ปัจจุบัน ที่อเมริกาและแถบยุโรป กระแสของรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) นั้น เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ วัน ทำให้เราได้เห็นค่ายชั้นนำอย่าง Ford หรือ Volkswagen หันมาลุยตลาดนี้อย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้

แต่เมื่อพูดถึงค่ายที่ทำยอดขายได้อันดับ 1 ของโลกอย่าง Toyota ล่ะ?

มุมมองของคนภายนอกอย่างเราๆ ที่มีต่อ Toyota นั้น ดูจะคิดไปในทิศทางเดียวกันว่า พวกเขาดูจะยังไม่ค่อยจริงจังกับ BEV เท่าไหร่

เพราะดูเหมือนตอนนี้พวกเขาจะใส่ใจกับรถไฟฟ้าแบบ Fuel Cell พลังงานไฮโดรเจน และยังคงมุ่งเน้นที่รถ Hybrid ที่ Toyota ภาคภูมิใจเสียมากกว่า

แต่สงสัยไหมว่า แล้วคนภายใน Toyota มีความคิดอย่างไรกับกระแสของ EV ที่กำลังมาแรง และทางค่ายมีแผนอย่างไรกับเรื่องนี้?

 

Toyota Mirai รถยนต์ Fuel Cell พลังงานไฮโดรเจน

 

วันนี้เราจะพาผู้อ่านทุกท่านไปหาคำตอบนั้น จาก Jack Hollis รองประธานกลุ่มบริหาร และผู้จัดการทั่วไป ผู้เป็นหัวเรือของฝ่ายขาย และฝ่ายการตลาดของ Toyota ในทวีปอเมริกาเหนือ

ล่าสุดเขาได้ให้สัมภาษณ์กับ Electrek สื่อยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำ ทางเราจึงขอแปลมาให้ได้ลองติดตามกันครับ..

 

Jack Hollis

 

*คำย่อของรถไฟฟ้าที่ใช้ในบทความนี้

EV = ใช้เรียกรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมทั้ง 4 ประเภทด้านล่าง

BEV = รถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน แบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟ

HEV = รถ Hybrid ที่เติมน้ำมันอย่างเดียว

PHEV = รถ Plug-in Hybrid ที่ทำได้ทั้งเติมน้ำมันและชาร์จไฟ

FCEV = รถไฟฟ้า Fuel Cell พลังงานไฮโดรเจน

 

Toyota มีแผนการณ์อย่างไรสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าล้วน BEV?

Jack Hollis: แผนของเราวันนี้คือให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของรถ ตอนนี้เรามีรถน้ำมันที่เครื่องยนต์ไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้ว

ส่วนด้านรถ EV นั้น ไม่ว่าจะเป็น FCEV, HEV, PHEV และ BEV เราก็ได้ทำการลงทุนกับทั้ง 4 ขุมพลังทั้งหมดในเวลาเดียวกัน

เราแค่ปล่อย Hybrid ออกมาเป็นอย่างแรก เพื่อดูว่ามันจะไปได้ถึงจุดไหน

ตอนนี้แผนของเรากำลังอยู่ในช่วงการทำตลาดรถ PHEV และ FCEV และเราก็มั่นใจว่ามันจะประสบความสำเร็จเหมือนกับรถ Hybrid

จากนั้นเราจะก็จะมุ่งเน้นไปที่ BEV ในอนาคตแน่นอน ซึ่งทุกอย่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่วางไว้

แต่เราจะลุยตลาดจริงจังก็ต่อเมื่อมีดีมานด์รจากผู้บริโภคเสียก่อน แต่เมื่อเราสำรวจตอนนี้ จะเห็นว่าดีมานด์ของ BEV มีน้อยยื่งกว่ารถ Hybrid เสียอีก

พวกเรากำลังทำงานกับรถ EV ทุกรูปแบบ แต่ตอนนี้ตลาดมันยังไม่มีดีมานด์สำหรับรถ BEV

 

 

ในงาน LA Auto Show เราได้เห็นทั้ง Mustang เวอร์ชั่นไฟฟ้า และ Volkswagen ก็ประกาศจะมุ่งเน้นไปที่รถ BEV เต็มตัว ทำไม Toyota ถึงคิดต่างจากทั้งสองค่าย?

Jack Hollis: เป็นคำถามที่ดีมาก อย่างแรกเลยก็คือ ผมไม่คิดว่า VW จะมีทางเลือกมากนัก (คาดว่าพูดถึงเรื่องที่ต้องชดใช้เรื่องโกงค่าไอเสีย)

พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก ดังนั้นพวกเขาเลยเลือกไปทางไฟฟ้าเต็มตัว

คุณจะแย้งก็ได้ว่ามันมีความต้องการรถ BEV อยู่ในตอนนี้ แต่ผมไม่เห็นหลักฐานในตลาดตอนนี้ว่ามันมีความต้องการสำหรับรถ BEV

แต่ที่ VW มุ่งไปทางนี้เพราะพวกเขาต้องตัดสินใจเลือกทางใดสักทางหนึ่ง

 

แล้ว Ford ล่ะ?

Jack Hollis: ผมดีใจกับ Ford นะที่มุ่งไปทางนั้น แล้วพวกเขาก็เอาชื่อ Mustang มาใช้เสียด้วย

แล้วคุณคิดว่าทำไมพวกเขาทำแบบนั้นล่ะ? พวกเขาเอารถที่มีชื่อที่สุดและประสิทธิภาพดีที่สุดของค่ายมาทำให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

เพราะอาจเป็นไปได้ที่พวกเขามีคำถามกับความต้องการในตลาด เลยต้องใช้ชื่อของ Mustang มาเพื่อทำให้คนสนใจมากขึ้น

ซึ่งเราก็ต้องรอดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป”””

Ford ได้ทิ้งตลาดรถซีดานไปและนำทรัพยากรเพื่อมุ่งเน้นรถ EV

ส่วน VW ตัดสินใจมุ่งไปที่ EV ล้วน โดยทิ้งเครื่องยนต์สันดาปฯ ไปเลย

บริษัทอื่นๆ กำลังทำเหมือนๆ กันหมด แต่บังเอิญว่าผมอยู่กับ Toyota ดังนั้นผมจึงเชื่อว่าการที่พวกเขาเลือกลงทุนทุกระบบขับเคลื่อนคือทางเลือกที่ถูกต้อง

 

Ford Mustang Mach-e

 

คุณพูดถึงการย้ายตลาดไปตามดีมานด์ของผู้บริโภค แต่ผมไม่เห็นดีมานด์ของลูกค้าในรถ FCEV (รถไฟฟ้า Fuel Cell พลังงานไฮโดรเจน) เลย แต่พวกคุณก็ยังหนุนหลังอย่างเต็มที่ ทั้งที่ความต้องการรถ BEV มีมากกว่า

Jack Hollis:คุณรู้ได้ยังไงว่ามีความต้องการรถ BEV มากกว่า FCEV? สถานการณ์ตอนนี้มันเหมือนกับในตอนที่เราเริ่มทำตลาดรถ Hybrid เลย

มันมีตรรกะอยู่เบื้องหลังว่าลูกค้าต้องการอะไร และลูกค้าใช้รถอย่างไร

คุณคิดว่าคนเราอยากจะชาร์จไฟ 3 ชั่วโมง หรือเติมพลังงานให้รถได้ภายใน 5 นาทีกันล่ะ?

 

แต่ด้วยกำลัง 150 กิโลวัตต์เวลาของการชาร์จเริ่มลดลงมาใกล้เคียงกับการเติมน้ำมัน บนทางหลวงแล้ว ที่ต้องใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ไม่ใช่ 5 นาที อย่างที่ว่า 

Jack Hollis: นั่นอาจจะจริง แต่ผมยังไม่เคยเห็นกับตา และก็ไม่เคยเห็นงานวิจัยหรือหลักฐานที่ถูกพิสูจน์ออกมา

Toyota เชื่อว่าพวกเราต้องก้าวไปทีละสเต็ป จากรถน้ำมัน สู่ไฮบริด สู่ Fuel Cell สู่รถไฟฟ้า BEV ต่อไป

 

แสดงว่า BEV จะเป็นลำดับสุดท้ายที่ Toyota ออกมาทำตลาด?

Jack Hollis: ก็ดูเหมือนว่ายังไม่มีใครทำเงินกับรถ BEV ได้

 

เรากำลังจะได้เห็น Toyota Mirai รถไฮโดรเจนรุ่นใหม่ แต่เราจะยังไม่เห็นรถ BEV จาก Toyota?

Jack Hollis: ถูกต้องแล้ว ยังไม่ใช่ตอนนี้

 

 

หมายความว่าสามารถพูดได้ว่ามีโอกาสที่ Toyota อาจจะเปิดตัวรถ BEV ในเร็วๆ นี้?

Jack Hollis: ใช่คุณพูดได้ แต่ก็แค่อาจจะเกิดขึ้นนะ

 

คุณพอทราบข่าวไหมว่ากำลังจะมีรถ BEV กว่า 100 รุ่น เตรียมเปิดตัวออกมาในตลาดในช่วงเวลาอีก 5 ปีข้างหน้า?

Jack Hollis: ผมรู้มา สุดท้ายมันอาจจะจบลงที่ค่ายรถทุกค่ายแฮปปี้ หรือกลายเป็นว่าทุกค่ายต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดที่มีอยู่ 2%

เราลองมองไปที่คู่แข่ง ผมไม่รู้หรอกว่าสถานะการเงินพวกเขาเป็นอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครสามารถทำเงินจาก BEV ได้เลย

รถยนต์ไฟฟ้านั้นต้องใช้กฎหมายช่วย ดีมานด์ถึงจะเกิดขึ้น อย่างเช่นที่นอร์เวย์

แต่ผมไม่คิดว่าอเมริกาที่มีเศรษฐกิจแบบเสรีจะกลายเป็นแบบนั้น แต่มันจะเป็นเหมือนเดิมไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้บริโภคคอยขับเคลื่อนความต้องการ (ว่าจะซื้อรถน้ำมันหรือรถไฟฟ้า)

 

ถ้าอย่างงั้น พอถึงจุดหนึ่งที่กระแสรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตขึ้นมา คุณจะพร้อมเปลี่ยนไปใช้รถ BEV ไหม?

Jack Hollis: เมื่อผมได้เห็นประสิทธิภาพของเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น BEV หรือ FCEV ผมตื่นเต้นมาก เพราะหมายความว่าคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้บริโภค แต่ ณ ตอนนี้ มันยังไม่ถึงเวลาที่คนจะเปลี่ยนมาใช้อย่างแพร่หลาย

แต่ผมมีความเชื่อสูงในความสามารถของ Toyota ที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ ถ้าปัญหาคือเราต้องแก้คือจำนวนดีมานด์ของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจุดนี้เราก็จะแก้ไขมันได้

 

ที่มาบทสัมภาษณ์: electrek

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...