ไขสาเหตุ ทำไม Honda City เข้า Eco Car แต่ยังขายราคาเดิม?? มารู้จักโครงการ Eco Car ให้มากขึ้น

จากการเปิดตัวของ Nissan Almera และ Honda City โฉมใหม่ หลายคนน่าจะรู้กันแล้วว่า ทั้งสองค่ายเลือกที่จะปรับเครื่องยนต์ให้เล็กลงจากเดิม 1.2 และ 1.5 ลิตร ในรุ่นเดิม มาเป็น 1.0 ลิตร เทอร์โบ ในรถโฉมใหม่นี้

คนที่ไม่ได้ติดตามวงการยานยนต์อย่างใกล้ชิดก็จะเกิดความสงสัยว่าเพราะอะไร ค่ายรถยนต์ถึงนำรถเหล่านี้มาปรับเครื่องยนต์ให้เล็กลง?

โดยเฉพาะ Honda City ที่ก่อนหน้านี้เป็นรถ B-Segment เครื่องยนต์ 1.5 แต่ได้กลายร่างเป็น Eco car ไปแล้วงั้นหรือ?

วันนี้ Magcarzine.com จะพาทุกคนไปไขคำตอบนี้กันครับ…

 

มารู้จักกับโครงการ “Eco Car”

สำหรับเหตุผลรถยนต์หลายรุ่นได้ทำการปรับเครื่องยนต์ให้เล็กลง นั่นก็เพราะต้องการให้รถสอดคล้องกับโครงการ Eco Car

แล้วโครงการ Eco Car คืออะไร?

ต้องย้อนกลับไปในปี 2550 ยอดขายของรถยนต์ในไทยลดลงอย่างมาก นักลงทุนเริ่มหมดความมั่นใจ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จึงออกแนวคิดในการกระตุ้นตลาดให้กลับมาคึกคัก

รวมทั้งต้องการทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ และศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไปทั่วโลกกับรถยนต์ส่วนบุคคล นอกเหนือจากรถกระบะที่เป็นสินค้าชั้นนำอยู่แล้ว

บวกกับต้องการให้คนไทยเข้าถึงรถยนต์ได้ง่ายขึ้น มีราคาเอื้อมถึงได้ มีคุณภาพที่ดี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โครงการส่งเสริมรถยนต์ที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ “Eco Car” จึงเกิดขึ้นมา

 

 

โดยมีการตั้งไว้ว่ารถ Eco Car (เฟสแรก) ที่ถูกผลิตออกมาจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้

– เครื่องยนต์ไม่เกินที่กำหนด (เบนซินไม่เกิน 1,300 ซีซี และ ดีเซลไม่เกิน 1,400 ซีซี)

– มาตรฐานมลพิษต้องผ่าน EURO 4

– ปล่อย CO2 ไม่เกิน 120 กรัม/กม.

– อัตราการประหยัดน้ำมัน ต้องไม่ต่ำกว่า 20 กม./ลิตร

– ผู้ผลิตต้องวางเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 ล้านบาท

– ผลิตออกมาไม่ต่ำกว่า 100,000 คัน/ปี ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป หลังมีการเริ่มโครงการ

 

และเพื่อเป็นการจูงใจ ผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการก็จะได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่คุ้มค่ายิ่งกว่าการทำยอดขายรถยนต์เดิมๆ อย่างมาก

เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว โครงการจึงได้รับการตอบรับจากค่ายรถยนต์เป็นอย่างดี

มี 5 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Eco Car ในครั้งแรกประกอบไปด้วย Nissan, Honda, Suzuki, Mitsubishi และ Toyota

หลังจากนั้นนับตั้งแต่ Nissan March ออกวางขายในปี 2553 ก็สร้างยอดขายได้มากมาย รวมถึง Eco Car ทั้งหลายที่ออกตามมา

(ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากนโยบายรถคันแรกในตอนนั้นด้วย)

เรียกได้ว่าโครงการ Eco Car สร้างความประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามให้กับวงการยานยนต์ไทย

 

 

ทำให้มี Eco Car เฟส 2 เกิดขึ้นมา

เมื่อโครงการประสบความสำเร็จ ภาครัฐจึงทำการต่อยอดโครงการเฟส 2 ขึ้นมา ในปี 2556 และบังคับใช้ในปี 2558

โดยมีเส้นตายของโครงการอยู่ที่สิ้นปี 2562 นี้ ซึ่งก็เป็นเหตุผลให้ค่ายหลายค่ายดึงเวลาเอาไว้แล้วเปิดตัว Eco Car ออกมารัวๆ ในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนเป้าหมายของโครงการก็ยังคงเดิมนั่นก็คือ

1.ต้องการให้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออก

2.คนไทยจะเข้าถึงรถยนต์ที่มีราคาถูกแต่มาตรฐานสูง

3.ลดการปล่อยไอเสียให้น้อยลงกว่าเดิม

 

และเงื่อนไขของโครงการ Eco Car เฟส 2 ก็ตั้งเอาไว้ยากกว่าเดิม โดยมีรายละเอียดดังนี้

– เครื่องยนต์เบนซินยังจำกัดที่ 1,300 ซีซี แต่เครื่องยนต์ดีเซล เพิ่มขึ้นไปจำกัดที่ 1,500 ซีซี จากเดิม 1,400 ซีซี 

– ต้องผ่านมาตรฐานมลพิษ EURO 5 จากเดิม EURO 4

– ปล่อย CO2 เหลือแค่ 100 กรัม/กม. จากเดิม 120 กรัม/กม.

– ประหยัดน้ำมันมากขึ้นที่ 23.25 กม./ลิตร จากเดิม 20 กม./ลิตร

– และที่เพิ่มขึ้นมาคือ บังคับให้ใส่ระบบป้องกันล้อล็อค (ABS) ระบบควบคุมการทรงตัว (ESC/ESP/VSC) เข้ามาในทุกรุ่นย่อยของรถ จากเดิมไม่ได้บังคับ

– ค่ายรถต้องลงทุน 6,500 ล้านบาท จากเดิม 5,000 ล้านบาท (ยกเว้น 5 ผู้ผลิตเดิมในเฟสแรก สามารถลงทุน 5,000 ล้านบาทเหมือนเดิมได้)

 

ในโครงการเฟส 2 นี้ นอกจาก 5 ค่ายรถในเฟสแรกแล้ว ก็มีอีก 4 ค่ายเข้าร่วมโครงการมา ประกอบไปด้วย Ford, Mazda, MG และ Volkswagen

แต่ในภายหลังเกิดการถอนตัวออกไปสามค่าย ทำให้เหลือเพียง Mazda เท่านั้น

 

 

หมายความว่า Honda City กลายเป็น Eco Car แล้ว?

คำตอบนี้ ถ้าจะมองในแง่ของสเปคและการเข้าร่วมโครงการ ก็คือ..ใช่ครับ!!

เพราะ Honda City โฉมใหม่ได้ถูกปรับเครื่อง  ลดการปล่อยมลพิษลงมา พร้อมกับใส่ออปชั่นความปลอดภัยตามที่ Eco Car เฟส 2 กำหนดเอาไว้ทุกอย่าง

ทำให้ Honda City เป็นรถที่อยู่เกณฑ์ของ Eco Car เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

ก็เกิดคำถามว่าแล้วทำไม City ถึงขายแพงกว่า Eco Car ทั่วไป?

Honda City มีราคาเริ่มต้น 579,500 – 739,000 บาท

ในขณะที่ คู่แข่งที่เปิดตัวออกมาก่อนหน้าไม่นานอย่าง Nissan Almera เริ่มที่ 499,000 – 639,000 บาท

หรืออย่าง Toyota Yaris ATIV ก็เริ่มต้นที่ 529,000 – 649,000

ทำให้เกิดเป็นคำถามว่าทำไม City ที่เป็น Eco Car เหมือนกันถึงตั้งราคาแพงกว่าคู่แข่ง?

 

เรื่องนี้ต้องพูดไปถึงนิยามคำว่า “Eco Car” เสียก่อน

คนทั่วไปมักจะนิยาม Eco Car ว่าเป็นรถที่ มีขนาดคันเล็ก ราคาถูก และ เครื่องไม่แรง

นั่นทำให้ Honda มองเห็นจุดนี้ จึงใช้กลยุทธ์ทางการตลาด วางตำแหน่งของ Honda City ให้เป็นรถในกลุ่ม B-Segment ตามเดิม

เพราะหากดูจากสเปคของ Honda City แล้ว เครื่องยนต์มีความแรงมากขึ้นกว่าโฉมเดิม มิติของรถก็ใหญ่ขึ้น รวมถึงบอกในงานเปิดตัวว่าห้องโดยสารภายในก็กว้างขึ้น

บวกกับการที่ Honda ได้เปรียบตรงที่ City เคยเป็นรถในกลุ่ม B-Segment มาก่อน

การรักษาภาพลักษณ์ของรุ่น และตั้งราคาออกมาให้ใกล้เคียงกับรุ่นเดิมจึงทำได้ แม้รถจะอยู่ในเกณฑ์ Eco Car แล้วก็ตาม

ทำให้ Honda ได้ประโยชน์จากตรงนี้ไปเต็มๆ

ซึ่งกลยุทธ์นี้ Mazda ก็เคยทำมาก่อนแล้ว กับ Mazda 2  ที่ถึงแม้รถจะปรับเข้าโครงการ Eco Car แต่ก็รักษาภาพลักษณ์ B-Segment ของรถเอาไว้ได้ดังเดิม

 

กลับกัน Nissan Almera ที่เครื่องแรงขึ้น มิติตัวถังก็กว้างขึ้นมาเทียบเท่ารถ B-Segment เหมือนกัน แต่ไม่สามารถตั้งราคาให้สูงขึ้นได้ เพราะภาพลักษณ์ของรถยังเป็นรถ Eco Car อยู่นั่นเองครับ

 

 

หวังว่าบทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยของใครหลายๆ คนและทำให้ผู้อ่านได้ความรู้ไปไม่มากก็น้อย

แล้วเพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรกับ Eco Car ยุคใหม่กันบ้าง?? เล็งรุ่นไหนอะไรไว้รึเปล่า!? คอมเมนต์มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ…

 

อ้างอิง: Automotive Industry Club, thansettakij

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...