All-New Land Rover Defender โฉมใหม่ล่าสุด ได้เปิดตัวออกมาเมื่อเดือนธันวาคม 2019 ที่งาน Frankfurt Motor Show เป็นการกลับมาในรอบ 4 ปีกว่าๆ หลังจากที่เลิกสายการผลิตไปในปี 2016

Land Rover Defender คือรถออฟโรดขับเคลื่อน 4 ล้อ จากประเทศอังกฤษที่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนานมาตั้งแต่ปี 1948 ในชื่อ Land Rover Series 1

เวลาผ่านไป Land Rover สร้างชื่อในการผลิตรถออฟโรด 4×4 ออกมาเพื่อชาวอังกฤษอย่างต่อเนื่องในยุค 50s -80s จนกระทั่งได้เปลี่ยนชื่อรุ่นของรถมาเป็น 90 และ 110 ในปี 1983

ก่อนที่ในปีกลายมาเป็น Land Rover Defender ในปี 1990 สืบต่อเจตนารมณ์ของรถออฟโรด 4×4 ต่อมาถึงปัจจุบัน

เรียกได้ว่าตัวตนของรถรุ่นนี้คือสิ่งที่บ่งบอกความเป็น Land Rover ได้ดีที่สุดซึ่งก็คือรถที่สามารถไปได้ทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเจอกับอุปสรรคหรือเส้นทางแบบไหนก็ตาม

 

 

ล่าสุดบริษัท INCHCAPE (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่าย Jaguar และ Land Rover อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้นำ All-New Land Rover เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว

สามารถติดตามข้อมูลของรถได้ที่ : เปิดราคาไทย Land Rover Defender ดีเซล 2.0 – เบนซิน 3.0 สานต่อตำนานออฟโรดจากอังกฤษ

ทำให้เรามีโอกาสได้มีโอกาสทดลองขับ All-New Land Rover Defender คันจริง

รถคันนี้จะเป็นอย่างที่ตำนานได้กล่าวขานเอาไว้หรือไม่… ติดตามอ่านได้ในบทความนี้ครับ

 

 

การทดสอบรถนั้นจัดขึ้นที่สนามทดสอบที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งรถที่ใช้ทดสอบคือ Defender รุ่น 110 (5 ประตู)

รายละเอียดคันนี้ ติดตั้งเครื่องดีเซล 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 240 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ (ราคาค่าตัว 6.4 ล้านบาท)

 

 

ก่อนจะขับ ผมได้เป็นผู้โดยสารก่อนในการทดสอบ Defender ความรู้สึกแรกที่ประทับใจหลังจากที่ขึ้นนั่งบนรถคือความกว้างของห้องโดยสารตอนหลัง ที่ถึงแม้จะมีผู้ชายนั่งด้วยกัน 3 คนก็ไม่อึดอัด

เทียบกับ Range Rover  รุ่นอื่นๆ ที่จะเน้นความหรูหรา แต่ใน Defender การตกแต่งภายในให้ความรู้สึกแมน บึกบึน ให้ความรู้สึกสายลุยมากกว่า คงเป็นเพราะค่ายต้องการสื่อสารแบบนี้ออกมา

แม้จะเป็นรถลุย แต่ด้วยช่วงล่างแบบถุงลมบริเวณด้านหลัง ทำให้ Defender นั่งสบายมากกว่ารุ่นเล็กกว่าอย่าง Range Rover Evoque และ Range Rover Sport มากพอสมควร

แต่ก็ยังเป็นรอง Range Rover รุ่นใหญ่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเพราะรถถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์คนละแบบ

 

.

.

 

มาถึงความรู้สึกเมื่อผมได้เป็นผู้ขับ Defender กันบ้าง การทดสอบเริ่มต้นด้วยการให้นำรถขึ้นเนินที่มีความชัน 45 องศา และลงทางลาด 60 องศา

(ซึ่งรถปกติทั่วไป จะได้ทดสอบเพียงขึ้นเนิน 30 องศา และลง 45 องศา เท่านั้น)

ในการขึ้นเนิน Defender ก็ทำได้สบายๆ ด้วยการเหยียบคันเร่งเพียงเล็กน้อยแถมรถยังมีระบบ Hill Launch Assist ที่ทำให้การขึ้นเนินเป็นไปได้อย่างสมูธแม้จะต้องเบรกรถอยู่กลางเนินก็ตาม

ส่วนการลงทางลาดนั้น จะมีการเปิดโหมดการขับขี่ Hill Descent Control ที่รถจะหน่วงความเร็วเอาไว้อย่างคงที่

โดยที่เราสามารถปล่อยให้รถไหลลงด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง รถก็จะค่อยๆ ลงเนินทางลาด 60 องศาอย่างนิ่มๆ

 

 

จากนั้นก็เป็นการทดสอบการขับแบบออฟโรด ที่ต้องไปเจอพื้นผิวหลากหลายทั้ง เส้นทางป่า โคลน เนินทราย ลูกระนาด และพื้นผิว ซึ่งต้องบอกเลยว่าฟีลลิ่งการได้ขับ Defender ผ่านเส้นทางออฟโรดนั้นเป็นอะไรที่สนุกมาก

 

 

การขับผ่านคลื่นลูกระนาดติดต่อกันก็ยังมีความนุ่มนวล ไม่กระแทกตึงตัง

 

หลังลุยออฟโรด ก็มาถึงทางถนนที่เอาไว้ทดสอบอัตราเร่ง ทั้งนี้ตามสเปคกระดาษแล้ว Defender มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 9.1 วินาที

แต่ทางที่ใช้ทดสอบนั้นค่อนข้างสั้น ทำให้จมคันเร่งได้ราวๆ 3-5 วินาที เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็บอกได้แล้วว่าแรงต้นของรถนั้น เพียงพอแล้วกับการใช้เร่งแซงบนถนน

 

 

และก็มาถึงการทดสอบที่เป็นไฮไลท์ นั่นคือการผ่านแอ่งโคลนที่รถธรรมดาจะต้องติดหล่ม แต่ Defender เมื่อเปิดโหมดขับขี่แบบ Mud and Ruts ทำให้รถผ่านไปได้แบบไม่ติดขัด ด้วยการปล่อยเบรกให้รถไหลไปเอง

 

ต่อจากนั้นก็เป็นการนำรถไปทดสอบในบ่อน้ำสูง 60 เซนติเมตรเมตร ซึ่งก่อนจะลงนั้นก็ต้องจอดเพื่อปิดแอร์และเปิดระบบ Wade Mode ที่ใช้ในการขับขี่ลุยทางน้ำ

และ Wade Mode ยังมีเซนเซอร์บอกด้วยว่าน้ำข้างนอกรถมีความสูงเท่าไหร่ เพราะทาง Land Rover ระบุว่ารถจะลุยน้ำได้ลึกที่สุดที่ 90 เซนติเมตร

และเมื่อปล่อยเบรกรถก็ค่อยๆ เอนลงไปและเคลื่อนที่ในน้ำด้วยตัวเอง จนกระทั่งถึงสุดทางที่ล้อแตะกับทางขึ้น ก็เหยียบคันเร่งขึ้นจากบ่อทดสอบเป็นการสิ้นสุดการทดสอบ Land Rover Defender

 

 

สรุปปิดท้าย..

หลังได้ทดสอบ Land Rover Defender ทำให้รู้ว่านี่คือรถที่ขับสนุกมากกับการลุยออฟโรด เพราะมันถูกออกแบบมาเป็นรถออฟโรด เพียงแค่ตัวถังแบบรถสมัยใหม่มาครอบมันไว้เท่านั้น

ถึงอย่างนั้นแม้มันจะเป็นรถออฟโรด แต่การนำมาขับบนถนนก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน จากฟีลลิ่งการขับขี่ อัตราเร่ง ความนุ่มของช่วงล่าง และ ความกว้างสบายภายในห้องโดยสาร

และด้วยการปรับดีไซน์มาให้ดูทันสมัยขึ้นต่างไปจากรถเจนก่อน ทำให้มันไม่ดูออฟโรดจ๋าจนเกินไป สามารถเอามาขับขี่ในเมืองได้โดยไม่แปลกตาไปจากรถคันอื่น

สำหรับเราเองแล้ว Land Rover Defender คันนี้คือหนึ่งในรถ SUV ที่น่าสนใจมากในด้านประสิทธิภาพ แม้คุณจะขับในเมืองหรือนอกเมือง มันก็พร้อมตอบโจทย์คุณได้ดีไม่แพ้กันเลย

 

(นอกจาก Defender 110 แล้ว ทาง Land Rover ยังนำรถมาให้ทดสอบอีก 3 รุ่น ได้แก่ Range Rover, Range Rover Sport และ Range Rover Evoque)

 

ใครที่สนใจ Land Rover Defender คันนี้ก็สามารถไปชมตัวจริงและสอบถามข้อมูลรถได้ที่ Bangkok International Motor Show 2020 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 15-26 กรกฎาคม นี้ที่ชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี กันได้เลยครับ

 

ขอขอบคุณ บริษัท INCHCAPE (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรถยนต์ Jaguar และ Land Rover แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ที่เชิญทีมงาน Magcarzine.com ไปทดสอบ Land Rover Defender ในครั้งนี้

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...