หากพูดถึงภาพลักษณ์ของ Toyota สิ่งที่ทุกคนนึกถึงก็คงหนีไม่พ้น ความเป็นรถตลาด ใช้งานได้ดี ความทนทาน ความไม่จุกจิกของรถ

แล้วถ้าพูดถึงความเร็ว แรง และภาพลักษณ์เท่ๆ ล่ะ? สำหรับคนทั่วไปแล้ว Toyota อาจไม่ได้มีภาพลักษณ์ในด้านนี้เด่นชัดนัก

แต่ถ้าคุณคือคนที่เป็นสาวกรถซิ่งก็คงต้องนึกไปถึงเหล่ารถสปอร์ตของ Toyota ที่ผลิตออกมาหลายรุ่น อย่างเช่น Toyota AE86 หรือ Toyota MR2

แต่ก่อนที่ Toyota จะสร้างภาพลักษณ์เหล่านี้ขึ้นมาได้นั้น มันได้เกิดจากรถหนึ่งคันที่กลายเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้

มันคือ Toyota Supra รถที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ความเร็วแรงมาให้กับค่ายที่เคยถูกยกว่ามีแค่ความทนทาน แต่ผลิตรถออกมาน่าเบื่อ

ซึ่งเรื่องราวการกำเนิดของ Toyota Supra เป็นมายังไงนั้น วันนี้เราจะพาไปเปิดตำนานของรถคันนี้กัน

 

 

ย้อนรอยต้นกำเนิด Toyota Supra MK I

จุดกำเนิดของ Supra นั้นเริ่มต้นจากปี 1964 ที่ Ford Mustang ได้ถูกเปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกา

การเปิดตัว Mustang ได้สร้าง Segment ใหม่ในตลาดรถขึ้นมาซึ่งก็คือ Pony Car ที่เอาไว้เรียกรถสปอร์ตสองประตู ตัวถังคูเป้หรือเปิดประทุน ขับเคลื่อนล้อหลัง เป็นรถที่มีขนาดเล็ก และ ราคาเข้าถึงได้ง่าย

เมื่อเกิด Segment ใหม่ขึ้นมา ค่ายอื่นๆ ก็อยากที่จะมีรถเข้าไปแข่งขันเพื่อดึงยอดขายมาจาก Mustang บ้าง

แน่นอนว่ารวมถึง Toyota ด้วย!!

ทำให้ต่อมาในปี 1970 Toyota จึงเปิดตัวรถสปอร์ตสองประตู ขับเคลื่อนล้อหลัง ออกมา ในชื่อ Toyota Celica ซึ่งพยายามจะเป็นรถสปอร์ตอเมริกัน

 

1970 Toyota Celica

Toyota Celica เจนแรกถูกทำตลาดอย่างยาวนาน มีการปรับหน้าตาปรับ Minorchange หลายครั้ง ตั้งแต่ปี 1970-1977 รวมไปถึงการออกตัวขุมพลังแรงที่ใช้รหัส XX มาต่อท้าย

อย่างไรก็ตาม Celica XX นั้นเป็นชื่อที่ถูกตั้งในตลาดญี่ปุ่น แต่เมื่อรถถูกนำเข้ามาขายที่อเมริกานั้น ทางหัวเรือใหญ่ของอเมริกาไม่ชอบชื่อ Celica XX

พวกเขาจึงเปลี่ยนมาเป็น Celica Supra ซึ่งคำด้านท้าย ก็กลายมาเป็นชื่อที่คุ้นหูของหลายๆ คนในปัจจุบัน

 

Toyota Celica Supra MK I

 

ในด้านการพัฒนารถนั้น Toyota รู้ตัวว่าพวกเขาไม่ถนัดกับการสร้างรถที่ขับสนุก จึงเข้าไปจับมือกับ Lotus ค่ายรถสปอร์ตจากอังกฤษเพื่อช่วยพัฒนารถให้ขับสนุกมากขึ้น

แต่ถึงแม้จะไปจับมือกับค่ายที่ทำรถสปอร์ต แต่เมื่อรถถูกวางขาย มันก็ยังไม่ได้สร้างชื่อให้ Toyota แต่อย่างใด

เพราะเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว Celica Supra ถือว่าเป็นรถที่อยู่ในระดับกลางๆ ไม่แย่ แต่ก็ไม่ว้าวถึงขนาดเป็นที่จดจำสักเท่าไรนัก

คุณจะไปซื้อรถค่ายญี่ปุ่นทำไม ถ้าสามารถจ่ายเงินซื้อ Mustang แล้วมันเจ๋งกว่า!?

 

 

มาถึงเจนที่สอง Toyota Supra MK II

ต่อมาปี 1981 Toyota Celica Supra โฉมใหม่บนตัวถังรหัส A60 ก็ถูกเปิดตัวออกมา โดยรถถูกออกแบบมาให้ทรวดทรงต่างๆ ดูมีความเป็นรถสปอร์ตมากขึ้น

แต่ก็เช่นเดียวกับเจนแรก ในวงการรถซิ่ง Celica Supra ยังคงเป็นรถที่ไม่มีอะไรโดดเด่นออกมาชัดเจนมากนัก

 

Toyota Celica Supra MK II

 

รถเจนสาม Toyota Supra MK III ก็ยังไม่ปัง

ในปี 1986 Toyota ตัดสินใจแยกไลน์ Supra ออกมาจาก Celica ทำให้ Supra ไม่ต้องใช้โมเดลรถของ Celica เป็นต้นแบบอีกต่อไป

Celica นั้นเปลี่ยนมาใช้พื้นฐาน T Platform และกลายเป็นรถขับหน้า ขณะที่ Supra ยังคงใช้แพลทฟอร์มขับหลังเหมือนเดิมในรหัส A70 พร้อมกับเครื่อง 3.0 ลิตร รหัส 7M-GE 200 แรงม้า

 

Toyota Supra Turbo MK III

 

หลังเปิดตัวออกมาได้ 1 ปี ทาง Toyota ก็เริ่มทำให้ขาซิ่งหันมามองรถของพวกเขามากขึ้นด้วยการออก Supra Turbo ที่เป็นการนำเครื่อง 7M-GE มาติดเทอร์โบ

กลายเป็นเครื่องรหัส 7M-GTE ที่ให้กำลังสูงสุด 232 แรงม้า ที่ทำให้รถสาทำอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ (96.5 กม.) ได้ด้วยเวลา 6.4 วินาที เร็วกว่ารุ่นเดิมถึง 1.6 วินาที

 

Toyota Supra Turbo MK III

 

นอกจากนี้ในปี 1992 ในช่วงปลายของ Supra เจน 3 นี้ Toyota ยังมีการออกรุ่นพิเศษรหัส JZA70 ที่เอาเครื่องยนต์ในตำนานอย่าง 1JZ ซึ่งเป็นเครื่องที่ Toyota นิยมใช้ติดตั้งให้กับรถหรูของค่าย มาติดตั้งให้กับรถสปอร์ตเป็นครั้งแรกใน Supra

และนั่นเองที่ Supra เริ่มเป็นหนึ่งในตัวเลือกของขาซิ่งในยุคนั้น ก่อนที่จะผงาดขึ้นมาเป็นแถวหน้าได้ในรถเจนต่อไปที่เรากำลังจะพูดถึง…

 

เปิดตำนานในเจนที่สี่ Toyota Supra MK IV

และเราก็มาถึง Supra ที่โด่งดังที่สุด นั่นก็คือรถเจน 4 ในรหัสตัวถัง A80 ที่ทางค่ายเปิดเผยพัฒนามาตั้งแต่ปี 1989 ก่อนจะเปิดตัวสู่สาธารณะชนในปี 1993

การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของรถเจนนี้คือดีไซน์ของรถที่ไม่ใช่ทรงกล่องอีกต่อไป แต่เป็นดีไซน์ที่โค้งมนต์ ออกแบบมาเพื่อให้มี Aerodynamic ซึ่งถือว่าทำได้มาดีมากๆ ในยุคสมัยนั้น

แต่สิ่งที่เป็นตำนาน ไม่ได้เป็นแค่รูปทรงมันหรอกนะ..

 

.

 

และสิ่งที่สุดแสนจะดีงามที่สุดในรถคันนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น เครื่องยนต์รหัส 2JZ ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก 1JZ

ที่มาทั้งแบบไม่ติดเทอร์โบใน 2JZ-GTE กำลัง 220 แรงม้า และแบบติดเทอร์โบ 2JZ-GTE กำลัง 276 แรงม้า

และด้วยการที่เครื่องถูกออกแบบมาได้อย่างยอดเยี่ยม ก็เปิดโอกาสให้เหล่าขาซิ่งนำเครื่อง 2JZ ไปจูนหรือเปลี่ยนเทอร์โบ ให้เครื่องแรงขึ้นได้อีกอย่างเมามันส์

(มีการกล่าวขานกันว่าเครื่อง 2JZ สามารถปรับจูนขึ้นไปได้สูงถึงระดับ 800 แรงม้า!!)

 

Toyota Supra MK IV ได้กลายเป็นรถสปอร์ตระดับตำนานที่ขึ้นชื่อทั้งเรื่องความแรง หน้าตาที่มีเสน่ห์ และ เป็นรถที่มีความทนทาน ตามแบบฉบับของ Toyota

ทำให้มันกลายมาเป็นรถสปอร์ตสุดคลาสสิกที่ใครหลายคนอยากได้มันมาครอบครองมาจนถึงทุกวันนี้ที่

 

นอกจากนี้ สื่อยานยนต์ชื่อดังอย่าง Car and Driver ยังยกให้ Toyota Supra MK IV เป็นรถสปอร์ตที่ดีที่สุดในช่วงต้นยุค 90s จากการทดสอบรถจริง

เหนือกว่าทั้ง Mazda RX-7, Chevy Corvette LT1, Mitsubishi 3000GT VR4, Porsche 968 และ Nissan 300ZX

(บทความของ Car and Driver : https://www.caranddriver.com/reviews/comparison-test/a32405949/comparison-test-1993-toyota-supra-vs-the-best-sports-cars-of-the-early-1990s/)

 

รถในเจนที่ห้า Toyota Supra MK V

ถึงแม้ Supra MK IV จะยอดเยี่ยมแค่ไหนก็ไม่อาจต้านกระแสความเป็นไปของโลกได้ เมื่อเริ่มมีข้อบังคับด้านการควบคุมมลพิษที่เข้มงวดขึ้นทั้งที่อเมริกาและญี่ปุ่น

เมื่อไม่สามารถทำเครื่องเดิมมาขายได้ ทำให้ Supra ถูกถอนออกจากตลาดอเมริกาในปี 1998 ก่อนที่จะปิดสายการผลิตลงอย่างถาวรที่ญี่ปุ่นในปี 2002

เรียกได้ว่ายุคนั้นเป็นการเปลี่ยนจากยุครุ่งเรืองที่สุดของรถสปอร์ตญี่ปุ่น ไปสู่จุดตกต่ำอย่างชัดเจน

เพราะไม่ใช่แค่ Supra เท่านั้นที่หายไป แต่ยังรวมถึง Mazda ตระกูล RX หรือรถสปอร์ตของ Mitsubishi และ Nissan อีกหลายๆ รุ่นด้วยเช่นกัน

และมันก็หายจากตลาดไปยาวนานถึงเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว…

 

 

แต่ในปี 2019  Toyota ได้ปลุก Supra กลับขึ้นมาอีกครั้ง!!

สิ่งที่ทำให้หลายคนประหลาดใจคือ Supra MK V เป็นผลงานที่ถูกพัฒนาขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง Toyota และ BMW ค่ายรถชื่อดังแห่งเยอรมนี

ทำให้ทั้งสองค่ายใช้พื้นฐานที่พัฒนาขึ้นมาร่วมกัน แต่นำมาปรับจูนในแบบของตัวเอง และเอามาทำตลาดด้วยแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งทาง BMW ก็นำพื้นฐานตัวนี้ไปใช้กับ Z4

นอกจากพื้นฐานรถแล้ว Supra MK V ยังใช้เครื่องยนต์ของ BMW อีกทั้งยังมีฐานการผลิตอยู่ที่เดียวกับ Z4 ในโรงงาน BMW ที่ประเทศออสเตรียอีกด้วย

ซึ่งสาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะทาง Toyota คิดว่าการพัฒนารถสปอร์ตขึ้นมาด้วยตัวเองในยุคนี้ อาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเมื่อเทียบกับยอดขาย การจับมือกับ BMW จึงเป็นอะไรที่วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สำหรับแฟนคลับหลายๆ คนแล้ว มันทำให้สเน่ห์ความเป็นรถสปอร์ตญี่ปุ่นหมดไป ไม่เหมือนกับในอดีต สะท้อนให้เห็นถึงตลาดรถยนต์ที่เปลี่ยนไป…

 

และแม้ Toyota Supra ในวันนี้ จะไม่ใช่สปอร์ตเบอร์หนึ่งในยุคปัจจุบัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอดีตนั้น มันคือรถระดับแถวหน้าในยุค 90s ยุคที่รถประเภทนี้รุ่งเรืองที่สุดอีกด้วย

ไม่มีสิ่งใดอยู่ยั่งยืนตลอดกาล และคำกล่าวนี้ก็สามารถใช้กับ Supra ได้ด้วยเช่นกัน…

 

 

 

ที่มา : cnet, caranddriver

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...