รถกระบะคันเก่าพร้อมสีตัวถังที่ซีดจัด  สำหรับบางคนหากจะเปรียบคงคล้ายกับม้าที่ทำงานหนักมาแรมปี และกำลังจะถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต

แต่ก็สำหรับบางคนอีกเช่นกัน รถที่ว่านี้กลับของที่มีคุณค่าทางจิตใจ และยังเป็นยานพาหนะที่สามารถพาเขาไปพบกับสถานที่สวยๆ ไกลถึงเมืองหลวงพระบาง สปป. ลาว

 

การเดินทางของคุณ กอบชัย สุริยะวงศ์ เจ้าของเฟซบุ๊ก Koby Suriyawong พร้อมกับ Isuzu KB สีฟ้าอ่อนคันนี้ ที่บังเอิญผ่านเข้ามายังหน้าฟีดเฟซบุ๊กของทีมงาน เรียกความสนใจของเราได้ไม่น้อย

และทันทีที่ได้รู้ว่ามันคือรถอายุกว่า 35 ปี ที่พิชิดเส้นทางห้วยโก๋น-หลวงพระบางได้ ทางทีมงานจึงรีบติดต่อขอสัมภาษณ์อย่างไม่รอช้า

และเรื่องราวในบรรทัดต่อไปนี้ คือการเดินทางของชายหนุ่ม พร้อรถกระบะคู่ใจของเขาครับ…

 

 

Magcarzine.com: สวัสดีครับ ช่วยแนะนำตัวคร่าวๆ หน่ายครับ…

คุณ กอบชัย: ครับผม ผมกอบชัย สุริยะวงศ์ครับ ปัจจุบันทำงานบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง ชื่นชอบเกียวทางด้านเทคโนโลยี ท่องเที่ยว และการออกทริปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์ครับ

ปกติชอบหาข้อมูลเกียวกับเส้นทางใหม่ๆ เพื่อขับรถเที่ยวอยู่แล้วครับ พอดีทราบว่ามีทางไปหลวงพระบางเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ (ด่านห้วยโก๋น จังหวัดน่าน-หลวงพระบาง) เลยลองดูครับ

 

 

คุณกอบบอกกับเราว่า รถคันนี้เป็นรถที่ไม่เคยปรับแต่งมาก่อน เครื่องยนต์สำหรับการเดินทางในทริปนี้ก็เป็นเครื่องยนต์เดิมๆ ตั้งแต่ออกจากศูนย์เมื่อ 35 ปีก่อน

“ผมซื้อรถคันนี้มากได้ประมาณ 1 ปีแล้วครับ ซื้อต่อป้าคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของคนแรกมาครับ แกซื้อรถคันนี้ตอนวัยรุ่นอายุประมาณ 27 ก่อนจะขายให้ผมตอนอายุ 62 ครับ

เจ้าของเดิมเป็นช่างเย็บผ้า แทบไม่ค่อยได้ใช้รถเลย รถอายุ 30 กว่าปี เพิ่งวิ่งได้แค่ 120,000 กิโลเมตรเองครับ” คุณกอบบอกกับเรา

 

 

หลังเลือกเส้นทางเป็นที่เรียบร้อย ขั้นตอนต่อมาคือการเตรียมเอกสารต่างๆ ซึ่งหลักๆ เลยมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกันคือ เอกสารของคน และเอกสารของรถ

เอกสารของคนก็คือ Passport นั่นเองครับ โดยสิ่งสำคัญคือต้องมีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน ซึ่งหากไม่ตรงตามเงื่อนไขนี้จะเข้า สปป. ลาวไม่ได้

ส่วนเอกสารของรถก็คือ การทำ Passport รถ หากอยากผ่านง่ายๆ คุณกอบเขียนแนะนำเอาไว้ว่า รถต้องไม่ติดไฟแนนซ์ และมีชื่อเราเป็นเจ้าของรถ จากนั้นก็ถือสมุดไปที่ขนส่ง ยื่นเรื่องว่ามาทำ Passport รถ เท่านี้เอง

แต่หากรถไม่ใช้ชื่อเรา หรือยังติดไฟแนนซ์อันนี้จะยุ่งยากนิดหน่อย

(ซึ่งใครมีข้อสงสัยสามรถติดต่อที่สายด่วนกรมการขนส่งทางบกโทร 0-2271-8888 ได้เลยครับ)

 

 

คุณกอบเริ่มเดินทางออกจากจังหวัดเชียงราย ผ่านด่านห้วยด่านห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ก่อนเข้าเมืองแรกของสปป. ลาวคือเมืองหงสา ห่างจากชายแดนราวๆ 30 กิโลเมตร

“หลังจากที่เข้ามาถึงจุดตรวจชายแดนฝั่งลาวแล้ว ตั้งแต่จุดนี้เราจะขับรถเลนขวามือแล้วครับ ขั้นตอนนี้ให้ยื่นเอกสารที่รับมาจากฝั่งไทยให้เจ้าหน้าที่ลาวดู

เมื่อเค้าตรวจรถเราแล้วไม่มีสิ่งผิดกฎหมายก็ให้นำรถเข้าไปจอด แล้วนำเอกสารไปที่ ตม.ลาว กรอกใบตรวจเข้าเมือง แล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ฝั่งขาเข้า(Arrivel Card)

จากนั้นตรวจเอกสาร ถ่ายรูป เสียค่าธรรมเนียมคนละ 10,000 กีบ หรือ 50บาทไทย (ถ้าจำไม่ผิดนะ) เสร็จแล้วไปชำระค่าภาษีรถที่อาคารติดๆกัน เสียค่าภาษีน่าจะประมาณ 40,000 กีบครับ”

 

ถึงฝั่งลาวแล้ว

 

ตลอดทริประยะทางไปกลับกว่า 800 กิโลเมตร ปัญหาเดียวที่คุณกอบ และเจ้า KB คู่ใจเจอคือ ท่อหม้อน้ำแตก ตั้งแต่เริ่มออกจากเชียงราย แต่นั้นก็ไม่อาจหยุดการเดินทางครั้งนี้ได้

“ผมมองหาอู่ซ่อมรถตลอดทาง แทบจะหาไม่มีเลย รถที่นี่มีแต่วีโก้ รีโว่ รถเก่าๆไม่มีครับ คืออันนี้ผมคิดผิดจริงๆ คิดว่าเมืองเก่าก็น่าจะมีรถเก่าๆใช้กัน

ไม่มีครับ ไม่มีเลย มีแต่รถใหม่ๆวีโก้ รีโว่ ฟอร์จูนเนอร์ คือถ้ารถพังผมจะหาอะไหล่หรืออู่ซ่อมรถที่นี่ไม่ได้เลย” คุณกอบเล่าถึงความกังวลระหว่างการเดินทาง

 

 

แม้จะเต็มไปด้วยความกังวล แต่ในที่สุดคุณกอบ และ KB คู่ใจของเขาก็สามารถเดินทางถึงเมืองหลวงพระบางได้โดยสวัสดิภาพ

“อยากให้ไปท่องเที่ยวรูปแบบนี้กันดูบ้าวครับ จะได้สัมผัสบรรยากาศและรู้ว่าขั้นตอนต่างๆ ในการข้ามแดนนั้นไม่ได้ยุ่งยากมาก สปป. ลาวก็เหมือนกับบ้านพี่เมืองน้องเรา

ที่นี่เป็นเมืองมรดกโลกครับ วัฒนธรรมและภาษาก็ไม่ได้ต่างจากเรามาก เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวอีกรสชาติหนึ่งครับ” คุณกอบพูดทิ้งท้ายถึงคนที่กำลังอยากจะเดินทางตามเส้นทางนี้

 

หวังว่าประสบการณ์ของคุณกอบ จะปลุกไฟในการผจญภัยให้กับใครหลายๆ คนได้เช่นกันนะครับ…

 

เรื่องโดย ณฐกร หอมรื่น

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...

นักเขียนแห่ง MagCarZine เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารและบทความด้านยานยนต์ จากคนรักรถ ส่งถึงคนรักรถ และทำให้คุณได้รู้ข้อมูลจริงก่อนใคร!!