นของ Tesla พุ่งทะยานกลับมาเกิดใหม่ราวกับนกฟีนิกซ์?

วันนี้เราจะพาไปเปิดเรื่องราวตลอดทั้งปี 2019 ที่เปรียบเหมือนกับรถไฟเหาะของ Tesla กันครับ..

 

 

Elon Musk กับทวิตเตอร์เจ้าปัญหา และการถูกปรับเงินกว่า 1,300 ล้านบาท!!

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ Tesla ต้องระส่ำกับหุ้นที่ตกลงอย่างน่าใจหายเกิดขึ้นมาจากซีอีโอของค่ายซึ่งก็คือตัว Elon Musk เอง

ย้อนไปในช่วงกลางปี 2018 มีช่วงที่ Elon Musk ถูกวิจารณ์อย่างมาก ทั้งการโพสต์ด่านักดำน้ำในภารกิจถ้ำหลวง รวมถึงสูบกัญชาออกสื่อ

และเหตุการณ์ครั้งสำคัญได้เกิดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2018 เมื่อเขาโพสต์ว่า “กำลังพิจารณาซื้อหุ้น Tesla กลับคืนมาเป็นของตัวเอง ด้วยราคา 420 ดอลลาร์ฯ ต่อหุ้น”

“ผู้ถือหุ้นสามารถเลือกได้ว่าจะขายที่ 420 ดอลลาร์ฯ หรือเก็บเอาไว้ และออกมาเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด”

 

 

Elon เขียนอธิบายลงในเว็บบล็อก Tesla ถึงเหตุผลที่มีแนวคิดแบบนี้ขึ้นมา เพราะพนักงาน Tesla ทุกคนนั้นมีหุ้นบริษัทอยู่ ขณะที่ราคาหุ้นก็ผันผวนตามใจนักลงทุนเกินไป

หากเขาซื้อหุ้นกลับและออกจากตลาดหลักทรัพย์ พนักงานจะได้โฟกัสกับงานของตัวเองอย่างเต็ม ไม่ต้องสนใจราคาหุ้นที่ขึ้นๆ ลงๆ ไปมา

นอกจากนี้ Musk ยังกล่าวว่าการออกตลาดหลักทรัพย์ ทำให้บริษัทโฟกัสเป้าหมายระยะยาวได้ดีกว่าเดิม ไม่ต้องมุ่งเน้นแต่กำไรระยะสั้นเพื่อเอาใจนักลงทุนอีกด้วย เรียกได้มีข้อดีถึงสองต่อ

 

วันเดียวหลังจากโพสต์เรื่องดังกล่าว เฮีย Musk ถึงกับกล่าวว่าได้คุยกับกลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบีย และพวกเขาก็พร้อมที่จะเป็นนายทุนให้

แต่… การแสดงออกทางทวิตเตอร์ออกไปแบบนั้นได้ทำให้ Elon ถูก SEC (กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ของอเมริกา มองว่าการกระทำของ Musk เป็นการจงใจปั่นหุ้น Tesla ให้สูงขึ้น

SEC จึงยื่นฟ้องเขาฐานฉ้อโกงหลักทรัพย์ เรียกร้องให้ Musk ออกจากบอร์ดบริหารของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด

นั่นเพราะ… หลังจากการประกาศออกมา หุ้นของ Tesla พุ่งขึ้นมาสูงมากจริงๆ

จากเดิมมีราคาประมาณ 340 ดอลลาร์ต่อหุ้น ได้พุ่งขึ้นไปถึง 380 ดอลลาร์ต่อหุ้น บวกไปกว่า 11% เลยทีเดียว

 

หลังถูกฟ้อง Elon ก็ออกมาโอดครวญว่าเรื่องที่เกิดนั้นไม่ยุติธรรม

แต่สุดท้าย Musk ก็ขอยอมความและจ่ายค่าปรับเป็นจำนวน 40 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 1,300 ล้านบาท

แถมยังต้องลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารของ Tesla และห้ามกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 3 ปี (แต่ยังดำรงตำแหน่ง CEO อยู่)

 

 

แต่หลังจากที่คดีความจบลงไปได้ราวครึ่งปี เหตุการณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง…

 

ถูกฟ้องเพราะทวิตเตอร์อีกครั้ง

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ที่ผ่านมา Musk ได้ทำการอัปโหลดภาพของ Tesla 4,000 คันที่กำลังจะถูกส่งไปที่ยุโรป

ด้วยความภาคภูมิใจเขาจึงออกมาทวีตต่อว่า

“ในปี 2011 Tesla ผลิตรถได้ 0 คัน แต่ในปี 2019 ตัวเลขจะอยู่ที่เฉลี่ย 500,000 คัน/ปี และจะสามารถส่งรถไปขายได้จริงๆ 400,000 คัน”

 

 

 

จากทวีตดังกล่าวดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไร แต่มันได้ทำทำให้ SEC ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง!?

เพราะ SEC มองว่าสิ่งที่ Musk ทวีตออกมาไม่มีข้อมูลประกอบว่าจะผลิตรถได้จำนวนที่ว่ามาจริงๆ จึงเข้าข่ายชี้นำตลาดหุ้นและทำการยื่นฟ้อง

ภายหลังทีมกฎหมายของ Tesla ก็ออกมายอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหาดังกล่าวก่อน แต่ขณะเดียวกัน ก็แก้ตัวว่าข้อมูลนั้นไม่มีผลต่อตลาดหุ้น

จนกระทั่ง ศาลได้ออกคำสั่งให้ Elon และ SEC เจรจาหาข้อสรุปก่อนผลจะออกมาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2019

 

SEC ได้ทำข้อตกลงให้ Elon ใช้ทวิตเตอร์ได้อย่างอิสระต่อไป แต่มีข้อแม้หนึ่งอย่าง…

ช้อแม้ที่ว่าคือ หากเขาต้องการทวีตเกี่ยวกับการเงิน ยอดผลิต-ยอดขาย-ยอดส่งมอบ ไม่ว่าจะตัวเลขจริง-คาดการณ์-ประเมิน หรือไลน์ธุรกิจใหม่ของ Tesla ที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้น

“เขาจะต้องส่งเนื้อหาไปให้ทีมกฎหมายของ SEC ตรวจสอบเสียก่อนจะทวีตออกไป!!”

แต่หากเป็นเรื่องอื่นนอกเหนือจากนี้ เขาสามารถโพสต์ได้อย่างอิสระเหมือนเคย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ์ตูน เรื่องจรวดไปดาวอังคาร หรือกระทั่งภาพน้องแกะ ที่ชอบโพสต์อยู่ในช่วงหลัง

ซึ่งผลการตัดสินที่ออกมานั้น ผู้เชี่ยวชาญคิดว่าจะส่งผลดีต่อทั้ง Musk และ Tesla ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าจะมีเหตุให้โดนปรับเพิ่ม หรือราคาหุ้นของบริษัทปั่นป่วนอีกต่อไป

 

ถึงแม้คดีความครั้งที่สองจะจบลงโดยไม่มีการปรับเงินในครั้งนี้ แต่มันก็ได้สร้างผลกระทบต่อ Tesla ได้ด้านลบมากมาย

เสริมกับข่าวร้ายที่ออกมาบ่อยครั้งว่า Tesla  ชะลอการส่งมอบให้ลูกค้าออกไปเรื่อยๆ เพราะผลิตรถไม่ทันตามเป้า

ในวันที่ 3 มิถุนายน 2019 หุ้นของ Tesla ได้ตกลงไปอยู่ที่ 178.97 ดอลลาร์ฯ ต่ำที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง

 

 

การกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง

หลังหุ้นตกไปต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง ของ Tesla ก็กลับมาเฉลี่ยอยู่ที่ 200-260 ดอลลาร์ฯ มาเกือบตลอดไตรมาสที่ 3 ของปี 2019

จนกระทั่งพึ่งขึ้นมาเกิน 300 ดอลลาร์ฯ ในช่วงสิ้นเดือนตุลาคม

และพุ่งทะยานถึง 430 ดอลลาร์ฯ ก่อนหมดปี 2019

ก่อนจะพุ่งขึ้นเกินกว่า 480 ดอลลาร์ฯ แล้วในต้นปี 2020 อย่างที่กล่าวไปข้างต้น

 

แล้วอะไรที่ทำให้หุ้นของ Tesla กลับกลายมาเป็นที่ต้องการอีกครั้ง!? จนกระทั่งพุ่งทะยานขึ้นมากว่า 2.5 เท่า ส่งผลให้บริษัทมูลค่าทะลุ 2.5 ล้านล้านบาทไปแล้ว

เราคาดว่าน่าจะเกิดจากปัจจัยดังนี้

– ไตรมาส 3 ของปี 2019 บริษัทพลิกกลับมาทำกำไรได้

– ขณะที่การสร้าง Gigacfactory 3 ที่จีนเสร็จอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึง 12 เดือน ข้อนี้ทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

– การเปิดตัว Cybertruck ที่เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมากและยอดจองขึ้นไปถึง 250,000 คัน แม้จะมีเสียงวิจารณ์ทั้งบวกและลบก็ตาม

– ในปีหน้า Tesla เตรียมจะส่งมอบ Model Y ที่เป็นรถตัวถังครอสโอเวอร์ที่คนฝั่งอเมริกากำลังนิยมกันมากในขณะนี้

– การประกาศแผนงานสร้าง Gigafactory 4 ที่เมืองเบอร์ลิน เยอรมนี ที่จะใช้สร้าง Model 3 และ Model Y ป้อนตลาดยุโรป หลังจากเสร็จโรงงานที่จีน

– Tesla เผยยอดส่งมอบรถในควอเตอร์ที่ 4 ของปี 2019 สามารถส่งมอบรถได้ถึง 112,000 คัน มากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “ปัจจัย” ที่ถูกมองว่าจะทำให้ Tesla มียอดขายรถจำนวนมากได้ตามเป้า และทำให้บริษัทมีกำไรในอนาคตอย่างสม่ำเสมอ

ซึ่งสุดท้ายแล้วมันจะเป็นตามที่คาดหวังหรือไม่!?

ยังไม่มีใครตอบได้…

 

ฟ้าหลังฝนนั้นสวยงามเสมอ น่าจะเป็นคำพูดที่นำมาใช้ในกรณีนี้ได้ หลังจากที่ Tesla เจออุปสรรคในช่วงกลางปี และมันคือปีที่ถือว่า Tesla นั้นเติบโตขึ้นมากในฐานะธุรกิจหนึ่ง

และถ้าหากพวกเขาเติบโตขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต เป้าหมายที่ค่ายต้องการจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายมาเป็นรถที่ทุกคนหันมาใช้งานแทนรถน้ำมันได้ มันจะสำเร็จอย่างงดงามหรือไม่…

หรือสุดท้ายแล้วพวกเขาจะกลายเป็นแค่ผู้เบิกทาง ให้กับค่ายรถยักษ์ใหญ่ทั้งหลายได้เข้าตลาด ส่วนตัวเองก็ค่อยๆ เสื่อมความนิยม และไม่สามารถทำกำไรได้ในระยะยาว จนต้องล้มละลายไป..

ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ และโลกยานยนต์ในอนาคตก็เป็นอะไรที่น่าติดตามอย่างมากครับ

 

ที่มา: cnn, cnbc

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...