หลายคนน่าจะรู้กันดีว่าในประเทศไทย มีการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเปิดให้แบรนด์ต่างชาติเข้ามาลงทุน เพื่อผลิตรถขายในประเทศและส่งออก

เมื่อสนับสนุนการผลิตในประเทศ ทำให้มีการตั้งกำแพงภาษีขึ้นมาเพื่อกีดกันรถยนต์นำเข้า ไม่ให้สามารถเข้ามาทำตลาดแข่งกับรถที่ผลิตในประเทศได้ง่ายๆ มิฉะนั้นจะกระทบกับเศรษฐกิจภายในประเทศได้

จึงเป็นเหตุว่าทำไมรถยนต์ที่ถูกนำเข้ามาขาย ถึงมีราคาสูงกว่าที่ขายในต่างประเทศ 2-3 เท่า

ยกตัวอย่างเช่น

Ford Mustang รุ่น 2.3 EcoBoost ที่ศูนย์ไทยนำเข้ามาจากอเมริกา โดยรถรุ่นนี้มีราคาเริ่มที่อเมริการาว 840,000 บาท ส่วนไทยมีราคาที่สูงขึ้นมาถึง 3,699,000 บาท

Nissan Leaf รถยนต์ไฟฟ้าที่ศูนย์ไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มีราคาเริ่มต้นที่ญี่ปุ่นราว 980,000 บาท แต่ที่ไทยตั้งราคาไว้ที่ 1,990,000 บาท

ซึ่งการที่มีกำแพงภาษีนี้ เราได้ระบุไปข้างต้นแล้วว่ามันคือการป้องกันเศรษฐกิจภายในประเทศ

แต่เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้ว่าทำไมต้องตั้งขึ้นมา ตั้งขึ้นมาเมื่อไหร่ และใครคือผู้ริเริ่ม

ซึ่งวันนี้ เราจะพาไปสรุปย้อนความหลังกันครับ…

 

 

ก่อนอื่น มีคำศัพท์เฉพาะที่ใช้ในบทความดังนี้ :

CBU (Completely Built-up) = รถที่ประกอบขึ้นที่ต่างประเทศทั้งคันและนำเข้ามาขายในไทย

CKD (Completely Knocked-Down) = รถที่แยกชิ้นส่วน ก่อนจะนำเข้ามาประกอบและขายในไทย

C.I.F (Cost, Insurance, and Freight) = ค่าต้นทุน+ค่าประกัน+ค่าขนส่งของรถที่นำเข้ามาก่อนจะโดนบวกภาษี

 

1. ยุคส่งเสริมการลงทุนการประกอบรถยนต์ในประเทศ

ปี 2500 – 2503

อันที่จริง รถยนต์นั้นเริ่มเข้าในไทยตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2443 แล้ว แต่ยังไม่แพร่หลายเพราะมีราคาสูง มีเฉพาะนักเรียนนอก และชนชั้นสูงที่สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้

ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบ รถยนต์เริ่มเป็นที่นิยมและแพร่หลายในหมู่คนทั่วไปมากขึ้น

แต่ ณ เวลานั้นไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ในประเทศ รถที่ขายอยู่ทั่วไปจึงเป็นรถนำเข้า CBU

ต่อมารัฐบาลที่นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และมองเห็นว่าไทยควรเป็นแหล่งผลิตรถเพื่อขายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ

จึงมีการออก พรบ.ส่งเสริมการลงทุน ขึ้นมาในปี 2503 ออกสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถในไทยอย่างจริงจัง

มี 3 บริษัทที่สนใจลงทุนในไทยได้แก่

บ.แองโกลไทยมอเตอร์ (ตัวแทนจำหน่ายฟอร์ด)

บ.ธนบุรีพานิช (ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส เบนซ์)

และ บ.กรรณสูตร (ตัวแทนจำหน่ายเฟียต)

ที่ได้ยื่นขอใบอนุญาตประกอบรถยนต์ในประเภท โดยเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบในไทยแบบ CKD

 

ที่มา : photoontour.com

 

ปี 2505

ได้มีการประกาศใช้ พรบ.ส่งเสริมการลงทุนอย่างเป็นทางการ และเริ่มมีการเก็บภาษีรถนำเข้า เพื่อป้องกันไม่ให้นำเข้ามาขายแข่งกับบริษัทที่เข้ามาลงทุนในประเทศ

โดยกรเก็บภาษีมีรายละเอียดดังนี้

รถนำเข้าทั้งคัน CBU 

– อากรขาเข้า 60% ของราคา C.I.F.

– ภาษีการค้า 30% ของราคา C.I.F.

 

รถนำเข้ามาประกอบ CKD

– อากรขาเข้า 30% ของราคา C.I.F.

– ภาษีการค้า 30% ของราคา C.I.F.

 

การประกาศใช้ พรบ. ส่งเสริมการลงทุน นี้ได้ทำให้มีอีกหลายบริษัทโดยเฉพาะจากญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทในไทยมากขึ้นในช่วงนี้

ซึ่งบริษัทที่ว่านั้นก็มี บ.สยามกลการและนิสสันจำกัด ได้เริ่มเปิดโรงงานในปี 2505

ต่อมาในปี 2508 ก็เป็นโตโยต้า และปริ๊นมอเตอร์ประเทศไทย ที่เข้ามาเปิดโรงงานประกอบ

เพียงแค่ 10 ปีแรกที่เปิดใช้งาน พรบ. ดังกล่าว ก็มีบริษัทรถเข้ามาผลิตมากถึง 11 แห่ง

ผลที่ได้นั้นในนั้นทำให้รถยนต์ในประเทศไทยขายได้มากขึ้น จาก 3,934 คันในปี พ.ศ. 2504

เพิ่มขึ้นมาเป็น 71,120 คันในปี พ.ศ. 2512 หรือเพิ่มขึ้นราว 18 เท่า!!

 

แต่ถึงอย่างนั้น ในช่วงเวลา 10 ปีที่มีการส่งเสริมการลงทุน คนไทยก็ยังนิยมใช้รถนำเข้า CBU กันเหมือนเดิม

ถึงแม้จะขายรถได้เยอะขึ้นแต่อัตราส่วนระหว่างรถ CBU กับ CKU นั้นอยู่ที่ 75:25 นั่นทำให้ไทยสูญเสียเงินตราต่างประเทศไปจำนวนมาก และขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง

 

ที่มา : toyota.co.th

 

ที่มา : pantip.com

 

2. ยุคบังคับใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ

ปี 2514

เมื่อวิธีเดิมไม่ได้ผล ไทยจึงต้องหาวิธีให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยเกิดขึ้นให้ได้ จึงมีการปรึกษาให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวางระบบ

ทำให้เกิดข้อกำหนดให้บริษัทประกอบรถในไทย ต้องใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ 25% ในการประกอบรถ

รวมถึงกำหนดให้โรงงานที่ประกอบรถยนต์ จะต้องมีกำลังการผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 30 คันต่อวัน ภายในเวลาทำงาน 8 ชั่วโมง เพื่อให้ราคาของรถประกอบในประเทศถูกลงกว่ารถนำเข้า CBU มากขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีการเก็บภาษีรถนำเข้า CBU เพิ่มขึ้น

– อากรขาเข้าเพิ่มจาก 30% เป็น 80% ของราคา C.I.F.

– ภาษีการค้า 30% เท่าเดิม

 

ปี 2517

รัฐบาลเริ่มส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วน โดยปี 2517 ได้มี 8 โรงงานที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนในการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

 

ปี 2521

ไทยยังไม่สามารถทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศบูมขึ้นมาได้ และยังต้องเจอกับปัญงบขาดดุลต่อเนื่อง จนเริ่มรุนแรงขึ้นในปี 2516-2520

ทำให้ในปี 2521 รัฐตัดสินใจใช้ยาแรงประกาศนโยบาย เพิ่มอากรขาเข้าจาก 80% เป็น 150%

 

ที่มา : photoontour.com

 

3. ยุคปรับโครงสร้าง

ปี 2528

อนุญาตให้กลับมานำเข้ารถยนต์ CBU ได้เหมือนเดิม แต่มีข้อแม้ว่า นำเข้าได้เฉพาะรถ 2,300 ซีซี  ซึ่งรายละเอียดการเก็บภาษี

รถนำเข้า CBU 2,300 ซีซีขึ้นไป

– อากรขาเข้าเพิ่มขึ้นจาก 150% เป็น 200% ของราคา C.I.F.

– เก็บอากรพิเศษเพิ่มอีก 50% จากค่าอากรขาเข้า

รถนำเข้ามาประกอบ CKD

– อากรขาเข้าเพิ่มจาก 80% เป็น 120% ของราคา C.I.F.

– เก็บอากรพิเศษเพิ่มอีก 40% จากค่าอากรขาเข้า 

 

ปี 2530

ในปีนั้น รัฐบาลต้องการให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งโรงงานผลิตอะไหล่รถมากขึ้น และให้ค่ายรถประกอบรถโดยใช้อะไหล่ที่ผลิตในประเทศ 100%

แต่สุดท้ายก็มีข้อโต้แย้ง กันจนตกลงกันได้ที่สัดส่วนอะไหล่ผลิตในประเทศ 45%

 

ปี 2534

– การนำเข้ารถ CBU ทำได้เสรีอีกครั้ง (จากเดิมที่นำเข้าได้เฉพาะเครื่อง 2.3 ขึ้นไป) เพราะรถยนต์ผลิตในประเทศเริ่มผลิตไม่ทันความต้องการ และเพื่อให้มีการแข่งขันภายในประเทศมากขึ้น

โดยรายละเอียดของการเก็บภาษีมีดังนี้

รถนำเข้า CBU

– ไม่เกิน 2,300 ซีซี จาก 180% เหลือ 60% ของราคา C.I.F.

– เกิน 2,300 ซีซี จาก 300% เหลือ 100% ของราคา C.I.F.

รถนำเข้ามาประกอบ CKD

– ไม่เกิน 2,300 ซีซี จาก 112% เหลือ 20% ของราคา C.I.F.

– เกิน 2,300 ซีซี  จาก 112% เหลือ 20% ของราคา C.I.F.

 

ปี 2535

รัฐบาลได้เปลี่ยนระบบการเก็บภาษีใหม่ โดยมีรายละเอียดดังนี้

– เปลี่ยนจากภาษีการค้าที่เก็บ 30% มาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในตอนนั้นเริ่มเก็บที่ 10%

– มีการเพิ่มภาษีสรรพาสามิตเข้ามา

– รถนำเข้า CBU เกิน 2,400 ซีซี ปรับอากรขาเข้าเป็น 68.5% ของราคา C.I.F.

และ 42% สำหรับรถที่ไม่เกิน 2,400 ซีซี

 

ที่มา : toyota.co.th

 

ยุคปัจจุบัน

หลังจากปรับเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง จนมาถึงยุคปัจจุบันการคิดภาษีของรถนำเข้าจะมีขั้นตอนดังนี้

– ภาษีอากรขาเข้า 80% ของราคา C.I.F.

– ภาษีสรรพสามิต มีสูตรคิดดังนี้

(C.I.F. + ภาษีอากรขาเข้า + ภาษีค่าธรรมเนียมอื่นไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) x อัตราภาษี /1 – (1.1 x อัตราภาษี*)

*(อัตราภาษีตามขนาด 2,500-3,000 ซีซี = 40%, มากกว่า 3,000 ซีซี = 50% )

– ภาษีกระทรวงมหาดไทย = 10% ของภาษีสรรพสามิต

– ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ของราคา C.I.F. + ภาษีขาเข้า + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีกระทรวงมหาดไทย

 

ซึ่งนั่นก็ทำให้ราคาของรถนำเข้าหลายๆ คัน เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 200-300% ของราคาที่จำหน่ายในต่างประเทศ

ส่วนประเทศที่มีสิทธิพิเศษทางภาษี เช่น ญี่ปุ่น 20% หรือจีน 0% ก็จะทำให้ราคารถยนต์นั้นถูกลงกว่ารถทางฝั่งยุโรปตามไปด้วย

 

และนี่ก็เป็นเรื่องราวของกำแพงภาษีในประเทศไทยว่าถูกตั้งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ด้วยจุดประสงค์อะไร และมีไทม์ไลน์การปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง

หวังว่าบทความนี้จะเป็นข้อมูลความรู้ให้กับผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยครับ

 

ที่มา : cuir.car.chula.ac.th

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...