เหตุใดรถอย่าง City และ Jazz จะใช้เครื่อง 1.0 ลิตร!? มารู้จักโครงการ Eco Car แบบใหม่กันครับ…

ภายในสิ้นปีนี้ มีข่าวลือหนาหูมากว่าผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายจะทำการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ออกมา

และจะเป็นรุ่นที่คนไทยในวงกว้างคุ้นเคยด้วย อาทิเช่น Honda City, Honda Jazz หรือ Nissan Almera เป็นต้น

และหลายคนน่าจะได้ยินข่าวลือมาว่ารถที่กล่าวไปก่อนหน้า จะถูกปรับเปลี่ยนไปติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตรเทอร์โบแทน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง: รวมข้อมูลทั้งหมดของ All new Honda Jazz 2020 ที่หลุดออกมาตอนนี้ ก่อนเปิดตัวปลายปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง: เครื่อง 1.5 ไฮบริด หรือ 1.0 Turbo?? สรุปข่าว Honda City ตัวใหม่ ก่อนเปิดตัวสิ้นปีนี้ตามคาด

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง: สรุป.. 8 รถยนต์รุ่นใหม่ ที่มีข่าวว่าจะเปิดตัวในไทย ช่วงครึ่งหลังของปี 2019

 

มีข่าวลือหนาหูมากว่า All-New Honda Jazz จะติดตั้งเครื่องยนต์ 1.0 เทอร์โบ (รวมถึง Honda City และ Nissan Almera)

ภาพเรนเดอร์จาก paultan.org

 

คนที่ไม่ได้ติดตามวงการยานยนต์อย่างใกล้ชิดก็จะเกิดความสงสัยว่าเพราะอะไร ค่ายรถยนต์ถึงนำรถเหล่านี้มาปรับเครื่องยนต์ให้เล็กลง?

โดยเฉพาะ City และ Jazz ที่ก่อนหน้านี้เป็นรถ B-Segment เครื่องยนต์ 1.5 แต่จะกลายร่างเป็น Eco car ไปแล้วหรือ?

วันนี้ Magcarzine.com จะพาทุกคนไปไขคำตอบนี้กันครับ…

 

มารู้จักกับโครงการ “Eco Car”

สำหรับเหตุผลรถยนต์หลายรุ่นได้ทำการปรับเครื่องยนต์ให้เล็กลง นั่นก็เพราะต้องการให้รถสอดคล้องกับโครงการ Eco Car ของรัฐ

แล้วโครงการ Eco Car คืออะไร?

ต้องย้อนกลับไปในปี 2550 ยอดขายของรถยนต์ในไทยลดรถอย่างมาก นักลงทุนเริ่มหมดความมั่นใจ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จึงออกแนวคิดในการกระตุ้นตลาดให้กลับมาคึกคัก

รวมทั้งต้องการทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ และศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไปทั่วโลกกับรถยนต์ส่วนบุคคล นอกจากรถกระบะที่เป็นสินค้าชั้นนำอยู่แล้ว

บวกกับต้องการให้คนไทยเข้าถึงรถยนต์ได้ง่ายขึ้น มีราคาเอื้อมถึงได้ มีคุณภาพที่ดี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โครงการส่งเสริมรถยนต์ที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ “Eco Car” จึงเกิดขึ้นมา

 

 

โดยมีการตั้งไว้ว่ารถ Eco Car ที่ถูกผลิตออกมาจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้

– เครื่องยนต์ไม่เกินที่กำหนด (เบนซินไม่เกิน 1,300 ซีซี. และดีเซลไม่เกิน 1,400 ซีซี.)

– มาตรฐานมลพิษต้องผ่าน EURO 4

– ปล่อย CO2 ไม่เกิน 120 กรัม/กม.

– อัตราการประหยัดน้ำมัน ต้องไม่ต่ำกว่า 20 กม./ลิตร

– ผู้ผลิตต้องวางเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 ล้านบาท

– ผลิตออกมาไม่ต่ำกว่า 100,000 คัน/ปี ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป หลังมีการเริ่มโครงการ

และเพื่อเป็นการจูงใจ ผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการก็จะได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่คุ้มค่ายิ่งกว่าการทำยอดขายรถยนต์เดิมๆ อย่างมาก

เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว โครงการจึงได้รับการตอบรับจากค่ายรถยนต์เป็นอย่างดี

มี 5 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Eco Car ในครั้งแรกประกอบไปด้วย Nissan, Honda, Suzuki, Mitsubishi และ Toyota

หลังจากนั้นนับตั้งแต่ Nissan March ออกวางขายในปี 2553 ก็สร้างยอดขายได้มากมาย รวมถึง Eco Car ทั้งหลายที่ออกตามมา

(ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากนโยบายรถคันแรกในตอนนั้นด้วย)

เรียกได้ว่าโครงการ Eco Car สร้างความประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามให้กับวงการยานยนต์ไทย

 

 

ทำให้มี Eco Car เฟส 2 เกิดขึ้นมา

เมื่อโครงการประสบความสำเร็จ ภาครัฐจึงทำการต่อยอดโครงการเฟส 2 ขึ้นมา ในปี 2556 และบังคับใช้ในปี 2558

เป้าหมายก็ยังคงเดิมนั่นก็คือ

1.ต้องการให้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออก

2.คนไทยจะเข้าถึงรถยนต์ที่มีราคาถูกแต่มาตรฐานสูง

3.ลดการปล่อยไอเสีย

 

และเงื่อนไขของโครงการ Eco Car เฟส 2 ก็ตั้งเอาไว้ยากกว่าเดิม โดยมีรายละเอียดดังนี้

– เครื่องยนต์เบนซินยังจำกัดที่ 1,300 ซีซี. แต่เครื่องยนต์ดีเซล เพิ่มขึ้นไปจำกัดที่ 1,500 ซีซี.

– มาตรฐานมลพิษต้องผ่าน EURO 5 จากเดิมแค่ EURO 4

– ปล่อย CO2 เหลือแค่ 100 กรัม/กม. จากเดิม 120 กรัม/กม.

– ประหยัดน้ำมันมากขึ้นที่ 23.25 กม./ลิตร จากเดิม 20 กม./ลิตร

– และที่เพิ่มขึ้นมาคือ บังคับให้ใส่ระบบป้องกันล้อล็อค (ABS) ระบบควบคุมการทรงตัว (ESC/ESP/VSC) เข้ามาในทุกรุ่นย่อยของรถ

– ต้องลงทุน 6,500 ล้านบาท (ยกเว้น 5 ผู้ผลิตเดิมในเฟสแรก สามารถลงทุน 5,000 ล้านบาทเหมือนเดิมได้)

ในโครงการเฟส 2 นี้ นอกจาก 5 ค่ายรถในเฟสแรกแล้ว ก็มีอีก 4 ค่ายเข้าร่วมโครงการมา ประกอบไปด้วย Ford, Mazda, MG และ Volkswagen

 

 

Mazda 2 ประสบความสำเร็จถล่มทลายคือจุดเปลี่ยน

ในโครงการเฟส 2 นี้ Mazda เป็นผู้ที่พร้อมกว่าเจ้าอื่น

เพราะได้ทำการลงทุนพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ไปอย่างก้าวล้ำ และมันก็ตรงกับเงื่อนไขของ Eco Car เฟส 2 ทุกอย่าง ที่มีความประหยัดน้ำมันและอัตราการปล่อยมลพิษต่ำ

และ Mazda ก็นำรถ B-Segment ของค่ายอย่าง Mazda 2 มาใส่เครื่องยนต์ตัวใหม่นี้และเปิดตัวในปี 2558

แต่ด้วยความที่ดีไซน์และสมรรถนะของ Mazda 2 นั้น แทบจะไม่มีคราบของ Eco Car ทั่วไปเลย

ภาพลักษณ์ของ Mazda 2 ยังถูกวางไว้ในรถเก๋งซีดาน B-Segment เทียบเท่ากับ Toyota Vios และ Honda City แม้เครื่องยนต์จะถูกปรับให้เล็กลง

ผลก็คือ Mazda 2 ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในกลุ่มคนรุ่นใหม่

 

 

จึงกลายเป็นที่มาของการปรับเครื่องยนต์ในรถ B-Segment ให้เล็กลง

เมื่อเห็น Mazda 2 ประสบความสำเร็จแล้ว

Honda จึงมีแนวคิดที่จะนำรถ B-Segment ในค่ายของตัวเองมาปรับให้สามารถติดตรา Eco Car เฟส 2 ได้

จึงมีข่าวลือหนาหูว่าทั้ง Honda City และ Honda Jazz รุ่นใหม่จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.0 ลิตรเทอร์โบ

เพราะถึงแม้เครื่องยนต์จะจัดอยู่ในกลุ่ม Eco Car แต่ภาพลักษณ์ของรถสองรุ่นนี้จัดว่ายังอยู่ในกลุ่ม B-Segment อยู่

 

แล้วทำไมต้องเครื่องยนต์ 1.0 เทอร์โบ?

เป็นที่พูดกันในวงการยานยนต์ว่า เงื่อนไขของ Eco Car เฟส 2 นั้นมันช่างโหดหินอย่างมาก

โดยเฉพาะเกณฑ์การประหยัดน้ำมัน และปริมาณ CO2 ที่จะถูกปล่อยออกมา

ทางค่ายรถจึงตัดสินใจใช้เครื่องยนต์ 1.0 เทอร์โบ เพื่อให้รถผ่านเกณฑ์ Eco Car เฟส 2 นั่นเอง

 

ก็เกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า แล้วทำไมไม่ทำเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร แบบ Mazda 2 ?

สาเหตุก็เพราะว่า “มีเพียงแค่ Mazda เท่านั้นที่ทำได้”

อย่างที่กล่าวไปว่า Mazda ลงทุนไปเยอะมากกับการพัฒนาเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่แรงด้วยและประหยัดน้ำมันด้วย แถมยังปล่อยไอเสียในปริมาณที่น้อย

และพวกเขาก็ทำสำเร็จ ในการสร้างเครื่องยนต์ดังกล่าวออกมา และตั้งชื่อให้มันว่า “Skyactiv”

ในขณะที่ผู้ผลิตรถค่ายอื่นไม่สามารถทำให้เครื่องยนต์ที่ใหญ่เท่า Skyactiv แต่ประหยัดน้ำมันและลดการปล่อยค่าไอเสียให้ลดลงได้

พวกเขาจึงต้องลดต้องลดขนาดเครื่องยนต์ให้เล็กลง และใส่เทคโนโลยีเทอร์โบเข้าไปช่วยนั่นเอง

(ทั้งนี้ เราไม่ได้บอกว่าเครื่องยนต์ของ Mazda 2 ดีกว่า เพียงแต่อธิบายว่าเหตุใดค่ายอื่นถึงไม่สามารถใส่เครื่องยนต์ขนาดใหญ่เท่า Mazda 2 เข้าไปในรถของตัวเองได้ครับ)

 

All-New Nissan Almera ที่มีข่าวจะติดตั้งเครื่องยนต์ 1.0 เทอร์โบ และเปิดตัวภายในสิ้นปีนี้

 

และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เราจะได้เห็นรถยนต์หลายรุ่นที่จะใช้เครื่องยนต์ 1.0 ลิตรเทอร์โบ ในอนาคตที่ใกล้จะถึงนี้

ซึ่งไม่ใช่แค่ Honda City, Honda Jazz, Nissan Almera ที่เรากล่าวไปตอนต้นเท่านั้น แต่คาดว่า Eco Car ที่อยู่ในตลาดตอนนี้เกือบทุกรุ่นเลยก็ว่าได้ที่จะทำการลดขนาดเครื่องยนต์ลงมา

 

หวังว่าบทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยของใครหลายๆ คนและทำให้ผู้อ่านได้ความรู้ไปไม่มากก็น้อย

แล้วเพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรกับ Eco Car ยุคใหม่กันบ้าง?? เล็งรุ่นไหนอะไรไว้รึเปล่า!? คอมเมนต์มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ…

 

อ้างอิง: Automotive Industry Club, thansettakij, headlightmag

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...